ภายใต้รอยยิ้ม
การยิ้ม คือการแสดงความสุขออกทางสีหน้าแบบหนึ่งที่แสดงถึงความสุข ความดีใจ หรือความสมหวัง และแน่นนอนว่าทุกคนรู้เป็นอย่างดีว่ามีรอยยิ้มอีกประเภทที่ภายใต้รอยยิ้มนั้นตรงข้ามกับคำว่าความสุขอย่างสิ้นเชิง แต่มันเป็นรอยยิ้มที่ทำให้ผู้อื่นมีความสุข แม้ผู้ที่ยิ้มจะเจ็บปวดเท่าไรก็ตาม
ผมเป็นนักศึกษาปริญญาเอกคนหนึ่ง ที่ไม่ต่างอะไรกับนักศึกษาทั่วไป ที่หนทางของการเดินไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ อันที่จริงแล้วทางเดินนั้นไม่ได้ชัดเจนเหมือนทางเดินทั่ว ๆ ไป แต่เป็นการลอยอยู่ในอวกาศที่เคว้างคว้าง แน่นอนครับว่าจะมีทั้งความเหงา ความโดดเดี่ยว ความท้อแท้ และที่สำคัญคือ
ความรู้สึกของการไม่มีเป้าหมาย
แต่ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม ไม่ว่าจะผิดหวังกับตัวเองอย่างไร เสียใจแค่ไหน สิ่งที่ตัวผมนั้นทำได้คือการยิ้มรับมัน โดยที่ผมไม่รู้เลยว่า การฝืนยิ้มนั้นบั่นทอนจิตใจลงไปมากเลยทีเดียว ถึงตรงนี้หลายคนอาจบอกว่า การยิ้มสู้ช่วยทำให้เราเดินหน้าต่อไปได้ ซึ่งผมก็มองว่าเป็นความจริงครับ... ในระยะเวลาหนึ่งเท่านั้นเอง จากนั้นไม่นานสิ่งที่ผมประสบนั้นทำให้ผมเริ่มเปลี่ยนไปเป็นอีกคนหนึ่งซึ่งแม้แต่ตัวผมเองก็ไม่คาดคิด ผมเริ่มมองโลกในแง่ร้าย เริ่มโทษตัวเอง เริ่มมองว่าตนเองพัฒนาไม่ได้ เริ่มมองว่าตนเองไร้คุณค่า และเริ่มมองว่าการมีตัวตนมันช่่างทรมานเหลือเกิน

หลังจากการสอบโครงร่างวิทยานิพนธ์ ที่ผมต้องยอมรับว่าผมทำได้ไม่ค่อยดีนัก ผิดหวังกับตนเองพอสมควร และได้เรียนรู้ว่าความพยายามอยู่ที่ไหนความสำเร็จอยู่ที่นั่น นั้นไม่จริงเสมอไปผมพยายามอย่างเต็มความสามารถที่ผมมี นอนน้อยลง อดข้าวเพื่อทำงาน แต่ผลที่ได้นั้นไม่ได้เสี้ยวของความคาดหวังของผมเลยแม้แต่น้อย อาการของผมเริ่มออกเมื่อตอนที่ผมกำลังทำการทดลองและพบว่าผมมือสั่นแบบควบคุมไม่ได้ ซึ่งไม่เคยคิดว่าจะเกิดขึ้นเลยสำหรับคนที่มือนิ่งแบบผม สมาธิผมเริ่มลดลง งานที่ทำเริ่มช้าและคุณภาพลดลง ทุกสิ่งทุกอย่างเริ่มดูน่าเบื่อ เริ่มร้องไห้ และสุดท้ายผมมีความคิดอยากที่จะตาย ดาดฟ้าดูจะเป็นที่ที่ผมชอบไปอยู่มากที่สุด เพราะมันสงบเงียบและปราศจากผู้คน ไม่ต้องคอยฝืนยิ้มให้ใครสบายใจ เพราะการฝืนนั้นช่างเหนื่อยเหลือเกิน

ช่างโชคดีที่ผมอยู่ในสายการแพทย์และมีรุ่นพี่เป็นจิตแพทย์ซึ่งสังเกตุถึงความผิดปกติของผมได้ ผมจึงได้เข้ารับการรักษากับรุ่นพี่ของผมเอง และได้รับรู้ว่า ผมเป็นโรคซึมเศร้า ช่างน่าตกใจสำหรับคนที่เคยมองโลกในแง่ดีและเป็นเด็กกิจกรรม 
"คิดมากน่า" "เดี๋ยวมันก็ผ่านไป" "สู้หน่อย"
ต่างเป็นคำที่ผมเคยบอกกับผู้ที่เป็นโรคนี้ ผมไม่เคยรู้เลยว่าคำพูดพวกนี้สร้างความเจ็บปวดได้ไม่น้อยเลย คำว่า "คิดมากน่า" เป็นคำที่ดูเหมือนจะปกติสำหรับคนทั่วไป แต่สำหรับผมความคิดเวลาที่ได้ยินคือ "ก็ไม่ได้อยากที่จะคิดมาก รู้ว่าคิดมาก แต่มันหยุดไม่ได้" เช่นเดียวกับคำว่า "เดี๋ยวมันก็ผ่านไป" กลายเป็น "ผ่านไปเมื่อไหร่ แล้วจะผ่านไปยังไงล่ะ" กับ "สู้หน่อย" เป็น "นี่สู้จนไม่ไหวแล้ว เหนื่อยแล้วนะ" และการที่เป็นโรคนี้ทำให้ผมได้รู้ว่าสิ่งที่ผู้ป่วยต้องการมากที่สุดคือคนที่รับฟัง คนที่เข้าใจก็เพียงพอแล้ว

หลังจากได้รับการวินิจฉัยรุ่นพี่ผู้ซึ่งเป็นจิตแพทย์ก็ได้อธิบายว่า "เราน่ะ เครียดมานานไป สารสื่อประสาทในสมองเลยรวนนะ มันเสียสมดุลไป พี่ขอให้ยาไปปรับสมดุลของมันนะ" และผมก็ได้รับ ยาต้านซึมเศร้า แม้ว่ายานี้จะเป็นเพียงยาเม็ดสีขาวเล็ก ๆ แต่น่าเหลือเชื่อว่าเจ้ายาเม็ดนี้ ทำให้ผมมีอาการดีขึ้นอย่างเหลือเชื่อ แม้ว่าต้องอาศัยเวลา การปรับยาและวินัยในการกินมากสักหน่อย แต่มันทำให้ความคิดอยากหายตัวไปของผมเริ่มหายไป ผมมีสมาธิกับการทำงานมากขึ้น ผมมีเป้าหมายมากขึ้น ทำให้ผมรู้ว่าผมทำทุกอย่างนี้เพื่ออะไร และเพื่อใคร

ผมมาเรียนทุกวันนี้เพื่อทำให้คนอื่นมีความสุข ไม่ว่าจะเป็นเพื่อพ่อแม่ เพื่อผู้ป่วยที่รอวิธีการรักษา การป้องกัน เพื่อผู้ที่ต้องการเยียวยา แต่ผมกลับลืิมไปว่าความสุขของผมนั้นก็สำคัญไม่แพ้กัน แต่กว่าจะรู้ค่าของมันก็เมื่อเกือบจะเสียมันไปเสียแล้ว

แม้ว่าโรคนี้จะเป็นโรคที่อันตราย แต่แน่นอนว่าฟ้าหลังฝนหรือแดดยามเช้าหลังค่ำคืนที่มืดมิดมักสวยงามเสมอ โรคนี้ทำให้ผมได้เรียนรู้และเข้าใจอะไรมากมาย
>   ได้รู้ว่าผู้ที่เป็นโรคซึมเศร้า เขาไม่ได้เศร้าที่ความคิด เขาไม่ได้อยากที่จะเศร้า เขาควบคุมหรือเลือกที่จะไม่เศร้าเลือกที่จะไม่คิดไม่ได้ แต่เขาเศร้าเพราะสมองไม่สามารถรักษาสมดุลของสารสื่อประสาทไว้ได้ต้องทานยาอาการต้องได้รับการรักษาจึงจะดีขึ้น 
>   ความคาดหวังคือความคาดหวัง ถ้าเราไปถึงไม่ได้ ก็ไม่ใช่จุดจบของชีวิต แม้จะช้าไปบ้างก็ให้รู้ว่าถ้าหากเราเดินต่อไปสักวันหนึ่งจะถึงเป้าหมายแน่นอน
>   ได้รู้ว่าการฝืนยิ้มไม่ได้เป็นสิ่งที่ดีเสมอไป เราไม่จำเป็นต้องเข้มแข็งตลอดเวลา ถ้าเราอ่อนแอให้รู้ว่าอ่อนแอ ให้ยื่นมือขอความช่วยเหลือเวลาที่ไม่ไหว ผมเชื่อว่ามีคนหลายคนอยากช่วย เพียงแค่เราเอ่ยปากขอ และเราไม่ได้อยู่คนเดียวบนโลกใบนี้
>   ได้รู้ว่าร่างกายที่อ่อนแอทำให้จิตใจอ่อนแอ และจิตใจที่อ่อนแอทำให้ร่างกายอ่อนแอ
และ >   ได้รู้ว่าความสุขเป็นสิ่งที่มีค่ามาก ๆ  อะไรที่ทำแล้วมีความสุขและผู้อื่นรวมถึงเราไม่เดือดร้อนก็ให้ทำไปเถอะ

หวังว่าประสบการณ์ของผมจะช่วยให้ใครหลาย ๆ คนที่อาจจะอยู่หรือไม่ได้อยู่จุดเดียวกับผม เข้าใจตนเอง เข้าใจผู้อื่น และช่วยเหลือกันและกัน เพราะโลกที่ทุกคนพยายามที่จะเข้าใจซึ่งกันและกัน มันน่าอยู่เสมอ :))

SHARE
Writer
DlNine
Learner
Just an ordinary graduate student, who live to learn and also learn to live. 📚

Comments

whereismybacxn
7 months ago
เก่งมากๆแล้วคุณ ขอให้คุณเป็นคนที่อบอุ่นและคอยแจกความสุขเสมอไปเลยนะ :—') 🙆
Reply
DlNine
7 months ago
ขอบคุณมากนะครับ ผมจะพยายามครับ
mineself
7 months ago
อยากสู้ได้แบบคุณจัง ;)
Reply
DlNine
7 months ago
ตัวผมเองก็ยังไม่ถึงขนาดสู้ชนะเลย ผมเพียงพยายามหามุมมองดี ๆ จากมันอยู่ แต่ยังไงก็เป็นกำลังใจให้นะครับ
mament
7 months ago
'ความคาดหวัง' นี่ร้ายกาจมาก
Reply
DlNine
7 months ago
เห็นด้วยครับ โดยเฉพาะความคาดหวังของเราเอง
iamsomeone
7 months ago
กำลังเป็นเหมือนกันเลยครับ นอนน้อย เครียด และ มีอะไรหลายอย่างที่กดดันชีวิต มันบั่นทอนเราจริงไปครับ Passion ที่มัมันหายไปเลย รู้สึกแบบ เราจะอยู่ไปทำไมวะ ไม่มีประโยชน์เลยที่จะใช้ชีวิตอยู่ต่อ สำหรับผม Healing factor ที่ดี คือเพื่อนไปละ สังคมภายนอกครับ บางทีการออกไปเจอโลกภายนอกก็ช่วยเยียวยาเราพอควร ทุกวันนี้ผมเหมือน ออกไปหาคน heal พอกลับมาก็โดน MVP ตบอีกทีแล้วก็วิ่งกลับไป Heal ซ้ำๆเรื่อยๆเลยครับ
Reply
DlNine
7 months ago
บางทีความเครียดหรือภาวะอะไรบางอย่างก็อาจจะลด passion เราลงได้นะครับ แต่เป็นสิ่งที่ดีนะครับ ที่คุณรู้ว่าสังคมกับเพื่อน ๆ เป็นสิ่งที่ช่วย heal ได้ ถ้าเราอยู่ตรงไหนแล้วสบายใจ ผมก็ว่าเป็นกำลังใจให้เราใช้ชีวิตต่อไปได้ดีเลย เป็นกำลังใจให้นะครับ :)
Deux
7 months ago
ให้กำลังใจนะครับ
Reply
DlNine
7 months ago
ขอบคุณมาก ๆ เลยครับ