ชายตาบอดบนรถไฟชั้นสาม
สถานีบางซื่อ ยามบ่าย
อากาศร้อนอบอ้าว ลมร้อนพัดโปรยปราย
เหงื่อไหลซึมเสื้อยีนส์ จนเป็นสีฟ้าอ่อน
ชานชลาคลาคล่ำไปด้วยผู้คน

ฉันกำลังซื้อตั๋วกลับบ้าน ที่พัทลุง
ฉันใช้บริการรถไฟบ่อย เมื่อกลับปักษ์ใต้
ระยะทางกว่า 800 กิโลเมตร 
ถ้านั่งรถทัวร์ ฉันคงเมารถแย่แน่ๆ

รถไฟส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าด เมื่อเทียบชานชลา 
เสียงล้อรถไฟกระทบรางเหล็กสนิทเขรอะ
ฉันก้าวเท้าขึ้นรถไฟ และพลางมองหาที่นั่ง

ฉันได้รถไฟชั้น3 เพราะที่นั่งอื่นถูกจองเต็มหมดแล้ว
ซึ่งก็ไม่มีใครบอกฉัน ว่าช่วงเทศกาลตั๋วรถไฟก็เต็มหมด
แต่ช่างมันเถอะ นั่งตรงไหนก็ถึงจุดหมายเหมือนกัน

รถไฟแล่นมาเรื่อยๆ ฉันยื่นหน้าออกนอกหน้าต่าง
พลางให้สายลมปะทะกับใบหน้า
ให้ความรู้สึกที่ดี และสดชื่นไม่ใช่น้อย
รถไฟแล่นมาถึงจังหวัดนครศรีธรรมราช
ซึ่งอีกหน่อยก็จะถึงบ้านของฉันแล้ว

ที่นั่งตรงข้ามฉันที่วางมาเนิ่นนาน
กลับถูกแทนที่ด้วยสองพ่อลูกที่เพิ่งขึ้นมา
ชายชราผมขาวแซมทั่วหัว หนวดเครารุงรังและขาวโพลน
ใบหน้ามีริ้วรอยแห่งกาลเวลา รับกับผิวที่กร้านแดดและลมฝน

ส่วนลูกชายเป็นเด็กหนุ่ม ตัดผมสั้นเกรียน ใส่แว่นตาดำ พลางเสียบหูฟัง ฟังเพลงจากโทรศัพท์มือถือ
ฉันไม่ได้สนใจอะไรมาก พลางเผลอหลับและตื่นขึ้นมา

ฉันพบว่ามือถือของฉันแบตหมดเสียแล้ว
แบทสำรองก็เพิ่งพังไปเมื่อหลายวันก่อน
ใกล้จะถึงพัทลุงแล้ว จะติดต่อกับที่บ้านอย่างไรดี

เหลือบไปเห็นฝั่งตรงข้าม เด็กหนุ่มใส่แว่นตาดำกำลังเล่นมือถือและชาร์ทแบทสำรองอยู่
ไม่เห็นเงาผู้คนเป็นพ่อ สงสัยลุกขึ้นไปสูบบุหรี่

ฉันเอ่ยถามเด็กหนุ่มด้วยภาษาใต้
"น้องบ่าว พี่ขอชาร์ทแบทหิดถิ"
(น้องครับ พี่ขอชาร์ทแบทด้วยได้ไหม)
เด็กหนุ่มยิ้มแล้วตอบว่า "ได้ครับ พี่บ่าว"


ฉันยื่นมือถือให้ แต่เด็กหนุ่มทำท่าทางแปลกๆ เขายื่นมือออกมาในอากาศ
พลางทำท่าทางควานหามือของฉัน
เมื่อเขาหาเจอ เขาลูบมือของฉันจนเจอมือถือ
แล้วหยิบมือถือของฉัน พลางหยิบสายชาร์ทมาต่อ ลูบๆถูๆจนชาร์ทเข้า 

เขายื่นให้ฉันดูแล้วถามว่าเรียบร้อยไหม
ฉันได้แต่แปลกใจกับท่าทีของเด็กหนุ่ม

สักพักพ่อของเด็กหนุ่มเดินเข้ามา
เห็นท่าทีของฉัน เขาเลยตอบในสิ่งที่ฉันคาใจ
ลูกผมตาบอดนิ มองไหรไม่ค่อยเห็น ตาบอดแลกเอียดๆ มองเห็นหิดเดียว

(ลูกผมตาบอดครับ มองอะไรไม่ค่อยเห็น ตาบอดตั้งแต่ตอนยังเด็กๆ ตอนนี้มองเห็นแค่ลางๆ)

เขาตอบพร้อมกับยิ้ม พร้อมเล่าต่อว่า ลูกของเขาใช้ชีวิตได้เหมือนคนปกตินั่นแหละ 


เขาอาจจะมองไม่เห็น แต่หัวใจเขารู้สึกเสมอ

ฉันได้แต่ทึ่งมาตลอดทาง เพราะก่อนหน้านี้ฉันเห็นเด็กหนุ่มเล่นมือถือ เล่นแชท Facebook มาตลอดทางเหมือนคนปกติ
แต่ที่ไม่ปกติคือเขาจะเอียงหน้าจอเล่น
ซึ่งตอนแรกฉันแค่คิดว่าเขาสายตาเอียงเฉยๆ

รถไฟแล่นมาถึงสถานีปลายทางแล้ว
เสียงประกาศของประชาสัมพันธ์ดังกึกก้อง
"ที่นี่สถานีพัทลุง ที่นี่สถานีพัทลุง"        ผู้โดยสารที่มีสัมภาระ โปรดเตรียมพร้อมก่อนลงจากขบวน

ฉันหิ้วกระเป๋าใบโต และบอกลาสองพ่อลูก ระหว่างทางลงจากรถไฟ
การเดินทางในครั้งนี้ได้สอนฉันให้รู้ว่า
ถ้าหากเรายังใช้ออกซิเจนในการหายใจ....ก็อย่าไปคิดว่าเราเหนือกว่าใครในโลกใบนี้
แล้วคุณละ ? ใช้ออกซิเจนหายใจเหมือนผมมั้ย?
SHARE
Writer
Pratchawitdax
Reader&Writer
Writing Express

Comments