เพราะแมงกะพรุนล่องลอยในมหาสมุทรเสมอ, ผมคือแสงนีออน
เพราะคุณมันไม่มีหัวใจ และผมก็ไร้สมอง
เราคงเป็นดั่งแมงกะพรุนโง่เง่า ที่กำลังหลงทางอยู่ใต้ทะเลลึก
 
เสียงเพลงสากลเสียงหนึ่งเปิดคลอพอที่จะฟังเอาบรรยากาศในร้านไม้เก่าๆ ที่ซ่อนตัวเองอยู่กลางเมืองใหญ่อย่างเงียบเชียบ ราวกับว่าร้านๆ นี้ต้องการความสงบและเป็นส่วนตัว และทั้งๆ ที่นี่ก็เป็นที่สำหรับผู้คนที่โดดเดี่ยวมารวมตัวกันเพื่อดึงตัวเองออกจากความเหงาและความหว้าเหว่ที่ตามติดพวกเขาเหล่านั้น

ทว่ามองจากบรรยากาศในร้านตอนนี้มันยิ่งดูเหงาเพิ่มขึ้นไปเท่าตัว

คนเราอาจจะต้องการหลีกหนีความเหงาที่โดดเดี่ยวเพื่อมาเจอกับความเหงาแบบหมู่คณะ

แสงไฟนีออนหลากสีดูตัดกับบรรยากาศของร้านยิ่งขึ้นไปอีก มันมีทุกเฉดสีที่มีบนโลก และกำลังอวดตัวเองอย่างเต็มที่ในร้านไม้เล็กๆ แสงสีตัดกันจนน่าเวียนหัว แต่นั่นแหละ มันทำให้ร้านเหล้านิรนามแห่งนี้ดูลึกลับขึ้นไปอีก และมันทำให้ทุกคนอยากค้นหา

ในร้านมีคนไม่เยอะ สักห้าถึงสิบคนเป็นอย่างสูง ควันบุหรี่คละคลุ้งไปทั่วร้าน นิโคตินหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับบรรยากาศและคงไปกักตัวอยู่ในปอดของใครสักคนในร้าน คนที่นี่ส่วนใหญ่จะนั่งคนเดียว มีแก้วเหล้าวางเอาไว้ตรงหน้า นั่งฟังเพลงที่เปิดผ่านลำโพงเพราะที่นี่ไม่มีดนตรีสด พื้นที่ของร้านมันคับแคบเกินกว่าจะวางอะไรได้ แต่ลักษณะเด่นอย่างหนึ่งของที่นี่คือ ทุกคนมักจะนั่งหน้าอมทุกข์

ผู้คน ณ ที่นี้ต่างดูเหมือนแมงกะพรุน ไร้สมอง ไม่มีหัวใจ และกำลังแหวกหว่ายอยู่ใต้ทะเลลึกที่เราเรียกมันว่าร้านเหล้านิรนาม ทุกคนต่างล่องลอย และหลงทาง โปร่งใส และบอบบาง ทว่าเต็มไปด้วยเข็มอาบยาพิษ

ไม่เว้นแต่สาวเดรสสีแดงคนนั้น แมงกะพรุนตัวนี้ใส่ชุดอย่างโคตรจะเซ็กซี่ เนินอกล้นทะลักอย่างต้องการอากาศหายใจจากชุดเล็กๆนั่น ดูเหมือนว่าชุดเดรสเล็กๆ ของเธอนั้นรักษาของสงวนในเรือนร่างของเธอไม่ได้ พอๆ กับความสัมพันธ์ของเธอที่เธอพยายามใช้เหล้าเป็นน้ำยาลบความทรงจำ

ชายหนุ่มมองอย่างไม่สนใจ เขาทำเพียงมองด้วยสีหน้านิ่งๆ ตอนที่เขาเดินผ่านเธอ สายตาของเธอมองเขาอย่างเชิญชวน จะว่ายังไงดี เขาไม่อยากมีความสัมพันธ์กับสาวสวยคนใดในค่ำคืนนี้

แต่แล้วเขาก็สะดุดตากับสิ่งหนึ่งภายในร้าน

สิ่งนั้นมีตา หู จมูก และปากแบบที่เขาโหยหา อยากสัมผัสและหยอกเย้า สิ่งนั้นดูเหมือนว่าจะเป็นแมงกะพรุนตัวที่เจิดจ้าที่สุดในร้านที่เต็มไปด้วยไฟนีออนและตัวเขาอาจเป็นไฟนีออนเหล่านั้น เธอเศร้าหมอง ทว่าเด็ดเดี่ยว อ่อนแอ ทว่าเข็มแข็ง และสายตาของเธอดูราวกับว่าได้ซ่อนเข็มอาบยาพิษเอาไว้ในนั้น

หากใครสบตากับหญิงสาวคนนี้อาจจะโดนพิษร้ายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้...

และชายหนุ่มก็โดนมัน...

โดยไม่ต้องมีใครกล่าวเชิญชวน ไม่มีแม้แต่รอยยิ้มหวานให้กัน มีเพียงสายตาที่จดจ้องกันท่ามกลางไฟนีออนและเพลงที่เล่นต่อไปเรื่อยๆ อย่างที่ชายหนุ่มก็ไม่รู้ว่ามันเดินทางไปถึงเพลงอะไรแล้ว ทั้งคู่เพียงทำหน้านิ่งๆ ใส่กัน ไม่มีความยั่วยวนใดในสายตาของสองคู่นั้น ทว่าชายหนุ่มก็รู้สึกโหยหามันเหลือเกิน

เขาทำเพียงเสยผมสีบรอนซ์ขึ้นไปเปิดเผยหน้าผากกว้าง สายตานิ่งๆ เริ่มส่อประกายเจ้าเล่ห์ เขาเอามือข้างหนึ่งล้วงกระเป๋าก่อนจะเดินเข้าไปนั่งข้างๆ สิ่งนั้นที่นั่งอยู่แถวเคาท์เตอร์คนเดียว

“ผมขอนั่งด้วยได้ไหมครับ”

เสียงทุ้มเอ่ยขึ้นท่ามกลางเสียงเพลง คนที่เขากำลังสนทนาด้วยกัดปากครั้งหนึ่ง ชายหนุ่มดูออกว่าสิ่งนั้นไม่ได้ยั่ว ทว่ากำลังตัดสินใจอะไรบางอย่าง

“เชิญค่ะ”

“คุณเป็นแมงกะพรุนตัวที่เจิดจ้าที่สุดในนี้เลย” ชายหนุ่มเริ่มประโยค

เธอคนนั้นหัวเราะเล็กน้อย และจ้องมาทางชายหนุ่มด้วยสายตาที่บ่งบอกถึงพันธะบางอย่าง

เขาโดนเข็มพิษอีกเข็ม…

“คุณมักจะทักทายคนอื่นว่าเหมือนแมงกะพรุนตลอดเลยหรือเปล่าคะ”

“ไม่, แค่คุณ”

“ถ้ามันคือคำชม ฉันควรจะขอบคุณคุณหรือเปล่า”

“แล้วแต่คุณเลยครับ”

ชายหนุ่มแสยะยิ้ม ใช้สายตาจ้องมองคู่สนทนาอย่างละลาบละล้วง ตั้งแต่รองเท้าผ้าใบ กางเกงเดฟสีดำ ทั้งเสื้อยืดสีขาวบางรัดรูปที่ถูกปกคลุมด้วยแจ็คเก็ตหนังอีกที เขามองทั้งหมดนั้นอย่างใช้สายตาที่ละลาบละล้วง เธอแต่งตัวต่างจากหญิงสาวทั่วไปที่ต้องการจะมายังสถานที่แฉกเช่นนี้ รวมไปทั้งผมประบ่าที่ปล่อยลง ดูเหมือนว่าเธอคนนั้นไม่ได้สนใจที่จะตกแต่งใบหน้าหวานๆ นั้นด้วยเครื่องสำอางชิ้นไหนเลย

ชายหนุ่มยิ้มร้ายอย่างพึงพอใจ คู่สนทนาของเขาไม่สนใจจะดูแลรูปลักษณ์ของเธอ ไม่เคยจะสนใจ

เธอคนนั้นดูเหมือนจะเป็นคนที่ไม่ชอบเที่ยวกลางคืนสักเท่าไหร่ ถ้าดูจากชุด แตกต่างจากเขาที่แต่งตัวเต็มยศตั้งแต่เส้นผมจรดปลายเท้า แม้จริงอยู่ที่เขาไม่อยากจะสานสัมพันธ์กับหญิงสาวคนใดในวันนี้

แต่คนที่นั่งหน้าเคาท์เตอร์กับเขาตอนนี้ก็ถือว่าไม่เลว... แบบที่เขาชอบเลย

“คุณดูเหมาะกับโซฟามากกว่าเก้าอี้ไม้ของเคาท์เตอร์นะครับ”

เธอคนนั้นยิ้มร้าย แกว่งแก้วเหล้าในมือเพื่อให้น้ำแข็งละลาย ไม่หรอก เธอแค่ทำให้อีกฝ่ายไม่รู้ว่าเธอกำลังรู้สึกประหม่า

เธอกำลังละลายความประหม่าของเธอด้วยแก้วเหล้าในมือ

“คุณก็ดูเหมาะกับกาแฟมากกว่าเหล้า”

“มันจะละลาบละล้วงไปไหม” ชายหนุ่มเอ่ย “ทำไมคนแบบคุณถึงอยู่ที่นี่”

เธอคนนั้นมองมายังเขา จิบเหล้ามือไปนิดหนึ่งแล้วหัวเราะขึ้นเบาๆ

“คนแบบฉัน?” พูดแล้วเสมองไปทางอื่นพลางยิ้มเยาะ “คุณพูดเหมือนเรารู้จักกัน”

ชายหนุ่มชะงักค้างไปชั่วขณะหนึ่ง ตาหลุบต่ำลง แต่ในเสี้ยววินาที ในเวลาที่คน ๆ นั้นไม่ทันสังเกต เขาก็ยิ้มร้ายออกมาอีกครั้ง

“ท่าทางของคุณมันบอกน่ะครับ ผมแค่อยากรู้”

“ฉันมารออะไรบางอย่าง” เธอคนนั้นบอก “คุณล่ะ”

ชายหนุ่มมองตาคนข้างๆ รอยยิ้มร้ายๆ ปรากฎขึ้นอีกครั้ง

“ผมมาตามหาอะไรบางอย่าง”



ในร้านที่เต็มไปด้วยแมงกะพรุนหลากสีสัน ที่นี่ราวกับเป็นโลกของคนที่ไม่สามารถรักษาความสัมพันธ์อะไรเอาไว้ได้ ชายหนุ่มมองไปรอบๆ ร้าน แสงนีออนยิ่งทำให้บรรยากาศยิ่งดูวาบหวามยิ่งขึ้นไปอีก

ในเวลาที่เสียงเพลงวนไปเรื่อยๆ เพลงแล้วเพลงเล่า สิ่งที่คนๆนั้นทำมาตลอดคือดื่มเหล้า พลางฮัมเพลงแทบทุกเพลงที่ล่องลอยเข้ามาในโสตประสาท ชายหนุ่มไปแต่มองหน้าหญิงสาวแทนกับแกล้มเหล้า มองราวกับว่าไม่ได้มองสายตา จมูก ริมฝีปากนี้มานานแสนนาน และมองอย่างละลาบละล้วงโดยไม่คิดจะปิดบัง

เธอนั้นดูเหมือนดาวเคราะห์น้อยที่หลุดวงโคจร ชายหนุ่มคิด ครั้งหนึ่งเขาต้องเคยโคจรกับบางสิ่งที่ดึงดูดเธอเข้าไปด้วยแรงมหาศาล ก่อนจะแรงดึงดูดนั้นจะลดหย่อนลงและพรากเธอออกจากวงโคจรง่ายๆ

ความร้อนของอากาศในยามค่ำคืนเริ่มร้อนขึ้น ชายหนุ่มยังคงจ้องคนข้างๆ ที่กำลังฮัมเพลงพลางจ้องแก้วตรงหน้า หญิงสาวคงเริ่มเมาแล้ว และสายตาตอนที่เมานั้นช่าง... อันตราย

“ผมถามอะไรคุณหน่อยได้ไหม”

ชายหนุ่มเอ่ยขึ้นขัดอารมณ์สุนทรีย์ของคนข้างๆ เธอหันมามอง ชายหนุ่มคิดว่าหญิงสาวคนนั้นแอบยั่วเขาเล็กน้อย

เขามองเธอ เธอช่าง สเปคเลย

“ความรักของคุณเป็นยังไงบ้าง”

หญิงสาวเท้าแขนกับเคาท์เตอร์พลางจ้องเขาเขม็ง สายตายั่วยวน ริมฝีปากที่แสยะยิ้มร้าย

“คุณจีบฉันเหรอ”

ชายหนุ่มไม่ยอมแพ้หรอก เขายื่นหน้าหล่อ ๆ เข้าไปสู้ สายตาของทั้งสองก็กำลังทักทายกันและกัน ดูเหมือนมันจะทักทายกันนานไปหน่อย ไม่มีใครได้ยินเสียงหัวใจของอีกคนเต้นเพราะว่าเสียงเพลงจากลำโพงดังกลบเกลื่อนอย่างรู้งาน

“คิดว่าไงล่ะ”

หญิงสาวถอยออกมา ก้มหน้าลงเพียงชั่วขณะ เก็บซ่อนความรู้สึกบางอย่างที่มันออกจะบ่งบอกโจ่งแจ้งไปหน่อย

“อย่างที่บอก ฉันกำลังรอบางสิ่งอยู่”

“แล้วถ้าบางสิ่งของคุณกลับมาล่ะ?”

ชายหนุ่มซดแก้วเหล้าในมือในครั้งเดียว พลางกระชากแขนของคนที่ตัวเล็กกว่าเขาตรงหน้า ริมฝีปากถูกดึงดูดเข้าหากันและกัน แปลกที่รู้สึกคุ้นเคย ชายหนุ่มป้อนเหล้าให้คนตรงหน้าอย่างร้อนแรง และเธอก็ไม่คิดจะปฏิเสธ

เราถอนจูบกันเพื่อให้อีกฝ่ายได้กอบโกยอากาศหายใจ แต่แค่ชั่วขณะเดียวเท่านั้น ชั่วขณะเดียว

แล้วคนตัวเล็กตรงหน้าก็ดึงคอของเขาเข้ามาใกล้ กัดริมฝีปากล่างแรงๆ ไปทีหนึ่งก่อนที่จะเริ่มต้นจูบกันใหม่อีกครั้ง และอีกครั้ง แมงกะพรุนสองตัวกำลังว่ายน้ำตวัดเกี่ยวในในมหาสมุทรเล็ก ๆ ของเขาทั้งสอง ย้ำแล้ว ย้ำอีก ราวกับว่ามันกำลังเรียกร้อง มันกำลังโหยหา

มหาสมุทรหนาวเหน็บ กลับเต็มไปด้วยความร้อนรุ่มกว่าร้อยองศา

ทั้งสองถอนจูบออกจากกันในตอนที่พวกเขารู้สึกว่ากำลังจะตาย เสียงหายใจหอบหนักๆ ดังขึ้นแข่งกับเสียงเพลง ราวกับว่าพวกเขาไปวิ่งมาราธอนด้วยกันมา พวกเขาจ้องหน้ากัน ก่อนจะหัวเราะออกมาลั่นร้าน ราวกับว่าในรสจูบที่เพิ่งผ่านมันผสมแก็สหัวเราะเข้าไปด้วย

“คุณกินลูกอมรสมินต์ด้วยเหรอ”

หญิงสาวถามขึ้นเมื่อเห็นชายหนุ่มหยิบลูกอมรสมินต์ขึ้นมาก่อนจะแกะมันเข้าปาก บรรยากาศเคลือบหนาวภายในปากไม่ได้เข้ากับเหล่าแสงนีออนภายในร้าน ชายหนุ่มยิ้มให้คนข้างๆ ที่หันมาถามนิดนึง

“อื้อ ทีแรกผมก็ไม่ชอบมันหรอก”

“แล้วทำไมคุณถึงพกมันติดตัวไว้ล่ะ”

ชายหนุ่มนึกถึงแมงกะพรุนท่ามกลางความหนาวเย็น นึกถึงทะเลน้ำลึก เพราะแมงกะพรุนมันไม่มีทั้งสมองและหัวใจ พวกมันจึงโง่และรักษาความสัมพันธ์เอาไว้ไม่เป็น

คนบางคนก็เหมือนกับแมงกะพรุนนั่นแหละ

โดยเฉพาะคนในร้านแห่งนี้...

“เพราะผู้หญิงคนหนึ่งชอบมันมาก เธอมักจะให้ผมพกมันไว้เสมอแม้ว่าผมจะไม่ชอบมัน”

หญิงสาวหลบสายตาอีกครั้ง เหมือนเขากำลังซ่อนอะไรบางอย่างเอาไว้ในใจ ไม่สิ ไม่ใช่แค่เธอคนนั้นแค่ฝ่ายเดียว

แต่เป็นเราทั้งคู่...

“ตอนนี้ผมก็ยังไม่ได้ชอบมันหรอกครับ แต่ที่ผมกินมันเพราะบางทีผมก็แค่คิดถึงเธอ” ชายหนุ่มพูด ยิ้มให้หญิงสาว ก่อนจะยื่นลูกอมรสมินต์แก่เธอ “เอาไหมครับ คุณน่าจะชอบลูกอมรสมินต์”

“ไม่ล่ะค่ะ”

หญิงสาวปฏิเสธ มองนาฬิกาข้อมือ มันบอกว่าในขณะนี้เป็นเวลาตีสาม วันใหม่เริ่มขึ้นตั้งนานแล้ว และตอนนี้ควรเป็นเวลาที่ควรจะอยู่ใต้ผ้าห่มผืนหนา พักเรื่องราวทุกอย่างของวัน และหนีไปวิ่งเล่นในความฝันได้แล้ว

“ดึกมากแล้ว ฉันขอตัว”

ชายหนุ่มรั้ง ดึงมือคนตรงหน้าที่กำลังเบี่ยงวงโคจรของตัวเองให้ห่างไกลไปอีก เขาไม่สามารถปฏิเสธได้เลยว่าเขาชอบวงโคจรนี้มากขนาดไหน

“ไม่... ผมไม่ให้คุณไป”

และคิดถึงมันเกินกว่าใคร

ผมทำราวกับว่าไม่อยากให้ทุกอย่างมันหายไปไหน แต่ผมก็ไม่เคยรักษามันไว้เลย 

ชายหนุ่มคือไฟนีออนที่ส่องแสงริบหรี่ เพราะไฟนีออนไม่จำเป็นอีกในแสงสว่าง

หญิงสาวมองหน้าคนตรงหน้า เขาทั้งสองมองตากัน ข้อความมากมายถูกส่งผ่านช่องว่างของมวลอากาศ เราไม่มีหลักฐานอะไรมายืนยันความสัมพันธ์ นอกจากบทสนทนาที่โดนเสียงดนตรีกลบไป รอยจูบที่เลือนราง ก็ไม่มีอะไรบ่งบอกว่าเราเคยรู้จักกัน

ท่ามกลางมหาสมุทรอันกว้างใหญ่และไร้ขอบเขตสุดลูกหูลูกตา มีแมงกะพรุนหลงทางสองตัว ตัวหนึ่งไร้หัวใจ ส่วนอีกตัวก็ไร้สมอง มันจึงใช้ทั้งสมองและหัวใจดวงเดียวกัน จนวันหนึ่ง แมงกะพรุนทั้งสองก็โดนคลื่นทะเลซัดสาด แตกกระจาย และหายไปจากกัน

แมงกะพรุนที่ไร้สมองคิดถึงทั้งหัวใจและแมงกะพรุนตัวนั้น วงโคจรของทั้งสองห่างหายกันไปเรื่อย ๆ แมงกะพรุนพยายามตามหาวงโคจรที่หายไป

แมงกะพรุนเพิ่งรู้... แมงกะพรุนอีกตัวก็กำลังรอเขาอยู่เหมือนกัน

ชายหนุ่มดึงเธอเข้ามากอด ท่ามกลางแสงนีออนหลากสี ทั้งสองได้ทำหน้าที่ฟอกอากาศจากที่โมเลกุลอากาศเต็มไปด้วยความเหงาให้กลายเป็นโมเลกุลอากาศที่เต็มไปด้วยความโรแมนติก

“กลับมาคบกันอีกครั้งได้แล้วคุณ...”










        เคยอัพเรื่องนี้ในอีกที่แล้วค่ะ แต่เป็นเวอร์ชันแฟนฟิค รู้สึกอยากลองปรับให้เป็นชายหญิงดู


SHARE
Writer
twentyeight_A
INFJ
เพราะวงแหวนสำคัญต่อดาวเสาร์.

Comments