เมื่อมรรคเศร้าซึม (27 กุมภาพันธ์ 2559)
วันนี้ (27 ก.พ. 59) ก็เป็นอีกวันที่ผมไม่โอเคอีกวัน ถือเป็นอีกวันที่ยอมแพ้ให้ความกับเศร้าซึมเลยทีเดียว

ตอนเช้าเวลาเก้าโมงจะมีแล็บ Biochem เรื่องการวิเคราะห์โปรตีนเชิงปริมาณ เมื่อคืนเราทำงานเขียนผลการทดลอง อภิปราย และสรุปผลการทดลองเสร็จเป็นคนสุดท้าย เพราะเราคิดอะไรแทบไม่ออกจริงๆ เมื่อวานตอนที่เรามีอาการเศร้าซึมโชคดีที่ออมเข้ามาช่วยไว้จนประคองตัวเองให้ทำงานนี้เสร็จไปได้ แต่ก็แทบจะรู้สึกเหนื่อยมาก และฝืนแบบสุดๆ

อาการนี้คงเป็นสัญญาณเตือนให้ตัวเองรู้ว่าผมรับมือกับตัวแล็บ Biochem ไม่ไหว พอเช้านี้อาการก็ครึ้มฟ้าครึ้มฝน เย็น บรรยากาศน่านอนเป็นที่สุด พอเราเปิดควิซไปและก็เห็นว่าทำได้ไม่ถึงครึ่ง เนื่องจากเราอ่านหนังสือแล็บก่อนไปควิซเมื่อคืนนี้เอง และก็อ่านแบบมึนๆ จำอะไรไม่ได้ สมองมีปัญหา ไม่เป็นเหมือนเดิมอย่างที่เคยเป็น
ก่อนหน้านี้ผมตัดสินใจดร็อปสามตัวแล้ว และคิดว่าจะไม่ดร็อปอีก แต่ว่าหลังจากควิซเสร็จและมี talk lab อาการซึมเศร้ากำเริบจนผมฟังไม่ได้ และก็เดินมาหาอาจารย์ปัญชิกาและบอกว่าอาการ depress กำเริบ ก็เลยคุยกับอาจารย์ไปเรื่องอาการป่วย อาจารย์พูดถึงนักศึกษาภาคเคมีที่เป็น depression เหมือนกัน ผมบอกว่าพี่เปรี้ยวใช่ไหม? อาจารย์ก็บอกว่าใช่ และอาจารย์ก็ทักว่าตัวแล็บไม่สามารถอยู่ได้ถ้าดร็อปตัวแลกเชอร์ Biochem ไปแล้ว

มันเหมือนกับเจ้าปีศาจในตัวเองได้ตื่นขึ้นมาอีกครั้ง หลังจากที่รู้สึกเมื่อคราวไปยื่นทำเรื่องดร็อปและเขียนจดหมายลาออกจากทุน พสวท. อย่างรวดเร็ว ผมเลยรีบปรึกษา อ.อัง แบบเร่งด่วน (อาจารย์เองก็กำลังยุ่งๆ กับการเตรียมสอบแล็บกริ้งสำหรับนักศึกษาปีหนึ่ง) ตอนแรกก็ลังเลกันทั้งอาจารย์ทั้งลูกศิษย์ว่าตกลงมันดร็อปได้ไหม? สุดท้าย..เอ้า! ดร็อปก็ดร็อป ก็เลยขอออกจากการทำแล็บเลย

หลังจากออกจากแล็บและหนีไปดื่มโอวัลตินเย็นที่ร้านกาแฟคณะสังคม อาจารย์ปัญชิกาก็โทรมาบอกว่าอาจารย์ให้ข้อมูลผิด แม้จะดร็อปตัวแลกเชอร์แต่ก็สามารถเรียนตัวแล็บต่อได้ อาจารย์แนะนำว่าอยากให้เรียนต่อไป ในขณะที่ผมปริ้นใบดร็อปและให้อาจารย์ที่ปรึกษาเสร็จเรียบร้อยแล้วอย่างรวดเร็ว จากนั้นก็โทรศัพท์หาเพื่อนคนหนึ่ง..คุยกันเป็นชั่วโมง ก็เหมือนจะรู้สึกดีขึ้น (มั้ง?) 

พอพ่อแม่มารับ และผมก็บอกพ่อกับแม่ไปตามจริง พ่อก็เริ่มพาลดราม่าเรื่องตัวตนและบ่นเรื่องตอน ม.ปลาย ผมไม่ตั้งใจเรียน พ่อบ่นต่อว่าที่ผมไม่อยากโสดก็เพราะมองว่าผมกลัวเพราะผมไม่สามารถมีชีวิตอยู่ได้ด้วยลำแข้งของตัวเอง พ่อบอกอีกว่าแรงบันดาลใจมันหายไปตอน ม.ปลาย แรงบันดาลใจที่ว่าคือความรู้สึกตอนสอบติดคณะต่างๆ ซึ่งผมไม่มี พอไม่มีแรงบันดาลใจส่วนนี้ พอเข้าคณะวิทย์ไปเจอรับน้องก็ไม่ชอบ เจอนั่นเจอนี้ก็ไม่ชอบ สุดท้ายพ่อก็บอกกับผมว่าจะซิ่วแล้วแอดมิชชั่นใหม่เลยไหม? 
 
ผมแทบอยากจะคลุ้มคลั่งและอยากจะตะโกนกรีดร้องด่าพ่อ แต่ก็ทำได้แค่นั่งเงียบและไม่พูดอะไรพ่อไม่เข้าใจตัวผม ที่ผมเป็นแบบนี้มันก็ไม่ใช่เพราะพ่อหรอกหรอ? ที่เอาแต่จะดราม่าเรื่องไอ่หลักประกันการมีงานทำ แม้ว่าพี่สาวของผมจะบอกกับผมเมื่อวานแล้วว่าพ่อแม่พร้อมจะสนับสนุนในทุกเส้นทางที่เราอยากเป็น แต่ตอน ม.ปลาย ชีวิตตอนนั้นในหัวก็มีแต่คณะวิทย์ แม้จะเริ่มสนุกกับสายศิลป์...แต่มันก็ยังไม่ชัดเจนพอที่จะบอกได้ว่าตัวตนของเราที่แท้จริงมันเป็นอย่างไร ตอน ม.ปลาย ชีวิตก็วนเวียนอยู่กับเพื่อน-งาน สองอย่างก็แค่นั้น จะเอาเวลาไหนไปคิดค้นเรื่องตัวตน ที่นี้พอผมรู้ตัวแล้วว่าคณะวิทย์มันไม่ใช่ แล้วจะให้รีบตัดสินใจบอกตัวตนในช่วงเวลาสั้นๆ มันเป็นเรื่องบ้าสิ้นดี! นอกจากนี้การเผชิญหน้าหรือโต้เถียงกับพ่อเป็นอะไรที่ผมไม่อยากจะทำเอาซะเลย

เอาเข้าจริงช่วงแรกๆ ที่ผมเริ่มป่วย ผมเองก็พยายามจะรีบหาความชัดเจนเหมือนกัน แต่ยิ่งหามันก็เหมือนงูที่คอยกินหางตัวเอง มันหาไม่เจอ! พอสุดท้ายผมปลดล็อคเรื่องความจำเป็นในเรื่องการเรียนสี่ปีได้ ผมก็ดีขึ้นเล็กน้อย และคิดว่าจะประคองตัวที่เหลือให้จบเทอมนี้ไป แม้ว่าอาการมันจะยังไม่ไหวก็ตาม

หลังจบดราม่าในมื้อกลางวัน ผมก็ได้บอกความอึดอัดกับแม่และก็ได้ข้อสรุปว่าอย่าไปดราม่าถึงตัวตนในอนาคตพวกนั้นเลย เอาแค่เทอมนี้ให้รอดก่อน เพราะเอาเข้าจริงๆ ตอนนี้วิชาจุลชีววิทยากับวิชานิเวศยังไม่อ่านเลย (อีกไม่กี่วันจะสอบแล้ว) แค่นี้ก็เป็นเรื่องเหนื่อยและหนักหนาสาหัสมาก ไหนจะงาน metabolic pathway และ งานเชื่อมโยงปัญหาสิ่งแวดล้อมอีก รู้แค่ว่าทุกอย่างมันจะต้องผ่านไป แต่จะผ่านไปในรูปแบบไหนผมเองก็ไม่สามารถจะตอบได้

พรุ่งนี้ผมหวังว่าจะสามารถอ่านแล็บจุลให้หมดและเขียน metabolic pathway ให้เสร็จได้ ถ้าทำได้นี่ถือเป็นเรื่องน่าดีใจมากๆ แล้ว

ก่อนจะออกจากห้าง ผมซื้อหนังสือ ‘เรื่องเล่าจากยอดภูเขาน้ำแข็ง’ มาอ่าน ผมดีใจที่อ่านได้รวดเดียวจบ โดยใช้เวลาช่วงกลางคืนที่ผ่านมา (แทนการอ่านหนังสือสอบ) ผมคิดว่ามันเป็นหนังสือที่ทุกคนควรอ่าน ไม่ว่าจะป่วยเป็นโรคซึมเศร้าหรือโรคอารมณ์สองขั้วหรือไม่ ‘ดาวเดียวดาย’ มีภาษาสวยดี อ่านง่าย ไม่เครียดอย่างที่คิด และน่าจะทำให้คนธรรมดาเข้าใจผู้ป่วยจิตเวชเหล่านี้ได้ดีขึ้น 

27 กุมภาพันธ์ 2559
SHARE
Written in this book
บทบรรเลงของความเศร้าซึม
บันทึกความรู้สึกนึกคิดขณะ depression
Writer
Moreyearold
Normal person
แก่ขวบ...คนธรรมดาที่ชอบเสพความคิดผ่านตัวอักษร และขีดเขียนบ้าง นาน นาน ที

Comments