เศษเสี้ยวความทรงจำ แห่งรัชกาลที่ ๙
เราไม่รู้หรอกนะ ว่าใครจะเป็นแบบนี้เหมือนเราไหม
แต่เราก็อยากจะเขียนเก็บไว้ เผื่อว่าจะมีใครรู้สึกเหมือนกันกับเรา...

ก่อนอื่นขออนุญาติย่อการเขียนในการเรียกพระนามของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร์ สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร ว่า "ในหลวง รัชกาลที่ ๙" ก็แล้วกัน

ยุคสมัยที่เราเกิดก็อยู่การครองราชสมบัติของในหลวงรัชกาลที่ ๙ มากว่า ๕๐ กว่าปีแล้ว
จนเรามีสติรู้เรื่องดีตอนโต ก็ได้เห็นพระองค์ท่านอยู่ในหน้าจอโทรทัศน์หรือไม่ก็เสียงในวิทยุ
ถึงกระนั้นก็ยังไม่รู้สึกถึงพระมหากรุณาธิคุณอันใหญ่หลวงของพระองค์แต่อย่างใด
คงเป็นเพราะเรายังเป็นเด็ก ไม่ได้คิดอะไรมาก

แต่พอเราโตขึ้น เราได้ซึมซับ เราได้ทราบถึงพระกรณียกิจต่างๆที่พระองค์ท่านได้ทรงทำ
สิ่งต่างๆที่พระองค์ทำได้ทำให้เรามีชีวิตที่ดีจนมาถึงทุกวันนี้
ความรู้สึกที่แรงกล้าที่สุดต่อพระองค์ของเราคือสมัยที่เราได้เข้าค่ายลูกเสือตอนเราอยู่ ม. ๒
ซึ่งพระองค์ท่าน เคยเสด็จไปที่นั่นเมื่อนานมาแล้ว

จำได้ว่าคุณครูได้เปิดวิดีโอเกี่ยวกับในหลวงรัชกาลที่ ๙ ให้ดู ตอนแรกเราก็ไม่ได้รู้สึกอะไร
แต่พอดูจนจบ มันทำให้เรารู้สึกประทับใจ ภูมิใจ ที่ได้เกิดมาในผืนแผ่นดินแห่งนี้
พระองค์ทรงเหนื่อยยากมากมาย ทำให้เราที่บางครั้งเหนื่อยกับเรื่องๆต่างๆ 
ดูเป็นเรื่องที่เล็กน้อยเกินบรรยาย
จนมีความรู้สึกว่า ชั่วชีวิตนี้ จะพยายามได้ใกล้ชิดกับพระองค์ท่าน

ความคิดนั้นมันยังอยู่กับเรามาโดยตลอด
จนกระทั่งวันนั้น

พฤหัสบดี ที่ ๑๓ ตุลาคม ๒๕๕๙
วันที่เราไปดูหนังที่โรงหนัง
จนถึงตอนที่ยืนเคารพเพลงสรรเสริญพระบารมีก่อนดูหนัง
ก็ได้นึกถึงข่าวต่างๆที่ออกมาก่อนหน้านั้น
เรารู้สึกว่าใจมันสั่นๆอย่างบอกไม่ถูก
เราพยายามคิดว่าไม่มีอะไร
เราดูหนังจนจบ
เรากลับบ้าน
เราเช็คหน้าฟีดเฟสบุ๊คว่า รัฐบาลจะมีแถลงการณ์
เราก็คิดว่าคงไม่มีอะไรสำคัญ
แต่ลึกๆในใจก็อย่างที่ว่านั่นแหละ

เราเล่นเกมไปเรื่อยๆจนถึงเวลา ๑๙ นาฬิกา
มีข้อความแจ้งเตือนจากไลน์ของ CNN
วินาทีนั้นทำให้เราหัวใจเต้นแรง
และยังคิดว่ามันไม่ใช่เรื่องจริง
เราเปิดอ่านทุกข่าว
ทุกเว็บไซต์สำนักข่าว...

ผ่านไปแล้ว ๑ ปี
วันที่เราจะได้ส่งพ่อของเราขึ้นไปสู่สวรรคาลัย
เราไม่อยากไปเบียดเสียดกับคนทั่วทุกสารทิศที่พระเมรุมาศจำลอง
เราเลยคิดว่าดูทีวีอยู่ที่หอก็โอเค
หากมองในแง่ดีก็คือ
เราได้รับชมในสิ่งที่เป็นราชประเพณีที่สืบทอดกันมาแต่ยาวนาน
แต่ความรู้สึกจริงๆก็คงไม่พ้นความโศกเศร้าที่อยู่ลึกๆในใจ

ถึงแม้ว่าเราจะไม่ได้เห็นในหลวงรัชกาลที่ ๙ ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจมากมายในช่วงชีวิต
แต่เราก็ได้เห็นจากคำบอกกล่าว วิดีทัศน์ต่างๆ ที่ทำให้เรารู้ว่า
ท่านไม่ใช่พระมหากษัตริย์ที่นั่งอยู่บนบัลลังก์ เสพสุขไปวันๆเหมือนในนิทาน
แต่ท่านคือผู้ที่มาเปลี่ยนแปลงชีวิต ผืนแผ่นดินไทยแห่งนี้
ให้มีความเจริญรุ่งเรือง มีการพัฒนาอย่างยั่งยืน
น้ำตาที่เราเสียให้กับความเศร้าโศกของการจากไปของพระองค์ท่าน
มันคุ้มค่าที่สุดแล้ว

ดีใจ
ที่เราได้เกิดมาในผืนแผ่นดินไทยแห่งนี้
จนวันนี้ร่างกายของพ่อ จะอยู่กับเราเป็นวันสุดท้าย
ขอบคุณที่อ่านมาจนถึงบรรทัดนี้

พฤหัสบดี ที่ ๒๖ ตุลาคม ๒๕๖๐
SHARE
Writer
SPRING74
KEEPER
ชอบแถ

Comments