Always
"รู้สึกยังไงตอนพี่บอก...คำนั้น"
นี่คงเป็นคำถามที่ผมอยากถาม "เค้าคนนั้น" มากที่สุดหากได้เจอหน้ากันอีกครั้ง

ทุกวันนี้เราสื่อสารกันผ่านตัวอักษร สัมผัสอารมณ์และสีหน้าของอีกฝ่ายด้วยสติ๊กเกอร์ 
นาน ๆ ทีถึงจะได้ยินเสียงที่คุ้นเคยผ่านโทรศัพท์ เสียงของเค้าไม่เคยเปลี่ยนไปสำหรับผม...มันยังคุ้นหูเสมอ

เรารู้จักกันมาหลายปีแล้ว เริ่มต้นจากการพบเจอและรู้จักกันโดยบังเอิญ เมื่อเราอายุยังน้อยการรู้จักใครสักคนเป็นเรื่องง่ายมาก ๆ 
ง่าย ต่อการเริ่มต้นรู้จัก
ง่าย ในการที่จะรู้จักกันมากขึ้น
ง่าย ต่อการสนิทกัน...สนิทใจ ไว้ใจ เชื่อใจ
ผมเชื่ออย่างนั้นนะ

ตอนนั้นผมไม่เคยถามตัวเองว่ารู้สึกอย่างไรกับเค้ากันแน่ แค่อยากเจอหน้าทุกวัน อยากคุยด้วย อยากทำให้เค้ายิ้ม อยากกินข้าวกลางวันด้วยกัน ถ้าเค้าขอหรือให้ช่วยอะไรอยากจะทำให้ทันที อยากเป็นคนแรกที่เค้านึกถึงไม่ว่าจะเรื่องอะไร อยากเป็นคนแรกที่เค้าเดินเข้ามาหาหรือมาถามเวลาเจอปัญหาอะไร

ว่าง่าย ๆ คืออยากเข้าไปมีบทบาทอยู่ในชีวิตของเค้านั่นเอง

ซึ่งช่วงเวลาในอดีตนั้นผมได้ทำในสิ่งที่อยากทำแทบจะครบทุกอย่าง มันเป็นความทรงจำที่ดีมาก ๆ ที่ติดตรึงอยู่ในใจ เป็นความรู้สึกที่เชื่อว่าไม่น่าจะหาได้จากที่ใดอีก
ไม่เคยมีใครที่ผมได้ทำและได้รู้สึกมากขนาดนี้ พูดได้อย่างเต็มปากว่าเป็นช่วงเวลาของชีวิตที่มีค่ามาก ๆ

ทุกนาทีที่ผ่านไปตอกย้ำความรู้สึกนี้จนมันชัดเจน...ชัดเจนว่าคือความรัก จะเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้
 
ครั้งหนึ่งเพื่อนของผมเคยถามเค้าว่ารู้จักกับผมได้ยังไง คำตอบของเค้าดูสั้นๆ แต่ทำให้หัวใจของผมพองโตแบบไม่เคยเป็นมาก่อนในชีวิตนี้
พรหมลิขิตมั้ง
ไม่มีสิ่งใดคงอยู่นานอย่าที่เราคาดหวัง วันเวลาผ่านไปโดยบันทึกสิ่งดี ๆ ที่เกิดขึ้นไว้ในความทรงจำพร้อม ๆ กับที่นำพาวันแห่งความไกลห่างมาถึง
ต่างคนต่างมีหน้าที่และเส้นทางของตนเองและนั่นทำให้เราต้องเดินไปคนละทาง...ทางซึ่งผมเชื่อว่าไม่น่าจะมีโอกาสมาบรรจบกันให้ผมได้สร้างความทรงจำดี ๆ กับเค้าคนนั้นอีก

มาถึงตรงนี้คงจะแลดูเหมือนว่าเราได้คบกันและเลิกรากันในที่สุด...ความจริงคือผมอยู่ในฐานะพี่ชายเสมอมา
ใช่แล้วครับ! ผมได้รับฐานะนี้เป็นผลตอบแทนของความรัก ความห่วงใย ความเอาใจใส่ และความคิดถึงที่มีให้เค้ามาโดยตลอด

เมื่อเราเรียนจบก็ต้องแยกย้ายไปในเส้นทางแห่งความฝันของตัวเอง...ก็เท่านั้นเองครับ

ในวันที่เราอายุน้อยเราไม่เคยกังขากับผลตอบแทนแห่งความรักของเราหรอก เราเชื่อในความรู้สึกที่บริสุทธิ์ของเรา เราเชื่อว่าไม่ว่ามันจะเป็นอย่างไรแค่เราได้รู้สึกกับเค้าแบบนั้น ได้ทำอะไรดี ๆ ให้เค้า ปรารถนาดีต่อเค้า แค่นั้นก็คุ้มค่ากับหัวใจของเรามากพอแล้ว

ต่อเมื่อโตขึ้น...ก็น่าแปลกที่เรารู้สึกต่างออกไป เราเริ่มถามว่า "ทำไมเค้าถึงไม่รู้สึกเหมือนเรา" พร้อม ๆ กับที่เราโหยหาวันวานอยากได้มันกลับคืนมา อยากย้อนเวลากลับไปบอกให้เค้ารู้ว่าผมรู้สึกจริง ๆ อย่างไร

ใช่แล้วครับ! ผมไม่เคยบอกเค้าตรง ๆ ว่ารู้สึกอย่างไร
 
เชื่อว่าทุกคนคงมีเหตุผลที่แตกต่างกันสำหรับการบอกและไม่บอกความรู้สึกของตัวเองออกไป ผมเข้าใจดีครับเพราะได้ผ่านมาแล้วทั้งสองอย่าง ทั้งเก็บไว้ไม่บอกและยอมบอกในที่สุด

ตอนที่ไม่บอกเพราะกลัวว่าบอกไปแล้วเราจะเสียเค้าไป บอกไปแล้วระหว่างเราจะไม่เหมือนเดิม เคยดี ๆ ต่อกันถ้าเค้ารู้แล้วจะเพิ่มช่องว่างระหว่างกัน กลัวว่าเค้าจะเหินห่างจากเราไป เพราะงั้น...สู้เก็บมันเอาไว้เป็นความลับในส่วนลึกของใจก็แล้วกัน และใช้ทุกโอกาสที่มีในการแสดงออกถึงความเอาใจใส่ ความห่วงใย และความรักของเราให้เค้าเห็น เผื่อว่าเค้าจะสัมผัสได้จากการกระทำของเรา เผื่อว่าเค้าจะรู้สึกดีตอบจากสิ่งดี ๆ ที่เราพยายามทำให้

ผมเก็บมันไว้ได้ 7 ปีแล้วก็ตัดสินใจที่จะบอกในที่สุด
 
อยู่ดี ๆ ทำไมถึงกล้าที่จะบอกสิ่งที่รู้สึกจริง ๆ ออกไปนะหรอ...ตอบยากแฮะ มันเป็นเรื่องของความรู้สึกล้วน ๆ
รู้สึกว่ามันเป็นความจริงอย่างหนึ่งที่เราอยากให้เค้ารู้ 
รู้สึกว่าอยากรู้ว่าถ้าเค้ารู้แล้วจะเป็นอย่างไร จะทำอย่างไร ตอบเราอย่างไร
รู้สึกว่าเป็นความเสี่ยงระดับสูงอย่างหนึ่งในชีวิต ที่อยากจะลองดูสักครั้งให้เป็นบทเรียนและประสบการณ์ที่สำคัญในหน้าหนึ่งของชีวิตนี้

ด้วยความที่เค้ามีภาระมากมายในชีวิตผมจึงไม่กล้าที่จะโทรไปบอกเค้า กลัวจะรบกวนเวลา กลัวเค้ากำลังยุ่ง ๆ อยู่ กลัวว่าสิ่งที่ผมตั้งใจจะบอกคงไม่สลักสำคัญอะไรมากสำหรับเค้า 
ผมทักไลน์ไปแล้วบอกทุกสิ่งที่ผมอยากจะบอก
เค้าตอบกลับด้วยสติ๊เกอร์หน้ายิ้มหนึ่งตัว
ผมยังโชคดีที่เค้าไม่ได้ตอบอะไรที่ทำให้เสียใจ และไม่ได้ใช้คำที่ทำให้มีความหวัง (ซึ่งจริง ๆ ก็ไม่ได้หวังหรอก เพราะรู้ดีแต่แรกอยู่แล้ว) 
โชคดีที่อย่างน้อยอะไรดี ๆ ที่มีมาไม่ได้เสียมันไป มันไม่ได้มลายหายไปโดยทันที
โชคดีที่ยังเป็นเหมือนเก่า ยังเป็นคนที่เค้าโทรมาถามเวลาเจอปัญหาบางอย่างเหมือนเคย

นอกเหนือจากตัวอักษร สติ๊กเกอร์ หรือเสียงที่ได้ส่งถึงกันตามแต่โอกาส (และความคิดถึงของผม) ก็เห็นจะเป็นภาพถ่ายของเค้านี่แหละที่ทำให้ผมได้ติดตามความเป็นไปในชีวิตของเค้าอยู่เสมอ
เค้าเล่นกล้องด้วยนะ! 

ภาพถ่ายที่ดูเหมือนจะมีเรื่องราวเบื้องหลังถูกอัพโหลดเข้าสู่ Instagram และแชร์ต่อมาถึง Facebook ผมทำได้แค่กด Like ...และบางครั้งก็คอมเม้นต์อะไรบ้างเล็กน้อย
ในฐานะ Friend บนโลก Social Media ก็ทำได้อยู่ 3 อย่าง Like, Comment, Share
ทุกภาพที่เค้าถ่ายกับเลนส์ ปรับแสง/ใส่ฟิลเตอร์กับแอพ อัพโหลดผ่านสมาร์ทโฟน พอจะทำให้ใครคนนึงที่อยู่นอกเลนส์ได้ดูแล้วคลายความคิดถึงลงบ้าง เสมือนได้รับรู้ความคิดของเค้า ได้เห็นชีวิตและสิ่งแวดล้อมที่เค้าอยู่ รวมถึงได้สัมผัสมุมแห่งสุนทรียภาพของเค้าซึ่งไม่เคยเห็นมาก่อนหน้านั้น

แสงแดด ต้นไม้ แมว กระรอก เพื่อนฝูง และอีกมากมายที่เค้าหันเลนส์ไปหา โฟกัส และกดชัตเตอร์
เลนส์และกล้องของเค้าอาจจะบันทึกภาพต่าง ๆ มากมายที่ผ่านเข้ามาในชีวิต
แต่ความทรงจำของผมบันทึกเรื่องราวของเค้าเอาไว้เสียเป็นส่วนใหญ่...นับแต่วินาทีที่เขาผ่านเข้ามาในชีวิตของผม
แม้เราจะไม่ได้เป็นอะไรกัน แม้จะมีแค่ผมที่พยายามบันทึกเค้าเอาไว้ในชีวิต แต่ผมก็รู้สึกว่ามันคุ้มค่าที่จะทำเช่นนั้น 
คุ้มค่าที่จะบันทึกใครสักคนเอาไว้ในความทรงจำ  

เลนส์ของเค้าอาจจะไม่มีโอกาสได้หันมาทางผม...หรือผมอาจจะไม่มีโอกาสได้อยู่หน้าเลนส์ของเค้า
ผมก็ยังหวังว่าในความทรงจำของเค้าจะมีผมบ้าง แค่นั้นผมก็ดีใจแล้ว
เพราะนั่นแปลว่าอย่างน้อยผมก็ไม่ได้บันทึกเค้าเอาไว้อยู่คนเดียว 
ในห้วงแห่งความคิด ในห้วงแห่งความทรงจำ เราอาจจะบันทึกอีกคนไว้ไม่เท่ากัน
เค้าอาจจะบันทึกผมไว้เพียงภาพนิ่งภาพหนึ่ง

ผมบันทึกเค้าไว้ราวกับซีรีส์เรื่องยาวทีเดียว 

SHARE
Writer
plewplerng
Lazy office man
จากคนชอบอ่านที่อยากจะเขียน... จากคนที่ชอบเขียน ชอบคิด เพ้อฝันบ้าง สู่คนขี้เกียจที่นาน ๆ ทีจะเขียน...ชอบกิน เที่ยว ดูหนัง และนอน

Comments