ตอนที่ 1: วาทกรรม
มนุษย์มีอิสระได้แค่ขอบเขตที่พระเจ้ากำหนดไว้.
บทนำ 
     ลมเบาๆหวิวปะหน้าบนระเบียงกลางดึกสงัด เสียงหรีดหริ่งเรไรจากป่าใกล้ๆระงมมาตามสายลม คืนนี้พระเจ้าคงขี้เกียจไปหน่อยลมจึงไม่กรรโชกเหมือนช่วงอาทิตย์ที่ผ่านมาที่ต้องเผชิญกับความบ้าคลั่งของพายุฤดูร้อน หลังจากจบกับหนังสือนิยายเชิงปรัชญาเล่มโปรดมาได้สักพักใหญ่ๆ ชายหนุ่มเริ่มตื่นตัวกับความเงียบงันของความคิดในระยะนี้ เขารู้ว่าควรทำอะไร

    เหมือนเช่นที่ผ่านมามนุษย์ใช้เวลาเป็นพันๆล้านปีตั้งคำถามเกี่ยวกับชีวิต เพราะแท้จริงแล้วสิ่งที่เป็นมนุษย์จริงๆหรือแก่นของวิญญาณหาใช่กายเนื้อสูงยืนตรงไม่ แต่เป็นความกังขาและอารมณ์ของมันต่างหากที่บอกไว้ว่าเป็นมนุษย์อยู่ ผู้มากมายเรียกตัวตนว่า คนหมู่มาก กำหนดกฎเกณฑ์ ตีตราการกระทำสิ่งใดถูกสิ่งใดผิดล้วนแต่ใช้ตัวตนเป็นมาตราวัดทั้งสิ้น อ้างถึงสิ่งที่เป็นวาทกรมมากำหนดชีวิตของกันและกัน ชายหนุ่มเชื่ออย่างที่คนหมู่มากบอกมาตลอดตั้งแต่วัยเยาว์

ปฐมบท
    ย้อนกลับไปไม่นานหลังจากที่เขาได้เรียนรู้ปรัชญาแขนงต่างๆแบบรวบรัดเสร็จ ในบาร์แห่งหนึ่ง เพลง EDM สลับกับ Mainstream บรรเลงอย่างผ่านๆหูของเขา ทว่าความสนใจนั้นหาใช่แสงสีหรือควันไฟไม่กลับเป็น"เธอ"ที่ปรากฎขึ้นในมโนทัศน์ แน่นอนเขาไม่รอช้าที่จะตั้งคำถาม

"ที่เห็นตรงนั้นเธอมีจริงหรือเปล่า? เราจะเชื่อประสาทสัมผัสเราได้จริงๆหรือ?"
"เว้นเสียแต่เธอจะเป็นอะไรที่เหนือกว่าประสาทสัมผัส"

ไม่รอช้า ชายหนุ่มผู้กังขาลุกขึ้นไปพร้อมหน้ากากของอารมณ์และชั้นเชิง 

"มาคนเดียวเหรอครับ" เขาพูดขณะหยิบมะเร็งสีขาวขึ้นมาคาบแล้วจุด
"ฉันอาจทั้งมาคนเดียวและไม่ได้มาคนเดียวก็ได้ค่ะ ใครจะรู้" เธอตอบพลางกวาดสายตาไปรอบๆ
"ถ้าไม่รังเกียจ ขอเป็นเพื่อนดื่มในคืนนี้ได้มั้ยครับ" รอยยิ้มกรุ่มกริ่มของเขาไม่เคยพลาดท่า
"น่าสนใจค่ะแต่ฉันคงให้ได้แค่สถานะเพื่อนดื่มเท่านั้นนะคะ ดูท่าคุณอาจต้องการเพื่อนร่วมเตียงด้วย" เธอกล่าวอย่างรู้ทันเขา
"ดูผมเป็นคนไม่ดีขนาดนั้นเลยเหรอครับ" หางเสียงเริ่มหายไปพร้อมกับการเก็บสายตาที่ซุกซน
"ฉันไม่สามารถตัดสินคุณได้หรอกค่ะ ให้พระองค์ตัดสินเองดีกว่า" เธอขยิบตาพร้อมจิบ
"โว้ว คุณคริสเตียนคนสวยมาทำอะไรในสถานอโคจรกันล่ะ" เขาเริ่มพยายามอ่านเธอ  
"อันที่จริงฉันไม่มีศาสนา" เธอพูดพลางขำเบาๆ 
"ถ้าเป็น Atheist คุณต้องไม่พูดเกี่ยวกับพระเจ้าสิ" เขาเริ่มสนใจในบทสนธนา
"ฉันไม่ใช่จำพวกนั้นหรอกค่ะ แต่คุณว่ามั้ยล่ะโลกหรือสิ่งที่อยู่ตรงหน้ามันต้องมีคนสร้าง"
"ผมกลับคิดว่าบางอย่างมันก็เกิดขึ้นเพราะปรากฎการณ์มากกว่ามีใครบงการนะ ไม่ยักคิดว่าคุณรู้จักปรัชญาด้วย"
 เขาดีนิ้วดังเปาะ ในแววตาเขาเหมือนเด็กๆกำลังสนใจของเล่น
"ไม่สำคัญหรอกว่าฉันรู้อะไร ที่สำคัญคือฉันเป็นอะไรมากกว่า" เธอตอบอย่างมีเลศนัย
"ยากนะที่จะหาคนที่พูดอะไรแบบนี้" เขายกแก้วเป็นเชิงว่าขอชน
"ยากไม่ได้แปลว่าไม่มีนี่คะ" เธอใช้นิ้วแตะที่ขอบแก้วของเขาและลดลง
"คุณนี่ร้ายไม่เบา คำพูดคำจาเชือดเฉือนจริง"
 ถึงเสียฟอร์มเล็กน้อยแต่หัวใจเขากลับพองโตอย่างประหลาด
"ดูคุณไม่เอ็นจอยกับบรรยากาศร้านนี้เท่าไหร่นะคะ" เธอเริ่มสังเกตุในตัวเขา
"อันที่จริงผมอาจเกิดผิดยุคก็ได้" เขายิ้มมุมปาก
"แล้วยุคของคุณในอุดมคติล่ะเป็นแบบไหน" เธอเท้าคางบนโต๊ะแล้วสบตาเขา
"ผมชอบบรรยากาศที่เก่าๆหน่อย คาเฟ่ในปารีสของซาร์ทคงเป็นยุคในอุดมคติของผม"
"แล้วทำไมฉันถึงพบคุณในร้านเสียงดังห้อมล้อมด้วยกระแสสังคมแบบนี้"
"coincidence or phenomena ล่ะ" เขาดับบุหรี่ลงบนพื้น
"ไม่เห็นต้องพูดสลับภาษา มันเป็นไปได้มั้ยที่จะมีแค่เอกภาษาในโลกนี้" เธอถอนหายใจเบาๆ
"มีสิ ผมถนัดพูดภาษากายนะ" เล่นลิ้นเป้นเรื่องถนัดของเขา
"ไม่รู้สิ ฉันเริ่มกังขาในข้อนั้นเหมือนกัน" เธอยิ้มมุมปากอย่างมีเลศนัยย์

    เวลาล่วงไปอย่างรวดเร็ว เขาเริ่มรู้สึกมึนทำให้รู้ว่าเธอเป็นนักดื่มที่เก่งใช่ย่อย
"เริ่มเมาหรือยัง" ความสนิทสนมของเธอเริ่มขึ้นในน้ำเสียงงัวเงีย
"ผมยอมรับเลยว่าผมแพ้คุณ" เขากล่าวพร้อมหัวเราะ
"ข้อเสนอก่อนหน้านี้ฉันกลับมันได้มั้ย" เธอเอื้อมมากระซิบข้างหู
"ผมฟังอยู่" เขาประหลาดใจ
"คุณเป็นที่ฉลาดนะ ฉันคิดเหมือนกันเลยกับคุณ"
"ว่ายังไงล่ะ"
"คนแบบเรามันหายากน่ะสิ"
"เรื่องบังเอิญหรือปรากฎการณ์ล่ะคุณว่า" เขายิ้ม
"Therefore, I'd leave with you." 
"นี่เหรอที่คุณจะกลับข้อเสนอและยังมาพูดอังกฤษใส่ผมอีกนะ"
"หรือคุณมีภาษาที่ดีกว่านี้ที่จะเล่าในเรื่องน่าอายที่กำลังจะเกิดขึ้นล่ะ"
"Yes, I do." เขารู็ว่าควรจะทำอะไรแล้วในตอนนี้

   ในห้องของเธอมีชั้นหนังสือมากมายตั้งอยู่ กลิ่นควันจางๆละคนกับกลิ่นหอมประหลาดคละคลุ้งอยู่ทั่วห้อง แจกันสีแดงและกุหลาบสีขาวบนหัวเตียงนอนสีแดงของเธอดูตัดกับผนังสีเทาที่ดูอึมครึม เธอขอเวลาจัดการตัวเองในม่านเปลี่ยนเสื้อข้างห้องน้ำ เขากวาดสายตาไปทั่วห้อง บนโต๊ะทำงานสีเบจของเธอถูกเติมแต่งอย่างกระจัดกระจายด้วยกองกระดาษและหนังสือเล่มหนา เขาถือวิสาสะเดินไปชำเลืองมอง รายงานภาษาอังกฤษและเอกสารบรรณานุกรมกองนั้นดูท่าจะบอกได้ว่าเธอทำงานเกี่ยวกับภาษาและสังคมศาสตร์ ไม่มีรูปบุคคลใดอยู่ในห้องเว้นแต่รูปเสมือนของ Rene Descartes อันใหญ่แขวนไว้บนหัวนอนของเธอ พูดได้ว่าเขาประทับใจไม่น้องที่เธอคนสนใจในอะไรแบบนี้เช่นเขา

"คุณจะสูบบุหรี่ก็ได้นะ แต่ฉันไม่ mind หรอกถ้าคุณจะแบ่งสักมวนไว้ให้ฉันตอบเช้า" เสียงเธอจากข้างหลังม่านดูซุกซน
"แน่นอนผมไม่หวงหรอก" เขานั่งลงบนโซฟาสีแดง
"ฉันคิดว่าคุณอาจกระหายน้ำ" เธอเดินมาหาเขาที่โซฟา
"ผมคิดว่าคุณเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วซะอีก" เขามองเธอด้วยสายตาที่ซุกซน
"อันที่จริง" เธอหันหลัง
"ซิปข้างหลังของฉันมันดูมีปัญหากับสถานะของคุณตอนนี้แน่ๆ" เธอพูดพลางรูดซิปลงมากึ่งนึง
"ศีลธรรมมันคงบางเบาเหมือนซิปเดรสตัวนี้ของคุณก็ว่าได้" เขาลุกขึ้นรูดซิปเดรสสีแดงช้าๆ
"ศีลธรรมมันก็แค่วาทกรรม หรือคุณจะปล่อยตัวไหลไปตามสังคมล่ะหนุ่มน้อย" เธอเริ่มยั่วยุ
"ถ้าผมรูดซิปนี่เสร็จ ตัวคุณกับผมคงไม่มีพรมแดนศีลธรรมมาแบ่งกันแล้ว"
"เล่นลิ้นเก่งจริงนะพ่อคุณ"
"ผมไม่รู้อะไรเลยต่างหาก"


เดรสสีแดงหล่นร่วงลงพื้นอย่างช้าๆ เผยทรวดทรงของเธอที่ไม่อวบและผอมเกินไป ผมสั้นสีน้ำตาลและริมฝีปากอวบอิ่มพอๆกับเนินอกของเธอ ทำเอาเขากลืนน้ำลายดังเอื้อก งานศิลปะชิ้นเอกของพระเจ้าอยู่ตรงหน้าเขาแล้ว 

"ถ้ารอช้า อาหารจะเย็นชืดก่อนนะเด็กน้อย" ร่างเปลือยของเธอบนเตียงสีแดงเชื้อเชิญเขา
"แน่นอน"
"ตอนนี้ผมเป็นมนุษย์ที่แท้จริงแล้ว"
 

To be continued..
SHARE
Written in this book
Red woman
ปราช เด็กหนุ่มที่ต้องพบเจอกับเหตุการณ์ประหลาดที่อธิบายได้ยากในหลักเหตุผล และวันนั้นเองที่เขาได้พบกับผู้หญิงในชุดสีแดง ทุกอย่างรอบตัวเขากลับหมุนกลับและดูยุ่งเหยิง รวมถึงชะงักจิตของเขาให้เป็นไปตามความประสงค์ของบางอย่าง 
Writer
Nocturnal
Sincered human being
I​ don't​ fear a​ curtain death, death​ is​ curtain.

Comments

abbas_chamod
3 years ago
สนุกอ่ะ ^^
Reply
Nocturnal
3 years ago
ขอบคุณครับบ
SKDROP
3 years ago
THAT'S GOOD AMIGO :)
Reply
Nocturnal
3 years ago
Muchas gracias!

Nocturnal
3 years ago
Muchas gracias!