ความกล้าหาญของผมกับนักรบทหารในหนังสือ
คุณเชื่อว่าโลกนี้มันมีโชคชะตาจริงๆหรือเปล่า 
สำหรับผมแล้ว ผมเป็นประเภทที่เกลียดแต่ไม่เชื่อ มันเป็นเรื่องแปลกที่เราจะเกลียดในสิ่งที่เราเชื่อว่าไม่มีอยู่จริง เพราะตลอดชีวิตที่อธิบายไม่ถูกว่าทำไมต้องพบเจอกับกับเรื่องราว ที่ทำให้ชีวิตต้องพลิกผันและผิดหวังอยู่เสมอ จนในที่สุดผมมีเซ้นท์ว่าเรื่องแย่ๆกำลังจะเกิดขึ้น แล้วมันก็เกิดขึ้นจริง


ผมกำลังนั่งดูหนังเรื่องที่ร้อยสิบแปดในรอบเวลาหนึ่งปี หนังสือเล่มที่ 31 ถูกวางไว้บนโต๊ะหนังสือ มันเป็นหนึ่งปีที่สำหรับใครบางคนเพียงพอจะลืมเรื่องแย่ๆ ที่ทำให้ต้องตกอยู่ในสภาพนี้
แต่สำหรับผม วันนี้มันก็เป็นแค่อีกหนึ่งวันที่ผมเริ่มต้นใหม่ เพื่อจะลืมเรื่องเก่าๆ

ผมรู้สึกว่าความรักชีวิต และความลิงโลดในการพบเจอผู้คนมันถูกช่วงชิงไปเสียหมด ผมกลัวที่จะเริ่มความสัมพันธ์กับใคร ไม่ว่าจะเพื่อนหรือมากกว่านั้น มากกว่านั้นหรอ

ผมคิดว่าเรื่องนี้คงไม่เกิดขึ้นกับผมภายในอีกสิบปีข้างหน้านี้แน่นอน โลกที่ผมอยู่มันแบนลงทุกที ผมไม่สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างปกติสุข หัวใจผมมันเป็นโรคซึมเศร้าที่ยังมีอายุนานเท่ากับชีวิตของผม ผมรู้สึกอยากให้ตัวเองเป็นโรคหัวใจจริงๆ

อยากให้หัวใจมีอายุสั้นกว่าชีวิตเส็งเคร็งที่ผมจะมีต่อจากนี้หน่อย

ผมเบื่อโลกใบนี้จริงๆ โลกที่ผู้ใหญ่ไม่เห็นหัวอัจฉริยะอย่างผม โลกที่ผู้หญิงหมดสิ้นซึ่งศรัทธาต่อชายผู้ยอมก้มหัวใส่รองเท้าให้เธอ

โลกที่ผมกำลังจะกลายเป็นคนไม่มีตัวตนสำหรับใคร และโลกที่ทำให้ตัวผมเป็นคนขี้ขลาด  
คนอื่นเป็นจอมปลอมสำหรับผม

มีแต่ผมเท่านั้นที่เป็นตัวจริงสำหรับตัวผมเอง



ผมหยิบหนังสือเล่มที่ 31 มาจ้องด้วยสายตาแบบเดียวกันกับที่ตกหลุมรักใครสักคน 
โธ่เอ้ย ทำไมชีวิตผมมันถึงตลกมุกฝืดแบบนี้ ผมกำลังทำตัวเองให้คิดว่าต้องอยู่ด้วยความรัก
รักในการทำอะไรสักอย่างถึงแม้ว่ามันจะไม่มีปฏิกิริยานอบน้อมต่อความน่ารักที่ผมมีให้เลย
ผมเกลียดทุกคนจริงๆ มีเพียงแค่คนแต่งหนังสือเล่มนี้ ที่พอจะทำให้ผมพักจากโรควิปลาสได้บ้าง 

คุณไม้แก่(นามปากกา) อายุ 80 ปี ผู้ชอบท่องเที่ยวไปยังดินแดนต่าง เขาสัญญาว่าเขาจะเดินทางไปเรื่อยๆจนกว่าจะ 90ปี
ไม่ใช่เพราะแก่ แต่เพราะโรคข้อเสื่อมหรือความตายที่จะเล่นงานเขาก่อน
"ผมคิดว่าชีวิตผมต้องการเรียนรู้ไปตลอดชีวิต 
ผมโชคดีมากที่เป็นคนชอบอ่านหนังสือ
และได้แต่งหนังสือ เพราะผมเชื่อว่าหนังสือเพียงเล่มเดียวสามารถเปลี่ยนชีวิตคนบางคนได้"


ผมไม่เคยเห็นหน้าเขา แต่ผมคิดภาพวัย80ปีที่แบกโรคข้อเสื่อมไปทั่วโลก
ตอนเด็กๆผมเคยคิดว่านักเขียนถ้าไม่ตายไปแล้วก็คงจะแก่หงำเหงือก
คุณไม้แก่เข้าประเด็นที่สอง ที่ว่าอย่างนั้นเพราะเขาเป็นคนประเภทที่ยังมีชีวิตอยู่
แต่หาตัวยาก ไม่ค่อยออกสื่อ และอยู่โดยใช้แค่นามปากกาแฝงเท่านั้น
ภาคต่อเล่มสุดท้ายของ นักรบต้องคำสาป ผมอ่านมันถึงหน้า 150
เล่มนี้ผมตัั้งใจอ่านมันอย่างเนิบนาบ 
เพราะผมยังไม่อยากให้มันจบความเพลิดเพลินของผมลงเร็วเกินไป

ผมชื่นชอบตัวละครในเรื่องที่มีชื่อว่า รูฟัส เขาเป็นนักรบหนุ่มที่มีคำสาปติดตัว เมื่ออายุครบ 20 ปี ความกล้าหาญของเขาจะหายไป เขาจึงพยายามที่จะทำลายคำสาปนั้น 
ผมรู้สึกว่าเสี้ยวหนึ่งของชีวิตผมเคยเป็นคนกล้าหาญแบบเขามาก่อน
แต่บางทีเหมือนผมไม่เคยมีมันอยู่จริง หรือถ้ามี
มันก็คงอยู่ลึกเกินไปจนผมไม่สามารถดึงมันออกมาได้
ผมเป็นแฟนพันธ์แท้ของรูฟัส ผมอยากกล้าหาญเหมือนเขา บางทีผมอยากเป็นแบบเขาบ้าง
มีหญิงที่รักเขาอย่างซื่อสัตย์ มีเพื่อนและลูกน้องที่ร่วมเป็นร่วมตาย
เขาคือคนสำคัญของทุกคน แน่นอนสิเขาคือพระเอกนี่น่ะ
นั้นคือสิ่งที่ทำให้ผมต้องติดตามเรื่องราวของเขา

ผมอ่านหนังสือเป็นเวลาเนิ่นนานจนแสงในห้องของผมมืดลง
ผมคิดว่าผมลืมเรื่องที่ตัวเองเสียใจไปโดยสนิท
แต่ความจริงแล้วผม ไม่ได้ลืมมันไปสนิท มันคงจะกลับมาเล่นงานตอนทีเผลออีกเช่นเคย
 
สิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือสิ่งที่เล่นงานเราได้แม้ในยามหลับ หรือยามตื่น
 
ผมไม่รู้ตัวว่าเผลอหลับไปตอนไหน

ผมรู้สึกอีกทีเมื่อรู้ว่าตัวเองไม่ได้อยู่ในห้องแล้ว ตอนนี้ผมอยู่ที่ไหนสักที่ มันมืดสนิทและแน่นซะจนเกือบหายใจไม่ออก
ผมนั่งขดอยู่ในกล่องสี่เหลี่ยมใบใหญ่ กล่องสั่นสะเทือนเหมือนว่าข้างล่างนั้นกำลังเคลื่อนที่
ผมคิดไปต่างๆนาๆว่าเรื่องแย่ที่สุดได้เกิดขึ้นกับผมแล้ว
ผมกำลังถูกลักพาตัว หรือถูกจับไปฆ่า
ผมคิดไม่ออกเลยว่าทำไม และอะไรกัน
พื้นข้างล่างเริ่มหยุดเคลื่อนที่ 
มีคนเคาะกล่องจากข้างนอก

"ออกมาได้แล้ว"

เสียงผู้หญิงที่ไพเราะที่สุดเท่าที่ผมเคยได้ยินมา

"ใครวะ"

ผมเผลอสบถพูดออกมา หัวใจผมเต้นตุบตับ
(ก็ใครวะมาจับเราใส่ไว้ในกล่อง แถมจับมาที่ไหนก็ไม่รู้
ไม่รู้ว่าต้องการอะไร)

"จับผมมาทำไม คุณต้องการอะไร"

ข้างนอกเงียบไปสักพัก ผมออกแรงดันตัวเองไปข้างหน้า
แล้วกล่องก็กลิ้งตกจากที่สูง ผมนอนหงายอยู่บนพื้น
ข้างหน้าเป็นเกวียนม้าคันหนึ่ง 
มีผู้หญิงผมยาวสีทองดวงตาสีฟ้าสดใสใส่เสื้อคลุมปิดยาวถึงรองเท้าบูต
เธอกำลังจ้องลงมาทางผม 
ผมเกือบจะดีใจที่โดนจับตัวมาแล้ว
ก่อนที่ผู้ชายล่างใหญ่มีหนวดเครารุงรังในชุดเกราะเหล็กที่มีสนิมเขรอะ
จะเดินมาพร้อมกับไม้แหลมยาวในมือที่มีก้อนเนื้อติดอยู่
ผมกำลังจะรีบลุุกขึ้นแต่ไม่ทันเสียแล้ว เขาคุกเข่าลง
แล้วพูดว่า

"ไข่ม้า ช่วยบำรุงชาย"

ใจผมหายวาบ ผมมองหน้าเขาสลับกับผู้หญิงคนนั้น เธอยังคงจ้องมาที่ผม
แล้วผมก็ก้มมองดูตัวเอง ผมรู้สึกว่าตัวเองนี่ฝันพิลึก 
ผมมีชุดเกราะเหมือนชายคนที่อยู่ตรงหน้าผมเลย
หรือว่าพวกเขาเป็นจินตนาการที่ลำ้ลึกของผม
ผมหยิกแก้มตัวเองจนเจ็บแปล็บ


"ทำไมทำหน้าอย่างนั้นน่ะ" ผู้หญิงคนนั้นพูด

ผมรู้แล้วว่าตัวเองกำลังเผชิญหน้ากับโรคจิต ชนิดที่มีผู้หญิงน่ารัก
กับชายเถื่อนที่มาไว้คอยขัดจังหวะ

"แล้วพวกคุณเป็นใคร ต้องการอะไร" ผมตั้งใจเบ่งเสียงถามผู้ชายออกไป

ส่วนผู้หญิงนั้นผมไม่อยากหยาบกร้านกับเธอ

"รูฟัส" เธอจ้องมาที่ผม ส่งสายตาตำหนิที่ใสซื่อ


"รู.......ฟัส"


ผมทวนชื่อตามเธอ สติผมลอยไปไกล 
รู้สึกโหวงๆ ฝันบ้าอะไรวะเนี่ย ทำไมมันเกี่ยวกับหนังสือที่เราอ่าน
ผมโล่งใจขึ้นที่รู้ว่ามันเป็นเพียงแค่ความฝัน
แต่ในใจผมรู้สึกท้าทายให้มันเป็นเรื่องจริง
ผมคือรูฟัส ตอนนี้ผมเป็นพระเอกแล้ว ผมกำลังจะทิ้งชีวิตที่ไร้ชีวานั้น
ตอนนี้ผมเข้าใจแล้วว่าชายที่ถือไข่ม้าอยู่ตรงหน้าผม นั่นคือเพื่อนรักผม
ในหนังสือแล้วเขามีฉายาคือก็อสสิล่า ส่วนเธอคนนี้ก็คงจะเป็นใครไปไม่ได้
นอกจาก

"มาเลีย" ผมลองเปล่งชื่อนี้ออกไป เธอพยักหน้ารับ
ค่อยโล่งหน่อยแบบนี้่น่ะเป็นพระเอกตลอดชีวิตได้เลย

"เร็วเข้า ถ้าพวกนั้นมันจับพิรุธได้มันจะตามเกวียนของเรามาอย่างเร็วที่สุด
เราต้องไปปกป้องพระราชาให้เร็วที่สุด"

"หาา" 

ผมอึ้งมองหน้าเธอค้าง พระราชา ใช่แล้วผมรักพระราชาที่สุด
โธ่เอ้ยรูฟัสแกไปอยู่ไหนวะเนี่ยเพื่อน
ทำไมผมต้องโผล่มาตอนนี้ด้วย เปิดข้ามไปตอนจบเลยได้ไหม


"ไปเร็ว!"

มาเลียกำชับ ขณะที่ก๊อสสิล่ารีบวิ่งนำหน้าผมออกไปไกลแล้ว
พวกเขามีปืนไม้ใหญ่คนละกระบอก เธอส่งมาให้ผม
ผมไม่เคยจับปืนจริงเลยในชีวิต ผมขี้เกียจต่อแถวยิงปืนในงานกาชาดด้วย
เพราะฉะนั้นนี่เป็นโอกาสที่ที่ลูกผู้ชายทุกคนต้องอิจฉา ยกเว้นผม

"ไปก็ไปวะ"

ผมรีบวิ่งตามเธอ รู้สึกถึงลมที่ปะทะบนใบหน้าแล้วทำให้ขาอ่อนยวบยาบ
(ความฝันในระบบเสมือนจริง) ผมนึกเสียดายที่น่าจะรีบอ่านมันให้จบๆไป
ผมไม่รู้ว่าตอนจบมันจะสวยงามเหมือนที่ผมคิดไว้หรือป่าว
เราวิ่งกันเข้าไปในท้องพระโรง ตามด้วยทหารชาติไหนไม่รู้ ถือปืนตามเข้ามาอีกสามคน
พวกเขาวิ่งไปด้วยยิงไปด้วยแบบสะเปะสะปะ แต่โดนที่ตรงไหนแล้วเละไม่เป็นชิ้นดีสักที่


แล้วผมก็เริ่มตั้งสติว่าต้องทำยังไงก็ได้ให้ไม่ถูกยิง ผมสั่นไปทั้งตัว
ทันใดนนั้น ผมนึกขึ้นได้ว่าผมมีพลังวิเศษ ผมกำลังตั้งจิตแน่วแน่
ขณะที่ทหารคนนึงชี้ปืนมาทางผม เขายิงเฉี่ยวไปมา ไม่โดนผมสักลูก
ก็อสสิล่ารีบดึงผมหลุกขึ้นแล้วพาวิ่งออกไป

"ทำบัดซบอะไร!! นายลืมไปแล้วหรอ นายไม่มีพลังวิเศษอีกต่อไปแล้ว นายทำผิดพลาด
เมื่อวานนายอายุยี่สิบปีพร้อมกับความกล้าหาญและเวทมนตร์ที่หายไป"

ก็อสสิล่าอธิบายว่าผมคือรูฟัสไอ้ขี้แหย ที่เกือบจะตายเพราะความดง่แล้วแท้ๆ 
ตอนนี้ผมรู้สึกว่าตัวเองมาอยู่่ผิดที่ผิดเวลาจริงๆ
หรืออาจจะถูกที่และเหมาะสมแล้วเมื่อตัวเอกของเรื่องคือผม
ครั้งนี้ผมหลบกระสุนเป็นนินจา เพราะกลัวว่ามันจะไม่ใช่ฝันมากกว่า
มาเลียนำพระราชาวิ่งนำไปก่อนแต่แล้วเราก็โดนทหารคนนึงวิ่งตามมาทัน
เขากำลังจะยิงมาที่พระราชา ผมรีบคว้าปืนจากมาเลียเหวี่ยงออกไปข้างหน้า
มันโดนจมูกของเขาอย่างจัง เขานอนหงายลงกับพื้น

พวกเรารีบวิ่งหนีไปอย่างทันท่วงที สักครู่ผมกำลังรู้สึกเหมือนเป็นวีระบุษ
แล้วก็อสสิล่าก็พูดขึ้นว่า

“ถ้าฉันเป็นนาย จะใช้ปืนยิงนะ”



พวกเราพาตัวพระราชาออกมาจากวังได้สำเร็จ เรานั่งเกวียนม้าลัดเลาะไปตามหมู่บ้านต่างๆ
ผมรู้สึกว่าพระราชาในเรื่องเหมือนลุงของผมคนหนึ่งที่เคยเป็นทหาร
ท่านเงียบขรึมจริงจัง แต่ลึกๆแล้วท่านอารมณ์ดี ผมสังเกตุจากริ้วรอยที่มุมปากของท่าน
เราลงจอดไปที่หมู่บ้านแห่งหนึ่งในเวลาค่ำ มันเป็นฝันที่ยาวนานที่สุดของผม
ผมบอกตัวเองว่าถ้าตื่นแล้วจะรีบเขียนเรื่องนี้ทันที
พวกเราเข้าไปพักในบ้านของคุณยายแก่ๆคนหนึ่งซึ้งต้อนรับเราเป็นอย่างดี

“รู้ไหม สำหรับฉันนายเป็นทหารที่ยอดเยี่ยม แม้ว่าวันนี้นายจะวิ่งโดยที่ทิ้งปืนกับดาบ”

พระราชาพูดกับผมก่อนเข้าไปในห้องไม้เล็กๆที่คุณยายเตรียมไว้
มาเลียมองมาที่ผม ผมรู้ว่าเธอฟังบทสนทนานี้
ก็อสสิล่าพูดดขึ้นขณะที่นอนอยู่บนเปล

“ถึงนายไม่มีพลังวิเศษ แต่นายก็เป็นเพื่อนที่พิเศษ และถึงจะสุญเสียความมั่นใจไป
แต่ฉันเชื่อว่าลึกๆแล้วหัวใจของนายยังอยากกินไข่ม้าที่ฉันทำอยู่”

ไม่เลยก็อสสิล่า ผมคิดในใจ ผมไม่มีวันกินไข่ม้าแน่นอน ผมไม่รู้ว่าตอนนี้รูฟัสจะทำอย่างไรต่อไป
ถ้าเรื่องของเขาดำเนินมาถึงจุดหักเหเช่นนี้ 

"นายเคยบอกฉันว่า นักรบก็คือนักสู้ เราต้องยอมรับทุกอย่างที่เกิดขึ้นในชีวิตให้ได้
มันไม่ใช่การยอมแพ้ แต่มันคือก้าวแรกของนักสู้"

  
“ฉันรู้ๆ ฉันรู้มาตลอด” เจ้าของบ้านพูดขึ้นบ้าง หญิงชราเดินมาทางผมเธอนั่งลง

แวบนึงผมคิดว่าเธอจะรู้ว่าผมไม่ใช่รูฟัส

“เธอรู้ไหมฉันเห็นทุกอย่าง พ่อหนุ่ม” เธอหยิบมือผมขึ้นมาจับ

“รู้ไหมบางทีเธอไม่จำเป็นต้องใช้เวทมนตร์หรอก เพราะปาฏิหารย์น่ะไม่ได้เกิดขึ้นเพราะเวทมนตร์”

เธอพูด

“งั้นตอนนี้สิ่งที่เกิดขึ้นกับผมมันคืออะไร โชคชะตาใช่ไหมครับ ” ผมถามสิ่งที่อยู่ในใจออกมา

“ถ้าเป็นอย่างนั้น ผมอยากรู้ว่าตอนจบของเรื่องจะเป็นอย่างไร”

ผมถามเธออีกครั้ง เหมือนว่าเธอจะรู้จักตัวตนที่แท้จริงของผม

“ตอนจบก็จะดีมากๆ มันดีอยู่แล้ว แบบที่มันควรจะเป็น แบบที่โชคชะตาเขียนไว้”

เธอพูด แบบที่นักเขียนเขียนไว้ต่างหาก ผมคิดในใจ

“แต่ถ้าเธอรู้อยู่แล้วว่าตอนจบมันจะเป็นอย่างไร งั้นเธอก็ไม่ต้องมาทำทุกอย่างนี้หรอก
เพราะมันจะเป็นไปของมัน”

เธอหันมาพูดกับผมแล้วกลับไปนั่งที่เดิม

ผมเดินออกมาข้างนอก

สูดลมหายใจเข้าลึกๆ ผมไม่รู้ว่ามาเลียจ้องผมอยู่นานเท่าไหร่ ตอนนี้ผมรู้สึกว่าผมลืมไปว่าตัวเองกำลังฝันอยู่

เธอเดินเข้ามาหาผม มันเป็นเรื่องแปลกและปลาบปลิ้มใจที่ในวันนี้ผมมีผู้หญิงที่รักผมจริงมาตลอด
เธอยืนข้างผม หันมามองผมแล้วจ้องตา

“อ่านใจผมอยู่หรอ” ผมถามเธอ

“เธอคิดว่าฉันอ่านใจเธอเสมอ แต่การมองตามันหมายถึงหลายอย่าง” 
เธอยิ้ม มันเป็นยิ้มที่น่ารัก เธออ่อนโยนแต่มั่นคง เธอเหมือนสายน้ำ

“งั้นผมจะมองตาคุณตอบ เพื่อที่จะบอกว่าในสายตาผมมีแต่คุณ” 
ผมใช้สำนวณที่ใกล้เคียงกับคำพูดที่รูฟัสชอบพูด และมันดีใช้ได้ทีเดียว 
ความสุขที่หายไปนานแสนนาน ผมกำลังสัมผัสมันอยู่อย่างนุ่มนวล

“เธอกำลังรู้สึกไม่เป็นตัวเองรูฟัส เธอกำลังคิดถึงสิ่งที่สูญเสีย สิ่งที่เธอเคยมี ”
แววตาเธอหมองลงสักพัก และเธอก็ขับสีแววตาใหม่ที่เต็มไปด้วยกำลังใจ

“ฉันรับในสิ่งที่เธอเป็นเธอได้ทุกอย่างนะ แม้ว่าตอนนี้เธอจะยังรับตัวเองไม่ได้”
ตอนนี้ผมกลัวว่าถ้าผมตื่นขึ้นผมจะเสียเธอไปมากกว่า
ผมรู้สึกว่าโลกใบนี้คือโลกที่เข้าใจผม ผมสามารถอยู่ที่นี่ได้ตลอดไป ผมจะอยู่แบบมีความสุขเหมือนในตอนจบ
แค่ผมไม่ต้องตื่น

"คุณรู้ไหมผมรอให้โชคชะตาส่งคนแบบคุณมาให้ผม ตอนนี้มันเป็นจริง"

“แลเธอก็เป็นจริง เธอเป็นแบบที่ฉันเข้าใจเสมอ แม้ว่าวันนึงบางสิ่งในตัวเธอจะเปลี่ยนไป”
เธอบอกลาผมด้วยคำพูดไม่มีจูบ แล้วเธอก็เดินกลับไปในบ้าน
ตอนนี้ผมกำลังรู้สึกว่าบางสิ่งในความจริงได้ติดตามตัวผมไปทุกที่

 
รุ่งเช้าเราตื่นขึ้นแล้วพบว่าพวกทหารที่เหลือได้ตามมาสมทบกัน
พวกเราปรึกษาหารือว่าจะยอมแพ้หรือสู้ต่อ เพื่อชิงเอาแผ่นดินคืนหรือจะยอมทิ้ง
ผมบอกพวกเขาว่าต้องสู้ต่อ ถึงแม้ผมจะไม่รู้ว่าตอนจบมันจะเป็นอย่างไร
เพราะผมเชื่อตัวเอง และผมรู้ว่าอย่างไรก็ต้องสู้ต่อ
แต่ผมตัดสินใจว่าผมจะตื่นขึ้น และเป็นนักอ่านดีกว่านักแสดง
ผมพูดกับเหล่าทหารกล้าในนิยายด้วยคำพูดที่นักเขียนไม่ได้เขียนไว้

“พวกคุณรู้ไหม เมื่อคืนผมฝันว่าพวกเราต่อสู้กันเคียงบ่าเคียงไหล่อย่าสมเกียรติลูกผู้ชาย 
แล้วพวกเราทำมันสำเร็จ จากนั้นผมก็ตื่น ผมจึงได้รู้ว่า
ผมกล้าหาญในดินแดนที่เหมือนความฝันนี้ แต่มันไม่มีประโยชน์อะไรเลย 
ถ้าความจริงเรายังไม่สามารถต่อสู่กับความขลาดในตัวเราได้ 
และความจริง คนข้างนอกนั้นรอให้เราพิสูจน์มัน เพื่อคนที่เรารัก” 
ผมหันไปมองหน้ามาเลีย เธอสวยกว่าที่คนแต่งพรรณนาไว้
และผมเสียดายที่เธอเป็นเนื้อคู่รูฟัส ไม่ใช่ผม


“คนกล้าที่แท้จริงต้องต่อสู้และยอมรับกับความจริงนั้นให้ได้ 
ผมอยากจะตื่นแล้ว” เสียงของผมเบาลงและหายไปในที่สุด



ผมตื่นขึ้นพร้อมกับหนังสือที่วางอยู่บนอก ผมแปลกใจมากที่ตอนนี้ผมมาอยู่ในบ้านแม่
ผมลังเลว่าจะเป็นฝันซ้อนฝันหรือเปล่า ผมตบหน้าตัวเองดังผัวะ มันยังไม่ทันให้ความรู้สึกเจ็บแปลบแต่มันชาเร็วมาก ผมอ่านหนังสือต่อไปจนถึงหน้าสุดท้าย 

มาเลียพูดกับเขาว่า

“เธอจำที่ฉันเคยบอกเธอได้ไหม ฉันเชื่อในแบบที่เธอเป็นเสมอ เธอเป็นคนกล้าหาญแม้ไม่มีพลังวิเศษ เพราะว่าหัวใจของเธอมันกล้าหาญ” 

จากนั้นเขาจุมพิตกันซึ่งผมพลาดโอกาสมาก
ผมชอบเธอมากแต่แย่หน่อยที่เธอมีชีวิตอยู่ในนั้น ส่วนผมอยู่คนละโลกกับเธอ แต่เธอทำให้ผมอยากจะมีชีวิตอยู่เพื่อรอผู้หญิงสักคนในโลกนี้ที่เหมือนเธอ หรือแค่คล้ายๆ

รูฟัสอยู่ในโลกที่เขามองไม่เห็นจุดจบของตัวเอง ส่วนผมเองก็ใช้ชีวิตที่ไม่รู้จุดจบของผมเช่นกัน
ผมรู้สึกว่าผมเข้าใจบางอย่างจากโลกของเขา ถึงยังไงซะชีวิตจริงมันไม่ใช่นิยาย  
โชคชะตาไม่ได้ตอบรับคำร้องขอของผมในวันเดียว บางทีผมต้องใช้เวลาทั้งชีวิตเพื่อหาทางออก แต่มาเลียบอกว่าหัวใจของผมมันกล้าหาญ
เราทั้งสองต่างกล้าที่จะยอมรับความจริงในโลกของเราเอง
นักรบก็คือนักสู้ เราต้องยอมรับทุกอย่างที่เกิดขึ้นในชีวิตให้ได้
มันไม่ใช่การยอมแพ้ แต่มันคือก้าวแรกของนักสู้ เพื่อนผมเคยบอกไว้

 
ผมเปิดประตูเดินลงจากห้อง พ่อกับแม่กำลังนั่งอยู่ที่โซฟา ท่านมองผมด้วยท่าทางตกใจ

แล้วแม่ก็พูดขึ้นว่า

“เอ่อ พ่อกับแม่ ไปที่ฟาร์มโคราชมาแล้ว เขาบอกว่าไม่เลี้ยงม้าไว้ขายไข่น้ะจ๊ะลูก”

SHARE
Writer
Ka-nom
youngMovieMaker
ฉันกำลังต่อสู้กับความสับสนภายในด้วยการเขียน...

Comments