ความสูญเสียของคนที่เคยเข้าใจกัน
"ไม่ว่าความสัมพันธ์ระหว่างเราพรุ่งนี้จะเป็นอย่างไง ก็ถือว่าวันนี้เราได้คุยกันแล้ว"

คืนนั้นในห้องสี่เหลี่ยมที่ไร้แสงไฟ กับบทสนทนาที่เริ่มขึ้นประมาณนี้ และจบลงด้วยตัวมันเองในเวลาต่อมา

ความสัมพันธ์เป็นเรื่องซับซ้อนและย้อนแย้งพอๆกับตัวของมนุษย์เอง ยิ่งเป็นมนุษย์อย่างเราด้วยแล้ว มันยิ่งง่ายกว่า หากยอมรับว่าการอยู่ตัวคนเดียวน่าจะดีกว่าไปสร้างความวุ่นวายในอารมณ์ให้กับผู้อื่น โดยเฉพาะคนอื่นคนนั้น เป็นเพื่อนอย่างเธอ

A monster calls ทำหน้าที่ในการปลดปล่อยตัวเราออกมาจากตัวเราเอง เรื่องเล่าทุกเรื่องสร้างชุดความจริงใหม่ๆ ในทุกมุมมืดที่แสงสว่างไม่มีจะวันเข้าไปถึง หรือคนเราต่างไม่มีเวลามากพอในการชะลอการตัดสินใจที่จะพิสูจน์กันอย่างถี่ถ้วน ทั้งเรื่อง 'เจ้าชายกับแม่มด' และเรื่อง 'อุดมการณ์ของหมอยากับความศรัทธาของบาทหลวง'

หนังสือบางเล่มเมื่ออ่านจบ มันก็ทำให้เราจะอยากออกเดิน เพื่อเอาไปยื่นให้กับคนที่มองเรื่องราวแต่เพียงมุมเดียวอยู่เหมือนกัน เป็นมุมที่พวกเค้าคิดว่ามันถูกต้องที่สุด ดีที่สุด และจะไม่มีอะไรมาเปลี่ยนมันได้

"มันไม่มีคนดีคนเลวเสมอไป คนส่วนใหญ่อยู่ระหว่างสองอย่างนี้ หลายสิ่งหลายอย่างที่เป็นเรื่องจริงมักให้ความรู้สึกเหมือนเป็นการหลอกลวง"*

1
เราไม่ใช่คนดี
แต่การไม่ใช่คนดีก็ไม่ได้หมายความว่าเมื่อทำผิด เราจะไม่ยอมรับมัน ต่างจากเธอ เธอเป็นคนดีมากและดีมาเสมอ แต่หากเธอจะดีได้เท่าที่เธออยากดีจริงๆ เราว่าเธอยังมีมันไม่พอ

ความทรงจำบางอย่างก็เลือนลางเกินกว่าจะจดจำ แต่ถ้าแค่ให้เลือกจำ
เรายังจำได้ว่า... เราเป็นเพื่อนกัน
พวกเราอาจเหมือนกันและต่างกันเกินไป ทั้งหน้าตา นิสัยใจคอ แต่ถึงอย่างงั้นมันก็ไม่ได้ทำให้พวกเราต้องห่างกันมากนัก เธอขยับ เราขยับ เธออยู่ไหน เราอยู่นั่น พวกเราคอยถามหากัน คอยฟังกัน ว่าอีกคนกำลังคิดอะไรกับสังคมและผู้คนที่ตื้นเขินที่ไม่เคยเยแสความรู้สึกนึกคิดของคนอื่น อุดมการณ์กอดรัดความเป็นเพื่อนของพวกเราเอาไว้จนดูเหมือนจะมีแต่เราสองคนเท่านั้นที่เข้าใจกันเอง ในเรื่องที่ผู้คนรอบข้างไม่มีวันจะเข้าใจได้เลย

ท้องฟ้ามืดสนิท มีแสงไฟนีออนสว่างจ้าจากระยะไกล มันสะท้อนแสงผ่านระเบียงของโรงเรียนเก่าๆ ที่มีเราสองคนกำลังเดินกันอย่างเงียบสงัด
คืนนั้น, เราเป็นคนวางแผนเอาของไปซ่อนเพื่อให้วันรุ่งขึ้นมีคนไปหามันเจอ
เธอหัวเราะ เราหัวเราะ และแน่นอน พวกเราสนุกกันมาก
จนเธอหลุดปากออกมาว่า สิ่งที่พวกเราทำอยู่มันคือความฝันของเธอ ตอนเด็กๆเธออยากทำอะไรแบบนี้มานานแล้วแต่ไม่มีโอกาสได้ทำเลย และนั่นทำให้เราบันทึกรอยยิ้มช่วงเวลานั้นไว้ในความทรงจำ

เราว่า, มนุษย์เราก็คงต้องการแค่นี้ การที่ไม่ต้องโดดเดี่ยวอีกต่อไปเมื่อมีใครสักคนมองเห็นตัวตนของกันและกัน ไม่ว่ามันจะอยู่ในฐานะไหนก็ตาม

แต่จู่ๆ วันหนึ่งเธอก็เปลี่ยนไป
เราก็พอรู้บ้างว่ามันเกิดอะไรขึ้น แต่ไม่คิดเลยว่าผลของมันจะเป็นไปได้ถึงขนาดนี้
เธอเปลี่ยนไป และเริ่มสนิทกับผู้คนที่ก่อนหน้านี้ไม่เคยเข้าใจพวกเราแทน
และไม่นาน เธอก็เริ่มที่จะหัวเราะความคิดของเรา ความรู้สึกของเรากับกลุ่มเพื่อนใหม่ของเธอ

2
หลังจากนั้นเราห่างกันนานร่วมปี และแล้วนี่ก็อาจจะเป็นจุดปริแตกของทุกสิ่งทุกอย่าง เราดันไปพบความลับบางอย่างที่เธอซ่อนเก็บไว้รู้เพียงคนเดียว มันจึงทำให้เราสองคนไม่พอใจกัน ไม่เข้าใจกัน แต่เราไม่ต้องการอะไรเลย เราแค่ต้องการให้เธอยอมรับมัน แล้วพูดความจริงออกมา

แต่เธอไม่ทำ
แถมยังปฏิเสธความเป็นเพื่อนกันที่ก่อนหน้านั้น
เราเคยมี เราเคยเป็น
โดยการโยนว่ามันเป็นความผิดของเราที่บิดเบือนเรื่องราว และพยายามใส่ไฟมากกว่าถ่านที่มี

ซึ่งมันก็ง่ายดีนะ, ความดีบนตัวเธอ ความผุดผ่องในกายเธอ เธอแค่ใช้มันทำหน้าที่ใดหน้าที่หนึ่งคนรอบข้างก็เชื่อหมดแล้วว่า เธอเป็นผู้บริสุทธิ์ เธอคือความผ่องแผ้ว ส่วนเราคือความตรงกันข้าม

ความโกรธจึงเหมือนสว่านที่เจาะลึกลงไปในความเศร้า และมันคงถึงเวลาที่เราจะต้องเล่าเรื่องต่อไปสักที เรื่องเล่าที่เป็นความจริง เรื่องเล่าที่จะสลายอคติที่ทุกคนมองมนุษย์หน้าเหี้ยมๆ โหดๆ เลวๆ คนหนึ่งว่าเป็นคนผิดตลอดมา เรื่องเล่าที่เราจะพิสูจน์ตัวเองให้กับผู้อื่นยอมรับว่า เรามีตัวตนมากกว่าจะถูกทึ้งกินจากความเดียวดาย

3
เที่ยงคืนตรง มีเพียงเสียงพัดลมตัวเก่าๆหมุนเบาๆอยู่ภายในห้องสี่เหลี่ยมที่มืดสลัว อาจเป็นเพราะความเงียบ ความร้ายกาจทั้งหมดจึงยอมสยบลงให้เรามีสติพอ จนเกิดคำถามกับตัวเองว่า ถ้าทำไปแล้วได้อะไร

การพยายามมีตัวตนกับคนที่มองไม่เห็นค่าอะไรในตัวเราเลย มันเหนื่อยเกินไปไหมที่จะพยายาม ก็รู้คำตอบอยู่แล้วนิ ว่าไม่ว่าจะทางไหนก็มีแต่เราคนเดียวที่จะเสียใจที่สุดอยู่ดี

"ฉันเสียใจที่เล่าให้ทุกคนฟังเรื่องแม่ของเธอ ฉันคิดถึงการเป็นเพื่อนเธอ เธอโอเคดีมั้ย ฉันเห็นเธอนะ"*

สิ่งที่ขยี้ใจคนคนหนึ่งได้อาจเป็นเรื่องราวที่เก็บมาคิดชั่วข้ามคืน แต่เรายังมีด้านมืดไม่เท่ากับคอเนอร์ การที่อยากให้เพื่อนมารังแกเพียงเพราะแค่อยากให้เพื่อนมองเห็น มันอาจเป็นความคิดที่บ้ามากสำหรับเรา แต่เราก็ทำความเข้าใจกับมันได้ว่า

บางทีคนเราที่ยอมเจ็บปวดอยู่อย่างนั้นก็อาจเพียงเพราะแค่อยากมีตัวตนกับใครสักคน

แต่เราไม่อยากมีตัวตนกับคนที่มองไม่เห็นค่าในความคิด ความฝัน ความรู้สึกอะไรในตัวเราอีกต่อไปแล้ว มันเหนื่อยนะ และเราก็เชื่อเหลือเกินว่าเราคงไม่มีเพื่อนอย่างลิลี่ที่เขียนจดหมายมาถามว่า 'เธอโอเคมั้ย' เหมือนอย่างข้างต้นแน่นอน

เรานอนไม่หลับ หลับไม่ได้ จนบางทีต้องหาตัวช่วย อาจเป็นหนังสือสักเล่มหรือยาสักเม็ด
เพื่อให้ตัวเองได้ทิ้งตัวจมดิ่งพร้อมกับโยนทิ้งทุกอย่างออกไป
และตื่นขึ้นมาโดยไม่เล่าความจริงอะไรให้ใครฟังอีกเลย
แล้วปล่อยให้เธอก่นด่าว่ารำคาญจนกว่าจะพอใจ

“เพราะมนุษย์เป็นสัตว์ที่ซับซ้อน คำตอบก็คือมันไม่สำคัญว่าเธอคิดอย่างไรเพราะความคิดของเธอจะขัดแย้งกันเองนับร้อยครั้งในแต่ละวัน ความคิดของเธอจะเชื่อในคำโกหกที่ช่วยให้สบายใจ แต่ในขณะเดียวกันมันก็รู้ถึงความจริงอันแสนเจ็บปวดที่ทำให้คำพูดโกหกเหล่านั้นกลายเป็นสิ่งจำเป็น และความคิดของเธอจะลงโทษเธอที่เชื่อในทั้งสองอย่าง”*

4
เรากำลังคิดถึงความเป็นเพื่อนกันของวันนั้นในวันนี้ที่มันไม่อยู่ และรู้สึกว่า
เราสมควรแล้ว ที่ไม่ได้รับมันอีกต่อไป เพราะหากมองย้อนกลับไปที่จุดเริ่มต้น

เรื่องนี้ไม่ได้มีคนผิดแค่คนเดียว

เมื่อวันเวลาผ่านมามันทำให้เราเจออะไรบางอย่างที่หลบซ่อนอยู่ จนเราก็ไม่เคยรู้ตัวมาก่อนว่าเราก็มี นั่นคือ 'ความอัปลักษณ์ที่ซ่อนอยู่ในใจ' มันไม่ได้ติดตัวเรามาตั้งแต่เกิด แต่มันมีอยู่แล้วบนโลกแห่งนี้ และมันมีมาตลอดในระบบเผ่าพันธุ์มนุษย์

เราใช้ตัวแทนแห่งความหวังดีเพื่อให้เธอมาติดกับ
เราฉกฉวยอะไรบางอย่างออกมาจากเธอ โดยฝังเอาไว้ในความทรงจำตอนที่เธอนั้นกำลังไว้ใจ
เราเก็บความลับนั้นไว้แล้วรอเวลาเถลิงอำนาจเพียงเพื่อให้เธอยอมจำนน
เราซับซ้อนในความกลัว ความโกรธ ความอยากชนะ ความรัก ความห่วงใย
และสุดท้ายมันนำพาให้เรากลายเป็นมอนสเตอร์

เป็นมอนสเตอร์ของกันและกัน

เธอผิดที่ปกปิดความลับที่ไม่ควรทำและไม่ยอมสารภาพมันออกมา
แต่เราก็ผิด ที่หาวีธีสืบเสาะความลับที่มันไม่ถูกไม่ควร

5
เรื่องเล่าทั้งสามเรื่องเหมือนปลดปล่อยสัตว์ร้ายในใจให้ออกมารับอิสรภาพ
และเรารู้สึกว่ามันมีหนังสือเด็กแฟนตาซีไม่กี่เรื่อง ที่ทำให้เราจริงใจกับตัวเองมากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังซื่อสัตย์ ตรงไปตรงมา จนกล้าเผชิญหน้ากับความทุกข์ระทมและความอ่อนแอของชีวิตโดยปราศจากการเสแสร้ง

และในบางครั้งเมื่อนึกถึงมัน
น้ำตาอาจไม่มีประโยชน์ที่ไหลออกมา แต่เราก็ควรอนุญาตตัวเองให้ร้องไห้กับมันบ้าง เพื่อที่มันจะนำทางเราให้เติบโตขึ้นและเคยย้ำเตือนเราว่าครั้งหนึ่ง

ความยุติธรรมในใจของตัวเองมันมีไม่พอแค่ไหน เราทิ้งขว้างความถูกต้องในสิ่งที่ยึดมั่นเหมือนบาทหลวงเพื่อคนใกล้ชิด เราเป็นผู้ร้ายเสมอในนามของแม่มด โดยปล่อยให้ทุกคนตัดสินว่าเราผิดและยุติลงที่เราแต่เพียงคนเดียวพร้อมยอมรับการไม่มีตัวตนต่อไปจนกว่าจะหมดเวลา

นี่อาจเป็นทางออกในโลกแห่งความจริง
ที่ไม่มีใครช่วยเราได้
ไม่มีปีศาจ
ไม่มีต้นยู
ไม่มีเพื่อน
มีเพียงเราเท่านั้น
และแน่นอน, เราเกลียดวีธีของตัวเอง เกลียดความรักที่ไม่เคยมอบให้ตัวเองได้มากพอ และเกลียด เกลียดที่เพื่อนไม่เคยยอมรับความจริง ว่าตัวเองทำผิดในเรื่องอะไร เราไม่เข้าใจว่าทำไมคนดีถึงผิดไม่ได้ พลาดไม่เป็น แล้วไม่กล้าที่จะรับมัน การหลงความดีเป็นสิ่งที่น่าเกลียด เราเกลียดคนแบบนี้จนขนลุกและไม่อยากเข้าใกล้
แต่เราจะสนอะไรละ
เพราะสิ่งที่เราเกลียดที่สุดไม่ใช่การหลงความดี แต่คือ 'ความกลัว' ความกลัวที่วันหนึ่ง จะสูญเสียเพื่อนไป

โดยที่ไม่เคยกล้ายอมรับความจริงที่มีอยู่มานานแล้วเลยว่า

เราได้เสียสิ่งนั้นไปตั้งนานแล้ว

มันจึงไม่มีความเศร้าความเสียใจไหนที่ตัวเองจะสมควรได้รับ เท่ากับการเป็นคนแปลกหน้าของคนที่เคยสนิทกัน ในวันนี้ที่ไม่เหลือความสนิทกันอีกแล้วบนหัวใจที่พังยับเยิน

______________________
ข้อความจากหนังสือ*
SOUNDTRACK : เสียดาย-STOONDIO (OFFICIAL AUDIO + LYRICS & CHORD)
SHARE
Writer
SHN
somewho
Facebook Page : You found me

Comments

ABCz
7 months ago
อ่านแล้วโครตคิดถึงคนๆนึงเลย
Reply
SHN
7 months ago
TT