เรื่องเล่าขนหัวลุก EP.1
*โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน


เราเป็นคนมีเซนส์ (Sense) เราเชื่อว่าอย่างนั้นแต่อย่างว่าเพราะมันเป็นความเชื่อส่วนบุคคล 
หากจะบอกใครต่อใครว่าตัวเองเป็นคนมีเซนส์หลายคนก็จะหาว่าเรางมงาย 
แต่เซนส์ของเราแรงมากเมื่อตอนเราเด็ก ๆ 
ตอนนั้นเรียนอยู่ประถมสี่เป็นปกติที่เด็ก ๆ จะยังเล่นกันถึงแม้จะเป็นเวลาประมาณ 2 ทุ่มกว่า ๆ 
เราจำได้ว่าตอนนั้นเล่นโบราณเรียกชื่อกับเพื่อนสนุกมากและยังไม่อยากขึ้นบ้าน (บ้านเป็นแฟลต)
เพื่อนคนนึงที่เล่นด้วยกันพูดกับเราว่า 'ขึ้นบ้านกันเถอะ'
เราส่ายหน้าเพราะกำลังได้เป็นฝ่ายวิ่งหนี เพื่อนคนนั้นเลยขึ้นบ้านไปก่อน
ในขณะที่เรากำลังจะหันหลังกลับไปวิ่ง มีลมแรง ๆ ประทะหน้าเรา
ใจเราหวิวเหมือนมีคนบอกข้างหูว่า ถ้าเราวิ่งไปข้างหน้าเราจะเจ็บตัวแน่นอน
และเราไม่เชื่อเซนส์ในครั้งนี้ เราวิ่งเมื่อเพื่อนเรียกชื่อเรา
วิ่งไปข้างหน้าโดยแหงนหน้ามองลูกเทนนิสบนฟ้า
เสียงเพื่อนผู้หญิงกรี๊ดดังลั่นสนามปูนกว้าง ๆ
เรารู้สึกว่าตัวเราไถลไปกับพื้นเพราะถูกอะไรบางอย่างชน
เราชาไปหมดทั้งตัวเพราะปวดหัวเข่าและแสบแผลมาก
ลมเบา ๆ ผ่านตัวเราจนรู้สึกขนหัวลุก
ถ้าเราเชื่อใครคนนั้นเราคงจะไม่เจ็บตัวในครั้งนี้


ครั้งที่สองของการมีเซนส์เป็นเหตุการณ์ที่เกิดไม่ห่างจากเหตุการณ์แรกเท่าไหร่
ในซอยบ้านเราจะมีถนนเลนส์เดียวที่ไม่สามารถมีรถผ่านกันได้ (One way)
เราเล่นกับเพื่อนอีกฝั่งนึงของถนน และอยากวิ่งข้ามไปหาแม่ที่กำลังขายของอยู่ฝั่งนู้น
เรามองซ้ายขวาดูรถผ่านไปมา
เสียงบางอย่างในใจเราบอกกับเราว่า อย่าข้ามถนนไม่อย่างนั้นจะเจ็บตัว
จำได้ว่าตอนนั้นใจสั่นมาก ทั้งกลัวอุบัติเหตุทั้งกลัวเสียงนั้น
เสียงของใครก็ไม่รู้เรา แต่มันทั้งทรงพลังและน่าขนลุก
เรากับเพื่อนมองซ้ายขวาอย่างดีแล้ว
จับมือกันข้ามถนน
มีรถมอเตอร์ไซต์วินคันหนึ่งขับสวนเลนส์มา
ทั้ง ๆ ที่เพื่อนเราอยู่ใกล้มอเตอร์ไซต์คันนั้นมากกว่า กลับเป็นเราเองที่โดนรถเฉี่ยว
แม่เราร้องตะโกนดังมาก เพราะคิดว่าเราโดนลากไปไกล
เราเห็นเหตุการณ์ตรงหน้าทุกอย่างแล้วคำเตือนนั้นก็ลอยเข้ามาในหัวเราทันที


เรื่องของเซนส์ยังไม่จบเพียงแค่นั้น
ตอนประถมหกเราจะไปปั่นจักรยานที่สวนรถไฟทุกเย็นหลังพ่อเลิกงาน
ตอนนั้นคิดเอาเองว่าเราปั่นจักรยานเก่งมากเพราะปั่นแบบปล่อยมือได้
เวลาประมาณสองทุ่มกว่า ๆ เราก็ปั่นรอบสวนรถไฟตามปกติ
แต่รอบนี้เป็นรอบสุดท้ายเพราะจะกลับบ้านแล้ว
มันจะมีสะพานที่เราชอบลัดเข้าไป ขณะกำลังจะเลี้ยวโซ่ก็หลุด
เราเลยต้องนั่งใส่โซ่เข้าไปก่อน มีความรู้สึกว่าไม่ควรเลี้ยวเข้าไป
รู้สึกใจไม่ดีถ้าเลี้ยวไปต้องเจ็บตัวแน่ ๆ
คราวนี้มีเสียง.. อยากเจ็บตัวก็ไปทางนี้
ใจเราเชื่อว่าจะเจ็บตัวและเราก็เข้าไปเพราะมันดึกแล้ว
พ่อกับน้องก็ขับไปก่อนนานแล้ว
เราจึงเลือกขับทางลัดขึ้นไปบนสะพาน
เราเห็นทางออกอยู่ข้างหน้าแต่เรากลับมองไม่เห็นจักรยานคันข้างหน้าเรา
เราชนเขาอย่างจัง เซล้มตรงโพรงหญ้า
คนที่เราชนไม่เป็นอะไรเลยแต่เราแขนเขียวไปหมดเจ็บระบมจนร้องไห้
แขนซ้ายเคล็ดเอนท์ขาพลิกเป็นการเจ็บตัวครั้งใหญ่ที่สุดในชีวิต
ใจหวิวเหมือนคำเตือนนี้เป็นคำเตือนสุดท้ายที่จะคอยช่วยเรา
และหลังจากนั้นเราก็ไม่ได้ยินอะไรแบบนี้อีก

SHARE
Writer
_EE2VJ24
Eater
เราเป็นนักกินที่สามารถกินทุกอย่างที่อยากกิน

Comments

Neruko321
2 years ago
ชอบเรื่องผี มันมักมีเงื่อนงำอย่างหาสาเหตุไม่ได้เสมอ
Reply