รอยยิ้มในวันที่พลัดบ้าน
 ฉันได้ยินชื่อชนชาติพันธุ์ภูไทมาหลายต่อหลายครั้ง 
เพื่อนและรุ่นพี่หลายๆคนที่ฉันรู้จักก็ก่อกำเนิดจากรากฐานของอารยะภูไท
ฉันได้ยินชื่อและได้แต่เพียงสงสัย อะไรคือภูไท ? แล้วเขาแตกต่างกับเราอย่างไร ? 

_________

ฉันคิดอยู่หลายวันกับสารคดีชิ้นนี้ 
ชาวภูไทสำหรับคนอีสานคงเป็นชนเผ่าธรรมดาที่เห็นและได้ยินจนชินหูชินตา

แต่กับเด็กสาวชาวตราด ผู้มีชีวิตผูกติดกับทะเลอย่างฉัน ที่ต้องพลัดบ้านมาร่ำเรียนเสียไกล กลับมองว่าเป็นเรื่องที่น่าค้นหาอย่างยิ่งยวด ฉันไม่รู้อะไรเกี่ยวกับพวกเขาเลยแม้แต่น้อย เคยได้ยินแต่เพียงภาษาภูไทเฉียดๆหูจากรุ่นพี่ที่รู้จัก นั่นยิ่งกระตุ้นต่อมความอยากรู้ของฉันเข้าไปกันใหญ่ และความรู้สึกเหล่านี้ ได้นำพาฉันมาสู่หมู่บ้านแห่งวัฒนธรรมภูไท ณ บ้านโนนหอม จ.สกลนคร

_________

ฉันมุ่งหน้าสู่หมู่บ้านโนนหอมกับเพื่อนกลุ่มหนึ่งด้วยพละกำลังแห่งความใคร่รู้ ใคร่เห็น ใคร่ฟัง ใคร่สัมผัส ต่อชาติพันธุ์ที่ฉันไม่รู้จัก แน่นอนว่าฉันเลือกที่จะไม่ค้นหาข้อมูลไปก่อนล่วงหน้า นั่นเพื่อไปฟังประวัติศาสตร์จากปากของพวกเขา ไปดูให้เห็นอารยะ ความเชื่อ ศิลปะ ที่บรรพชนของพวกเขาก่อร่างสร้างขึ้นมาร่วม 100 กว่าปี

_________

พวกเราลัดเลาะขึ้นภูพาน เทือกเขาแห่งประวัติศาสตร์ท่ามกลางแสงแดดอ่อนๆ ถนนที่คดลดเลี้ยว รายทางด้วยป่าไม้นานาพันธุ์ ความคิดของพวกเราต่างล่องลอยจินตนาการถึงหมู่บ้านที่เป็นจุดหมาย .. ใกล้ถึงแล้ว...

ร่องรอยความทรงจำของชนภูไทรุ่นหลัง  
ภาพลุงรวม จำปาแก้ว ผู้ดูแลและอนุรักษ์วัฒนธรรมของชนเผ่า ร้องเรียกเชื้อเชิญพวกเราไปยังศูนย์ศิลปวัฒนธรรมของชาวภูไทที่ตั้งอยู่ใจกลางหมู่บ้านด้วยความเป็นกันเอง คุณลุงคือชายวัยกลางคน เชื้อสายภูไทขนานแท้ ที่มีรอยยิ้มอบอุ่นด้วยมิตรไมตรี กำเนิดและเติบโตที่หมู่บ้านโนนหอม ผู้สืบทอดเจตนารมณ์ของบรรพบุรุษในการอนุรักษ์ความเป็นภูไทมิให้ถูกยุคสมัยกลืนกินความงดงามแห่งอารยะธรรมไปเสีย

ชาวภูไทที่บ้านโนนหอมแห่งนี้ยังจดจำเรื่องราวประวัติศาสตร์ของชนเผ่าได้อย่างดีเยี่ยม แม้นจะเป็นการบอกเล่าสืบต่อกันมาหลายช่วงอายุคนก็ตาม แต่เรื่องราวของการอพยพย้ายถิ่นฐานตลอดจนพื้นเพเดิมของชาวภูไทโบราณกลับยังคงอยู่ในความทรงจำของชนภูไทรุ่นหลังตลอดมา

“ มีพ่อแม่ปู่ย่าตายายเล่าให้ฟังหลาย ตั้งแต่บรรพชน เฮาอพยพมาจากเทิงลาว อพยพก่ะคือการหนีมาซั่นหล่ะ ” ลุงรวมเริ่มเรื่องด้วยภาษาอีสานที่แปลกหู ทว่ากลับนุ่มนวลน่าฟัง

นับตั้งแต่ช่วงรัชกาลที่สาม เกิดการย้ายถิ่นฐานของชาวภูไทครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ชาติพันธุ์ภูไท จากฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง ( หรือแม่น้ำ ของ ตามคำเรียกของลุงรวม ) มุ่งหน้าสู่อีกฝั่งของแม่น้ำ นั่นก็คือประเทศไทย จากประวัติศาสตร์ว่ากันว่า การย้ายถิ่นนั้นบ้างเกิดจากการกวาดต้อนเชลยจากเหตุการณ์กบฏเจ้าอนุวงศ์ในช่วงพุทธศักราช 2369 – 2371 และบ้างเกิดจากการอพยพย้ายถิ่นฐานของชนภูไทที่ราบสูงจากฝั่งประเทศลาวสู่ที่ราบลุ่มในประเทศไทยด้วยความหวัง .. หวังที่จะปลดเปลื้องชีวิตอันแล้งแค้น หวังที่จะสร้างบ้านที่ปลอดจากการรบราฆ่าฟัน บ้านที่อุดมสมบูรณ์ด้วยพืชพรรณธัญญาหาร และบ้านที่ครอบครัวใช้ชีวิตกันอย่างสงบสุข

การเข้ามาของชาวภูไทบ้านโนนหอมนั้นเป็นเหตุจากประการหลังตามคำบอกเล่าของชาวบ้าน บรรพบุรุษของพวกเขาดั้นด้นข้ามแม่น้ำโขง ลัดเลาะเลียบแนวเทือกเขาภูพาน และกระจัดกระจายกันจับจองถิ่นอาศัยและที่ทำการเกษตร ซึ่งคือบ้านโนนหอมในปัจจุบัน ที่มีภูมิประเทศเป็นที่ราบลุ่มชื้นแฉะ เหมาะแก่การเกษตรทำไร่ไถนาอย่างยิ่ง

เมื่อคุณลุงเล่ามาถึงตอนนี้ ฉันแทบจินตนาการไม่ได้เลยว่าพวกเขาเดินทางกันไกลขนาดไหนในยุคที่ไร้ซึ่งความเจริญของถนนหนทาง ยุคที่มีสิงสาราสัตว์อยู่มากมายตามป่าเขา ยุคที่พวกเขาต้องพาผู้คนในชนเผ่าและ ลูกหลานตัวน้อยๆเดินเท้าเพื่อแสวงหาชีวิตใหม่ในที่ๆไม่รู้จัก ฉันไม่แปลกใจเลยที่ชาวภูไทต่างถูกกล่าวขานถึงความอดทน ความรักสันติ และความขยันขันแข็งกว่าชนใด

งดงามผ้าทอภูไท  
ประวัติศาสตร์ที่งดงามและยาวนานผ่านความทรงจำของชนรุ่นหลังอย่างลุงรวม ทำให้เราซักไซ้คุณลุงไม่หยุดหย่อน จากประวัติศาสตร์ สู่ประเพณี สู่ศิลปะหลายแขนงด้วยกัน ลุงรวมคงเห็นเราไม่มีที่ท่าว่าจะหยุดถาม จึงกล่าวขึ้นว่า  

“ ขับรถตามลุงมา ลุงจะพาไปดูศิลปะผ้าทอของจริง ศิลปะที่พวกเราสืบทอดกันมายาวนาน ” 

ลุงรวมนำเรามายังบ้านเรือนไทยงดงามสีทองอร่าม หากจะพูดให้เว่อเสียหน่อยคงกล่าวได้ว่าแสงแดดตกกระทบเรือนไทยจนแสบตาเลยก็ว่าได้ พวกเราอุทานเป็นเสียงเดียวกันอย่างตื่นเต้น ด้วยความคิดไม่ถึงว่าหมู่บ้านเล็กๆแห่งนี้จะมีสถานที่สวยงามและประณีตเช่นนี้ซ่อนอยู่ ... คุณยายสี่ท่านง่วนอยู่กับการทอผ้าบริเวณเยื้องลานหน้าบ้าน บ้านที่เราตกตะลึงเมื่อสักครู่นั่นเอง บ้านที่เป็นแหล่งรวมตัวของผู้เฒ่าผู้แก่ในชุมชนเพื่อมาทอซิ่น เสื้อ ผ้าพันคอ รวมทั้งการย้อมครามเสื้อผ้า

เราได้รับการต้อนรับอย่างน่ารักอีกเช่นเคยจากรอยยิ้มเจือบนใบหน้าที่ผ่านกาลเวลาชำระความสาว และถูกแต่งแต้มด้วยความเมตตาเอ็นดูเข้ามาแทนที่ คุณยายทั้งสี่ท่านยิ้มแย้มรับกับกล้องถ่ายภาพได้อย่างรู้งาน ฉันและเพื่อนต่างกระจัดกระจายเมียงมองการทอผ้าและซักถามกันอย่างเพลิดเพลิน

คุณยายทั้งสี่ท่านผลัดกันเปิดฉากเล่าถึงศิลปะการทอผ้าซึ่งเป็นงานที่ต้องใช้สมาธิ ความอดทนและความประณีตอย่างมาก ด้วยคุณลักษณะเหล่านี้ ฉันรู้สึกได้จากการสะท้อนผ่านการพูด ท่าทาง และอิริยบถอันนิ่มนวลของเหล่าคุณยาย อีกทั้งการทอผ้าถูกถ่ายทอดต่อกันมาจากรุ่นสู่รุ่น หากแต่คุณยายทั้งสี่กลับมีสีหน้าหมองลงเล็กน้อยเมื่อกล่าวถึงการสืบสานศิลปะวิชาการทอผ้าของเด็กภูไทรุ่นหลัง ... เป็นไปได้ยากเหลือเกินที่เด็กรุ่นหลังจะสืบสานต่อ ด้วยยุคสมัยที่เปลี่ยนไปแล้ว ค่านิยมและโลกที่เปิดกว้างขึ้น คุณยายได้แต่รำพันกล่าว ..

“ ขออย่าให้ภูมิปัญญานี้หายไปเลย ”
 

ความเชื่อ ภูตผี หมอพื้นบ้าน และศาสนา  
ด้วยอารยะธรรม ศิลปหัตถกรรมและประวัติศาสตร์อันยาวนานของชนชาติพันธุ์ภูไท ทำให้ฉันนึกถึงสิ่งเร้นลับตามคำบอกเล่าของคุณย่าของฉันว่า
“ แทบทุกที่ของชนบทนั้นต่างมีความเชื่อในเรื่องเร้นลับกันแทบทั้งสิ้น นั่นเพราะนอกจากพวกเขาต้องพึ่งพาตนเองแล้ว พวกเขายังต้องแสวงหาที่พึ่งทางจิตใจเพื่อเยียวยาความกลัวของตนอีกด้วย ”  
ฉันจึงเอ่ยถามลุงรวมถึงศาสตร์เร้นลับของหมู่บ้าน และนั่นทำให้ฉันได้รู้จัก “ หมอเหยา ” ผู้เปรียบเหมือนหมอรักษาโรคและที่พึ่งทางใจของเหล่าชาวผู้ไทบ้านโนนโหมนั่นเอง 
 
“ หมอเหยา ”  คือชื่อเรียกของหมอผีพื้นบ้าน ผู้ปัดเป่ารักษาโรคภัยตามความเชื่อของชาวบ้านโนนหอมที่มีมาตั้งแต่โบราณกาลของ วิถีชีวิตของพวกเขาซึ่งผูกโยงกับธรรมชาติ จึงกำเนิดความเชื่อต่อภูตผี ไสยศาสตร์ รวมถึงศรัทธาพุทธศาสนาอย่างแน่นแฟ้น แม้นกาลเวลาล่วงมายังยุคปัจจุบันที่ก้าวหน้าแล้วก็ตาม ความเชื่อเหล่านี้ก็ยังคงอยู่กับพวกเขานับแต่โบราณมา

ป้าปุ๋ง หรือคุณป้าศรีทัย สุทธิอะ หญิงร่างผอมท่าทางใจดีวัย 61 ปี หนึ่งในชาวภูไทเก่าแก่ของชุมชน เดินนำน้ำเย็นๆมาเชื้อเชิญพวกเราอาคันตุกะให้ดื่มแก้กระหายต่อสภาพอากาศอบอ้าวของวัน ป้าปุ๋งนั่งพับเพียบอยู่บนแคร่ไม้ และเล่าถึงพิธีกรรมซึ่งช่วยให้ตนหายจากอาการป่วยนอนซมมาร่วม 10 ปี

“ ไม่รู้อะไรเลย จำอะไรไม่ได้เลย ปกติไม่เคยฟ้อนไม่เคยรำ แต่คนที่อยู่ในเหตุการณ์เล่าบอก ว่าพอป้าได้ยินเสียงพิณเสียงแคน มันจะฟ้อนเอง เป็นเอง ”
 
เมื่ออาการป่วยของป้าปุ๋งไม่สามารถบรรเทาได้จากแพทย์แผนปัจจุบัน ความเชื่อแห่งศาสตร์พื้นบ้านจึงถูกนำมารักษาควบคู่กัน กระทั่งวันที่ “ หมอเหยา ” ผู้เป็นที่นับถือของชาวบ้านได้กล่าวว่ามีวิญญาณต้องการรักษาป้าปุ๋ง หลังพิธีกรรมนั้นเอง อาการป้าปุ๋งกลับกลายดีขึ้นอย่างรวดเร็ว และไม่นานนักก็สามารถลุกเดินไปนาเพื่อส่งข้าวส่งน้ำแก่สามีได้ตามปกติ

ตามความเชื่อของศาสตร์พื้นบ้าน การเลี้ยงผีเป็นเรื่องปกติธรรมดาของชาวบ้านไปเสียแล้ว กล่าวคือผู้ที่มีสัมผัสพิเศษจะสามารถสื่อสารแก่ดวงวิญญาณ และล่วงรู้ว่านั่นคือผีดีหรือผีร้าย เพื่อรับเอาวิญญาณที่ต้องการช่วยปัดเป่ารักษาโรคภัยของคนป่วยให้หายเข้ามาสู่ตัว ป้าปุ๋งและชาวบ้านต่างเชื่ออย่างสนิทใจถึงพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์เหล่านี้

ไม่มีใครอธิบายถึงปรากฏการณ์เหนือธรรมชาติเหล่านี้ได้ แต่สิ่งที่ป้าปุ๋งและชนภูไทแห่งหมู่บ้านโนนหอมทิ้งท้ายไว้กับพวกเรา คือมนุษย์ต่างไม่เชื่ออะไรที่มองไม่เห็น พิสูจน์ไม่ได้ หรือไม่เป็นวิทยาศาสตร์ หากแต่โบราณกาลมา เรามนุษย์ต่างมีวิถีที่ผูกพันต่อปรากฏการณ์เหล่านี้ ไม่เจอกับตนนั้นหารู้ไม่ อาจจะมองเห็นว่าเป็นเรื่องแห่งความงมงายไปเสีย แต่หากลองตั้งคำถามดูว่า ก่อนโลกจะพัฒนาวิทยาการดังเช่นปัจจุบัน บรรพบุรุษเราอาจต่างประสบ หรืออาจคลาดแคล้วภัยร้ายจากศาสตร์เหล่ามาแล้วก็ได้ ใครจะล่วงรู้ ...

เขาเรียกพวกเราว่าคอมมิวนิสต์ 
ฉันชั่งใจอยู่นานว่าจะกล่าวถึงเรื่องนี้ดีหรือไม่ แต่ประวัติศาสตร์ไม่ได้มีไว้เพื่อถูกลืม หากมีไว้เพื่อให้เรียนรู้จากเรื่องราวของพวกเขา และยังสะท้อนประวัติศาสตร์ของชาวภูไทในส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ชาติไทยอีกด้วย .. ลุงรวมเริ่มเล่าเมื่อเราถามถึงเหตุการณ์ช่วงสงครามโลกครั้งที่สองตามประวัติศาสตร์ภูพานที่อยู่ไม่ไกลจากหมู่บ้านโนนหอมนักว่า 
“ เรานี่แหละหมู่บ้านคอมมิวนิสต์ ”
 
“ คอมมิวนิสต์ตามความเข้าใจของลุงคืออะไรหรือคะ ? ” ฉันกล่าวถาม

ลุงรวมจ้องมาที่ตาของฉันด้วยสีหน้าจริงจังกว่าทุกครั้งพร้อมเล่าว่า.. พ่อของลุงคือหนึ่งในขบวนการเสรีไทยในภาคอีสานภายใต้การนำของนายเตียง ศิริขันธ์ นั่นเอง แน่นอนฉันเคยอ่านเรื่องราวของเขา มันยิ่งกระตุ้นความยากรู้ของฉันอย่างแรงกล้า

“ คอมมิวนิสต์ มันก็เพียงแค่แนวคิดหนึ่ง คนในหมู่บ้านของลุงไม่รู้หรอกว่าแท้จริงแล้วคอมมิวนิสต์คือสิ่งใด หากแต่พวกคนในหมู่บ้านเรียกตนเองว่า กลุ่มเสรีไทย กลุ่มคนที่อยากเป็นไทย ด้วยเหตุการณ์บ้านเมืองในสมัยนั้น และสุดท้ายกลุ่มเสรีไทยก็คือผู้ปลดปล่อยชาติจากการตกเป็นประเทศผู้แพ้สงคราม หากแต่เขานิยามพวกเราว่าคอมมิวนิสต์กันเอง พวกเราไม่เคยบอกว่าตนคือคอมมิวนิสต์เลยด้วยซ้ำ ” 


“หนองฮากคู่บ้าน ร่วมสืบสานประเพณี บุญข้าวจี่เดือนสาม สวยล้ำวัฒนธรรมฟ้อนภูไท งามยิ่งใหญ่บุญพระเวส เกษตรกรรมก้าวหน้า กลุ่มทอผ้าพื้นเมือง ชื่อลือเลื่องเนื้อโคขุน งามสมดุลเกาะแก่งหินน้ำพุง เรืองรุ่งมวยโบราณ” 
เสียงของลุงรวมท่องคำขวัญประจำบ้านโนนหอมด้วยภาษาอีสานสำเนียงภูไท 
ยังตรึงอยู่ในโสตประสาทของฉัน 

ฉันปิดสมุดบันทึกลง ปิดเครื่องอัดเสียง และกล่าวอำลาลุงรวมและชาวบ้านด้วยรอยยิ้ม ความงดงามของชนชาติพันธุ์ภูไทในดินแดนอีสาน ณ บ้านโนนหอม จ.สกลนครแห่งนี้ มิได้เป็นเพียงชนชาติที่มีเอกลักษณ์แค่เพียงประเพณี วัฒนธรรม ความเชื่อ หรือเครื่องแต่งกายเพียงเท่านั้น .. แต่ความงดงามในเบื้องลึกจิตใจของพวกเขา ความโอบอ้อมอารี ความสุภาพอ่อนโยน ความรักต่อเพื่อนมนุษย์ ความรักในชาติพันธุ์ และความรักสงบของพวกเขา ได้ทำให้ฉันค้นพบความหมายของการมาเยือนของวันนี้แล้วล่ะ 
 




อรสา ศรีดาวเรือง  
SHARE
Writer
TodayIDie
Human
หากอยากเจอขุมทรพย์ ก็อย่าปล่อยให้ชีวิตผ่านไปวันๆ มนุษย์ทุกคนล้วนมีชะตากรรมที่ต้องบรรลุ

Comments

PAAD
9 months ago
โค๊ทสุดท้าย พยายามอ่านเป็นภาษาภูไทแล้วแอบขำตัวเอง 
:) ภาษาภูไทน่ารักครับฟังแล้วลื่นหูดี
Reply
TodayIDie
9 months ago
เป็นสำเนียงที่น่ารักมากค่ะ นุ่มนวล อ่อนโยน 
McPITCH
9 months ago
หาดูสารคดีได้ที่ไหนฮะ?
Reply
TodayIDie
9 months ago
เป็นงานเขียนค่ะ
McPITCH
9 months ago
อ่อครับ :) 
loongchat
9 months ago
 เอามาเขียน
เอามาเผยแพร่
แบ่งปันกันอีกนะครับ

Reply
TodayIDie
9 months ago
เช่นกันนะคะ เอามาแลกเปลี่ยนกัน