ตกลงขายร้าน
ธุรกิจมีขึ้นก็มีลง บางทีมันลงก็ลงแบบฮวบๆ วันจันทร์ที่ผ่านมามีการตัดสินใจอย่างหนึ่งเกิดขึ้นคือเราจะขายตึกแล้วนะ

สำหรับพ่อผมมันดูเป็นเรื่องที่เลวร้ายมากๆ เพราะตึกนี้ท่านซื้อมาและอยู่ระหว่างการผ่อนกับธนาคาร ในราคาที่ค่อนข้างสูง ผมยังจำช่วงวันแรกๆที่เราตัดสินใจซื้อได้ มันเป็นเวลาแห่งการเริ่มต้นความสำเร็จ ตึกที่เราเคยเช่ามาตลอดเราจะได้เป็นเจ้าของ เป็นมรดก เพราะที่ในตลาดอำเภอนั้นแพงขึ้นทุกปี เพราะมีการเติบโตอยู่ตลอด ผมยังจำความยากลำบากในการขอกู้กับธนาคารได้ จำได้เราเกือบโดนยึดเงินมัดจำเพราะธนาคารพิจารณาช้า จำได้ตอนที่เริ่มปรับปรุงอะไรหลายๆอย่าง มีของผลัดเปลี่ยนมาขายในร้าน มันเป็นเวลาที่ดี พ่อภูมิใจกับสิ่งนี้มาก แต่วันนี้สถานการณ์เปลี่ยนไป เรานำบ้านไปกู้นอกระบบกับคนรู้จักเมื่อ 3 ปีก่อนเพื่อมาลงทุนเลี้ยงเป็ด แต่เพื่อนบ้านเหม็น และเราจัดการไม่ได้เนื่องจากฟาร์มมีขนาดใหญ่ เราจึงต้องเลิกเลี้ยงและขายในราคาขาดทุน ตัวเป็ดคงไม่เท่าไรแต่โรงเลี้ยงนี่เหมือนเอามาตั้งไว้เฉยๆ ปีนี้เป็นปีสุดท้ายก่อนหมดสัญญา เวลา 10 เดือนเป็นไปไม่ได้ที่เราจะหาเงินได้ เพราะเราต้องผ่อนตึกทุกเดือน และยอดขายในร้านก็ลดลงด้วย
วิธีการมากมายถูกคิดเพื่อแก้ปัญหานี้ แต่หนทางที่ดูดีที่สุด คงเป็นการขายตึกเพราะเป็นของที่มูลค่าสูงสุดที่เรามี และแก้ปัญหาหนี้สินได้ทั้งหมด 
แต่พ่อไม่อยากขาย ผมใช้เวลา 2 เดือนในการเกลี้ยกล่อม เพราะเรากำลังจะหมดตัวแล้วจริงๆ โดยเฉพาะเมื่อเราไม่มีทุนสำรองสำหรับธุรกิจ เพราะต้องจ่ายธนาคารทุกเดือนถ้ามีเหตุการณ์ไม่คาดฝันเราคงหมดตัวจริงๆ พ่อโทษรัฐบาล เรื่องเศรษฐกิจแต่ผมคิดว่าการขับเคลื่อนธุรกิจมันอยู่ที่เราปรับตัวนี่แหละ ว่าทำไงถึงจะรอด ถึงจะกำไร 
วันนี้เราตัดสินใจขาย เราเปลี่ยนกลับมาเช่าแทน กับเจ้าของใหม่ ร้านเดิมสัญญาทุกสามปี ในราคา 1 ใน 5 ของที่เคยผ่อนธนาคาร มันก็ไม่เลวนะ เราเหลือเงินจากการขายจำนวนหนึ่ง และเราคาดว่าเราจะมีเงินเก็บจากที่เคยต้องไปจ่ายธนาคาร เราได้บ้านกลับมา เราไม่ต้องบีบตัวเองให้หาเงินให้ได้เยอะๆ ถ้าเราป่วยก็ปิดร้านไปนอนโรงบาล หรือจะไปเที่ยวสักสามสี่วันต่อปีก็ได้ เพราะก่อนหน้านี้เราไม่ได้ไปไหนเลย เพราะปิดร้านไม่ได้ ตังไม่พอให้ธนาคาร
สุดท้ายสิ่งที่อยากบอกคือ เราทุกข์เพราะเราอยาก ถ้าเราพอมันก็ไม่เหนื่อย พระเจ้้าก็ไม่ยอมให้เราอดตายหรอก และที่จริงการใช้ชีวิตในต่างจังหวัดมันก็ไม่ได้จำเป็นต้องใช้เงินเยอะด้วย
พอเป็นก็เย็นใจ
ชอบประโยคนี้จังมาจากโฆษณาอะไรสักอย่างในโรงหนัง มันก็ใช้ได้กับชีวิตเราจริงๆนะ
SHARE
Writer
Darknuys
Lecturer
กำลังพัฒนา

Comments