Still on my mind.

จริงๆ เรื่องนี้เคยเขียนเป็นแฟนฟิคในเว็บไปแล้วล่ะ แต่แฟนฟิคชั่นมันก็คือแฟนฟิคชั่น …มันก็แค่เรื่องที่แต่งขึ้น แต่พอดีกับ storylog มีโปรเจ็คดีๆ ให้เขียนถึงใครคนคนนึง ซึ่งจริงๆ ก็ไม่ทันนะ หมดเขตไปเมื่อวาน (แต่เราเพิ่งเห็นไง) ก็ไม่เป็นไร ก็อยากเขียนถึงอยู่ดี เผื่อวันนึงเขาได้เข้ามาอ่านเนอะ 
Dare You To Write…To you  #พี่ลิง


...
คุณคิดว่าโลกมันกลมมากแค่ไหน? มันกลมมากพอที่จะทำให้เรารู้จักกับใครที่ไม่คิดว่าจะได้รู้จักหรือเปล่า?

มันอาจจะเรียกว่าพรหมลิขิต ชะตากรรม ความบังเอิญ หรืออะไรก็ตามที่คุณอยากจะเรียก

แต่สำหรับฉันน่ะ มันเรียกว่า .. ความน่ารัก :)
 
เราเจอกันในเย็นวันนึงที่ตัวฉันเองได้ตบปากรับคำว่าจะไปทานข้าวกับพี่ที่ฉันสนิทด้วย

 .. เขาคนนั้นเป็นเพื่อนของพี่ฉัน

เราเรียนคนละสาย ทำงานคนละสาย อยู่กันคนละจังหวัด …. แต่ก็เพราะโลกมันกลมมั้ง เราก็เลยมาเจอกันได้

เขาไม่ใช่คนหล่ออะไร แถมยังผอมเก้งก้าง … แต่ทรงผมไถข้างมัดจุกตรงกลางน่ะ มันทำใจฉันสั่นนิดๆ นะ

เขาเป็นคนสุภาพ แต่คุยสนุกสนาน … เป็นครั้งแรกเลยละที่รู้สึกว่าทำไมเราคุยกันได้สนุกขนาดนี้ ทั้งๆ ที่เราเพิ่งได้เจอกัน….

เรื่องวันนั้นจบลงด้วยการทานข้าว ดูหนัง นั่งชิล และแยกย้ายกันไปใช้ชีวิตของตนเอง ทำหน้าที่ของตนเอง

… แต่เป็นฉันเองที่กำลังเริ่มต้นความสัมพันธ์นั่น
 
หลังจากที่ใช้เวลาหาเฟสบุ๊คเขาพักใหญ่ๆ ฉันกลับใช้เวลาประมาณสามสี่วันในการคิดว่าจะแอดเฟสบุ๊คเขาดีไหม? ก็แน่ละ … เคยแอดใครก่อนที่ไหนกัน

… อาจจะเป็นเพราะมือลั่น ใจเร็ว มือเลยกดปุ่มแอดเพื่อนไป

ตึกตัก ตึกตัก ติ๊ง!!!!

ภายในเวลาไม่นานเขาก็รับฉันเป็นเพื่อนอย่างรวดเร็ว

หูยยยยยยยยยยยย ใจเต้นแรงมากเลยล่ะ ^^

จะเรียกว่ารักแรกพบไหม … ฉันก็ไม่ได้รู้สึกขนาดนั้น แต่เป็นครั้งแรกที่แค่อยากรู้จักเขามากขึ้น


....เหรอ?

ไม่เลย ฉันไม่ได้รู้จักเขามากขึ้นเลย เพราะเราไม่ได้คุยกัน

เราก็ต่างเงียบหายไปจากกันและกัน ด้วยหน้าที่และความรับผิดชอบหลายอย่างในเวลานั้น

จนวันนึง… มันเป็นวันที่ฉันสอบวิทยานิพนธ์เสร็จสิ้น … แน่นอนว่างานอัพรูป งานแสดงความยินดีมาทุกช่องทางการติดต่อจริงๆ

ติ๊ง!!!!!

ในขณะที่ฉันกำลังตอบแชทเพื่อนๆ ไป แชทหนึ่งก็เด้งขึ้นมา … ชื่อคุ้นๆ นะ

ตึกตัก ตึกตัก

หว่า…….. พี่เขานี่เอง เขาทักแชทมาเพื่อแสดงความยินดีกับฉัน

อืม…. ก็ตกใจนิดหน่อย ก็เราน่ะไม่เคยคุยกันหลังจากวันนั้นนี่หน่า เห็นชีวิตเขาผ่านหน้าเฟสบุ๊คล้วนๆ เลย

และเรื่องราวหลังจากนั้นมันก็ถูกสานต่อ….

เฟสบุ๊คเป็นช่องทางเดียวที่เราใช้ติดต่อกัน กดไลค์กันไปมา แสดงความคิดเห็นให้กันบ้าง แชทกันนิดหน่อย

เรารู้จักกันผ่านเฟสบุ๊ค รับรู้เรื่องราวของกันและกันผ่านหน้าฟีด

แต่ฉันก็เต๊าะเขาผ่านหน้าฟีดนั่นละ ซึ่งเป็นอะไรที่เป็นครั้งแรกเหมือนกันที่จีบผู้ชายก่อน 555

มันคือการเล่นสนุกๆ นั่นละ ไม่ได้คิดจริงจังอะไรเลย เพราะฉันไม่คาดหวังอะไรในความสัมพันธ์นี้

เพราะอย่างที่บอกเราไม่เคยคุยกันเยอะแยะขนาดนั้น ไม่เคยเข้าไปในโลกของกันและกัน

… เพียงแค่รู้สึกว่าประทับใจในตัวเขามันก็เท่านั้น

แคปชั่นต่างๆ เสี่ยวๆ เริ่มเอามาใช้ในเฟสบุ๊ค … ผู้หญิงขี้อายอย่างฉันนี่ละที่ทำ ไม่ได้บอกทุกคนบนโลก แต่ที่ขึ้นแคปชั่นไปแบบนั้น ก็เพียงเพราะเขาคนเดียว

เขาเองก็อาจจะรับรู้อะไรบางอย่าง หรืออาจจะอยากลองของแกล้งเราไปเล่นๆ แต่ไม่ว่ายังไงก็ตาม… มันทำให้เราคุยกันมากขึ้น

แต่ถึงจะเป็นแบบนั้น ...เราก็ยังไม่ได้เข้าไปในโลกของกันและกันอยู่ดี


...
อย่างที่ฉันถามไปข้างต้น ว่าคุณคิดว่าโลกมันกลมมากแค่ไหน?

โลกที่ฉันเจอ...มันก็กลมมากเกินไป กลมเกินกว่าที่เราจะคาดคะแนได้



….เขาเดินมาหาฉันพร้อมตุ๊กตาลิงในมือในวันรับปริญญาของฉัน

ฉันรับมันมาด้วยรอยยิ้มและเก็บตุ๊กตาตัวนั้นไว้บนเตียงนอนของฉัน… เพียงตัวเดียว

ความสำคัญของเขาอาจมากพอที่ทำให้ฉันอยากไปต่อนะ

ฉันไม่เคยรู้หรอกว่าระหว่างทางที่ฉันเดินทางมา เรื่องราวที่เขาเล่าให้ฟังเป็นเรื่องค่อนข้างจะเรียกว่าความลับสักหน่อยซึ่งฉันมารู้ในวันที่พี่สาวของเขาบอกฉันในวันนึง

แต่ถึงแบบนั้นฉันก็ไม่กล้าคิดไกลหรอกนะ ถึงแม้หัวใจมันจะไกลมากแล้วก็ตาม

มันเป็นความสัมพันธ์แปลกๆ ฉันเป็นใคร? ฉันเป็นแค่คนที่รู้จักผ่านเพื่อนเขา เคยเจอกันจริงจังเพียงครั้งเดียว ฉันไม่กล้าคิดเข้าข้างตัวเองว่าพี่เขาชอบฉัน … เพราะเขาไม่เคยแสดงอาการอะไรเลย ไม่เคยจีบเหมือนที่คนอื่นทำ ไม่เคยอยากเข้ามาในโลกของฉันเหมือนอย่างที่คนอื่นอยากเป็น ไม่เคยเข้าใกล้ฉันเหมือนหลายคนทำ แต่เขากลับเข้ามาอยู่ในใจฉันตอนไหนก็ไม่รู้ …. เพราะรู้ตัวอีกที


You still on my mind…

 
เรื่องราวมันฟังดูดีขึ้นหลังจากนั้น เป็นฉันเองที่อยากเข้าใกล้โลกเขาอีกนิด มันไม่ใช่ความคิดชั่ววูบอะไรเลย ฉันแล้วคิดอีกเป็นเวลานาน คนหัวโบราณคร่ำครึเรื่องรักนวลสงวนตัว เรื่องผู้หญิงจีบผู้ชายก่อนมันน่าเกลียดมันก็ยังกั้นให้ฉันไม่กล้า

...แต่อีกเสียงหนึ่งมันกลับดังขึ้นในหัวว่า อยากทำตามเสียงหัวใจตัวเองสักครั้ง อยากลองใช้หัวใจนำทางความรักดูบ้าง



…แต่ทุกอย่างบนโลกมันไม่ได้เป็นไปอย่างที่หวังหรอก

ถ้าโลกนี้ทุกคนมีแต่ความรัก … ก็ไม่มีคนอกหัก

เขียนมาถึงตรงนี้ ฉันก็ยังไม่แน่ใจว่าอย่างฉันเรียกว่าอกหักหรือยัง เพราะเราต่างก็หายไปจากกันและกันแค่นั้น เป็นตัวฉันเองที่ต้องประคับประคองตัวเองให้เดินต่อไป ความรู้สึกที่เกิดขึ้นเองก็ต้องรับผิดชอบตัวเองให้ได้

เขาไม่ผิดอะไรเลย เขาแค่เข้ามาถูกช่วงเวลาถูกจังหวะของฉัน

 
...เพียงแต่จังหวะของเราอาจจะไม่ตรงกัน

ฉันดีใจนะที่ได้รู้จักเขา เวลาสองปีที่เราเดินขนานกันไป มันก็ไม่ได้ทำให้ฉันรู้สึกแย่อะไร

มันอาจจะมีบ้างช่วงแรกๆ ที่เขาหายไปจากชีวิต

แต่มาถึงตอนนี้ … เขาก็ยังเป็นคนที่น่ารักในโลกของฉันอยู่ดี

ขอบคุณความน่ารักที่เกิดขึ้น ไม่ว่าฉันจะเป็นใครสำหรับตัวเขา

แต่สำหรับฉัน …. เขาก็ยังเป็นคนที่ฉันคิดถึงอยู่ดี

มันไม่ง่ายหรอกนะที่เราจะรู้สึกดีกับใครสักคนได้

มันไม่ง่ายหรอกนะที่เราจะได้ออกจากเปลือกที่ห่อหุ้มตัวเราเพียงเพราะใครบางคน
 
ขอบคุณทุกอย่างที่ทำให้ฉันได้เจอเขา

ขอบคุณที่ทำให้เราได้รู้จักกัน...
 
ยินดีที่ได้รู้จักนะคะ #พี่ลิง

สุดท้ายนี้ ...ขออัญเชิญบทเพลงพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาเขียนในบทความนี้ 
เพราะเพลงนี้ … สื่อถึงความรู้สึกของฉันได้ดีที่สุด

‘Still on my mind’

I can't get you off my mind,

However I try.

The flame kindled in my heart

Keeps burning high.

Though time has the power to quell,

It really cannot dispel

The magic touch of your hand,

So gentle in mine.

When night's curtain starts to fall

And light fades away,

My thoughts fly back to that day,

You were so near.

This song will never, never end.

And time we cannot suspend.

You'll be ever and ever,

Still on my mind.



SHARE
Writer
Wanaa
๋Just one person
พยายามจะเขียนให้ได้ทุกวันหลังจากนี้ *เกี่ยวก้อย*

Comments