ความจริงจากชีวิต
ย้อนกลับไปช่วงเดือนก่อน ในสื่อสังคมออนไลน์ มีภาพและข่าวสารหลายชิ้นโฆษณากิจกรรมที่กำลังจะเกิดขึ้น บุคคลนำกิจกรรมนั้นเรารู้จัก เขาเป็นที่รู้จักในวงกว้าง มีผลงานทางศิลปะมาไม่น้อยกว่าสิบปี

เรารู้สึกเหมือนถูกดึงดูดโดยภาษาที่ใช้ในโฆษณานั้น มันเชื่อมโยงกับตัวตนของบุคคลนั้นในความทรงจำของเรา เร้าให้เราตระหนักรู้หัวข้อหนึ่งที่สำคัญ เป็นหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับเราไม่ทางตรงก็ทางอ้อม ใช่ สิ่งที่เรารับรู้นั้นเร้าให้เราคิด

ในโฆษณานั้นมีโครงสร้างความคิดแฝงอยู่ และมีโครงสร้างความหมายฝังอยู่ เตรียมทำงานกับสมองของเราและคนอื่นๆ โฆษณากิจกรรมนั้นมีมากกว่าหนึ่งแบบ ชุดข้อความที่ใช้มีหลายแบบ ยิ่งมีหลายแบบเรายิ่งคิดเยอะ

เรารู้สึกวิตกกังวลคล้ายร่วงหล่นลงไปกลางสี่แยกของรายละเอียดเกี่ยวกับกิจกรรมที่จะเกิดขึ้น หวั่นใจระคนสงสัย จะไปทางไหนก็เห็นรายละเอียดที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมนี้ รายละเอียดแบบต่างๆ เราใช้เวลาแยกแยะว่าสิ่งที่เราอ่านอยู่คืออะไร จุดประสงค์คืออะไร ผู้จัดกิจกรรมปรารถนาสิ่งใด

เราสัมผัสสิ่งต่างๆ นั้นผ่านการรับรู้ข้อเท็จจริงหลายชุด หลายชั้น สิ่งต่างๆ นั้นดูคลุมเครือว่ากิจกรรมนั้นเป็นจริงหรือไม่ มีจริงหรือไม่ ทั้งหมดนั้นคือความจริงในความไม่จริง หรือเป็นความไม่จริงในความจริง

ยิ่งรับรู้กิจกรรมนั้นมากขึ้นก็ยิ่งทำให้สมองผุดคำสำคัญหลายคำออกมาลอยฟ่องไปทั่วความคิด

ความจริง, เหตุการณ์จริง, เหตุการณ์จำลอง, ความจริงจัง, การล้อ, การมีส่วนร่วมกับความเป็นจริง, การมีส่วนร่วมกับสิ่งที่ไม่จริง, มีพิธีการ มีขั้นตอนต่างๆ ในกิจกรรม, การแสดงเหตุการณ์สมมติ, การแสดง, การสื่อสาร, การทดลอง, การจำลอง, มีการซ้อม, การทำซ้ำ, ความเชื่อ, ความกลัว, ความหวัง, ความพร่าเลือนของเส้นแบ่งระหว่างจริงและไม่จริง

การคิดว่ากิจกรรมนั้นไม่จริง เป็นการแสดง แต่มันอาจจะเป็นจริง มิใช่การแสดง พอคิดกลับข้าง มันอาจจะไม่จริง และเป็นการแสดง และคิดยอกย้อนไปก็ได้อีกว่า การคิดอยู่นี้ก็หาได้จริงไม่ ไม่ช้ามันจะแสดงให้เห็นจริงว่าไม่มีอยู่จริง

ไม่นานนักฟองความคิดเหล่านี้ลอยชนกัน แตกกระทบกันไป ละอองลอยอาบจิตใจจนเยิ้ม ความหมายไหลย้อยผ่านร่องนิ้วและร่างกายไป นี่คือการเปรียบเปรย

เราเดินทางเข้าไปในสิ่งที่อ่านและสิ่งต่างๆ รับรู้ภาพถ่ายนิ่ง ภาพเคลื่อนไหว เสียงจากการถ่ายทอดสดซึ่งต่อมากลายเป็นวิดีโอให้ชมย้อนหลังได้ เสียงพูด เสียงบรรยากาศ

มีช่วงหนึ่งที่บรรยากาศภายในพื้นที่จัดกิจกรรมเงียบ เงียบจนได้ยินเสียงอื่นที่ไม่น่าจะเกิดจากผู้จัดกิจกรรมจงใจให้เกิดขึ้น ไม่ใช่เสียงรบกวน มันเป็นเสียงที่อาจใช้คำเรียกว่า เดดแอร์ (dead air) คลื่นเสียงเบาๆ ที่สะท้อนอยู่ในอากาศแห้งๆ นั่นเอง รวมถึงความเงียบแบบที่ผูู้จัดกิจกรรมจงใจให้รู้สึึก

ความเงียบทั้งสองแบบนั้นทำหน้าที่ของมัน มันผลักเราออกจากการรับรู้เสียงไปรับรู้อย่างอื่นเพิ่มขึ้น เช่น การเคลื่อนไหวของวัตถุ การเคลื่อนไหวของร่างกายผู้คนในกิจกรรมนั้น การคิดภายในใจ การเปลี่ยนแปลงของอารมณ์

เราสับสนปนเปจนไม่แน่ใจว่าจะสนใจกิจกรรมนั้นต่อไปอย่างไรดี จนกระทั่งกิจกรรมจบลงแล้วตามกำหนดการ แต่ยังมีข่าวและวิดีโอบันทึกจากกิจกรรมให้ดูอีกได้เรื่อยๆ ความคิดเห็นของผู้ผ่านกิจกรรมนั้น นั่นคือควันหลง

หรือนั่นจะบอกเราว่า กิจกรรมนั้นคือจุดเริ่มต้น หลังจากนี้คือเนื้อหาสาระของมัน เราจึงไม่อาจแน่ชัดในใจว่า ขณะนี้เราออกจากการรับรู้กิจกรรมนั้นแล้วหรือยัง

เราอยู่ท่ามกลางบรรยากาศเดิมๆ สิ่งแวดล้อมเดิมๆ หัวข้อสำคัญที่ได้จากกิจกรรมนั้นดูเหมือนยังติดตามเราไปทุกที่ทุกเวลาทุกขณะจิต สาระจากกิจกรรมนั้นคงกำลังทำงานกับสมองของเราในชั้นลึกอย่างเงียบๆ กำลังเปลี่ยนแปลงโครงสร้างจิตสำนึกที่ระดับฐานรากสุดของการรับรู้ ขณะที่เราได้ยินเสียงเดดแอร์
SHARE
Written in this book
1
Writer
mament
Writer
ความจริงเป็นสิ่งไม่ตาย

Comments