ฤดูฝนกับกลิ่นหนังสือเก่าๆ (Men are from Mars, Women are from Venus)

เมื่อเจอเรื่องที่ประทับใจครั้งแรก เรามักจะจดจำมันได้ดีจากประสาทสัมผัสต่างๆ วันนึงในฤดูฝนวันที่ฝนโปรยปรายตลอดทั้งวัน ท้องฟ้าแทบไม่มีแสงจากพระอาทิตย์ลอดผ่าน ฉันอายุ12 และไม่ถูกโรคกับการอ่าน แต่จำได้ว่าในวันฝนตกวันนั้นจะออกไปเที่ยวเล่นก็ลำบาก ระหว่างอยู่บ้านมันว่างเสียจนจำใจต้องหยิบหนังสือมาอ่านเพื่อฆ่าเวลา "Men are from Mars, Women are from Venus" ฉบับภาษาไทยถูกเก็บเอาไว้นานบนชั้นหนังสือ มันไม่ใช่หนังสือที่เหมาะกับเด็กอายุ12สักเท่าไหร่ ความสัมพันธ์แบบคู่รัก คู่ชีวิตสำหรับฉันตอนนั้นเป็นเรื่องไกลตัวมากๆ แต่มันกลับน่าตื่นเต้นยิ่งกว่านิยายแฟนตาซี หรือนิทานปรัมปรา ชนิดวางไม่ลงเลย ความสัมพันธ์อันแสนซับซ้อนที่ผู้เขียนพยายามอธิบายผ่านตัวหนังสือมันชวนติดตาม ใจความส่วนใหญ่เปรียบเปรยระหว่างความต้องการการแสดงออกที่สวนทางกันของผู้หญิงและผู้ชาย กลิ่นหนังสือเก่าๆกับเสียงฝนตกกระทบหน้าต่างบานกว้างเหนือเตียงนอนเหมือนการเปิดโลกทัศน์ฉัน


บทส่งท้ายบรรยายชีวิตของผู้เขียนไว้เท่าที่จำได้คือ JOHN GRAY เป็นนักเขียน Men are from Mars, Women are from Venus ที่มีครอบครัวและลูกๆ พบเจอสารพัดปัญหาของชีวิตคู่และครอบครัวไม่ต่างจากปุถุชนอื่น หลังจากวางหนังสือเล่มนั้นลงฉันกลับมานั่งทบทวนอีกครั้งในความคิดของเด็กอายุ12แน่นอนว่า ฉันมองความรักกลายเป็นเรื่องวุ่นๆที่เกิดขึ้นจริงในชีวิตที่แสนจะธรรมดาของพวกเราทุกคน มันเป็นเรื่องวุ่นที่ทำให้กราฟชีวิตขึ้นๆลงๆ มุมมองความรักฉันเริ่มเปลี่ยนไปนิดๆจากที่มันเคยอยู่ในโทนพาสเทลแบบวอลดิสนีย์ ฉันกลับไปอ่านมันอีกบ่อยครั้ง 
“ผู้ชายหลบเข้าถ้ำ ผู้หญิงพรํ่าพรรณนา” บทหนึ่งในเล่มที่ฉันอ่านย้ำไปย้ำมาบ่อยคงเพราะมันสะท้อนออกมาเห็นภาพชัดเจนที่สุดแล้วสำหรับเด็ก12ที่ไม่เคยผ่านความรักแต่เราเห็นภาพชัดเจนผ่านชีวิตคู่ของป๊ากับม๊า ป๊าม๊าไม่เคยทะเลาะกันใหญ่โตแต่เมื่อเกิดเรื่องขึ้นม๊าจะบ่นถึงสิ่งที่เกิดขึ้นซ้ำไปมา ส่วนป๊าจะนั่งเงียบๆหรือหมกตัวอยู่หลังกีต้าร์คลาสสิคตัวใหญ่ ปล่อยให้เสียงม๊าถูกเสียงกีต้าร์กลบไป นั่นคือภาพที่ฉันเห็นเสมอเมื่อคู่ชีวิตเจอปัญหา แต่ไม่นานเมื่อคำพร่ำบ่นผ่านไปความปรกติก็เข้ามาแทนที่อีกครั้งเสมอ..
 

โตขึ้น..ฉันมีความรักที่ต่างออกไปจากความรักแบบเพื่อนที่ฉันเคยรู้จัก ฉันมีความรักที่ใครๆต่างให้คำนิยามว่านั่นคือ “แฟน” อืม.......มันยังไม่ถึงขั้นคู่รักและก็ยังไม่จริงจังขนาดคู่ชีวิต คุณเชื่อไหม...? ว่าฉันรู้ดีตั้งแต่เรื่มมีความรัก ว่ารักแบบเด็กๆนั้นจะจบลงในไม่ช้าและมันจะทำให้ฉันร้องไห้เเน่นอนว่าต้องยกความดีให้ JOHN GRAY ที่ฉันไม่เคยหลงกลจนต้องเสียน้ำตาเลยสักครั้ง

.
.
JOHN GRAY  ไม่ได้สอนให้ฉันเอาชนะความเสียใจจากความรัก เพียงแต่มันเตือนให้ฉันตั้งตัวรับทัน แน่นอนว่าฉันไม่ได้คาดหวังใหญ่โตกับรักครั้งนั้น โตขึ้นมาหน่อยใกล้กับปัจจุบัน ความรักในแบบฉันที่เพิ่งผ่านพ้นมา "เหมือนการดำดิ่งไปไต้สมุทร มันสวยงามแปลกใหม่ ดูจริงจังมากขึ้น แต่ไม่มีพื้นที่พอที่จะเป็นตัวเองไม่ใช่ธรรมชาติที่เราจะหายใจไต้น้ำได้นานๆ " มันยากกับการอยู่กับความรักในแบบนั้น 

การสื่อสารของเราเหมือนโทรเลขเรารับส่งสื่อสารกันบ่อยแต่ดันแปลความหมายของกันและกันผิดพลาด..
 
ความสัมพันธ์คงเป็นเรื่องส่วนบุคคลจริงๆที่สำหรับฉันแล้วมันคงยากที่จะเข้าใจ JOHN GRAY บอกฉันว่า..ธรรมชาติของชาวอังคารและดาวศุกร์เป็นยังไง ความคิดตื้นๆแว๊ปแรกคือแล้วในหนังสือบอกไหมว่าวิธีแก้คืออะไร!! ไม่เลยอย่าไปหาสูตรสำเร็จของความรักเลย หากหนังสือเล่มนี้ไปอยู่ในมือของใครมันเพียงแต่จะทำหน้าที่เป็นไกด์ที่ดีในการทำความรู้จักกับผู้ที่เราผูกสัมพันธ์ด้วยก็เท่านั้น..

JOHN GRAY กระซิบข้างหูฉันว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดคือความเข้าใจมากกว่า 
ฉันมองความรักในเเบบนี้.. 
"เรามีจุดหมายเดียวกันนั่นคือรัก แต่ระหว่างทางเรามานั่งเถียงกัน คุณบอกว่าคุณจะนั่งเรือใบ ฉันบอกจะขึ้นบอลลูนเราต่างเชื่อว่าวิถีทางของเรานั่นมันจะพาเราไปได้ราบรื่นที่สุดเราเถียงกันโดยลืมไปว่า การเดินทางของเราทั้งคู่อาศัยแรงลมเหมือนกัน "

.  
.
หนังสือเหมือนหน้าต่างในฤดูฝนสำหรับฉัน มันทำให้เราติดงอมแงมเสมือนว่าเรามีเวลาว่างทั้งชีวิตที่จะจมอยู่กับทุกๆบรรทัดและมันเปลี่ยนมุมมองเราเสมอ...

ฉัน..
SHARE
Writer
RattikornTeerakanon
Writer
ให้เรื่องเล่า..เล่าเรื่อง...

Comments

khaikung
3 years ago
รักๆ :)
Reply
ป่วยเเล้วเลอะเลอะ