จบบทสนทนาด้วยคำว่า'ฝันดี'
ฝันดีนะ

คำสองหรือสามพยางค์ของบทสนทนาระหว่างบุคคลที่ได้ยิน ได้เห็น ได้พิมพ์ ได้อ่าน กันบ่อยๆ มันเป็นคำจบท้ายที่ทำให้คนอ่านหรือคนฟังรู้สึกดีโดยไม่รู้ว่าทำไม?....ทั้งๆที่เราไม่รู้ด้วยซ้ำว่าคืนนี้เราจะ'ฝันดี'จริงๆหรือเปล่า?

และความสัมพันธ์เป็นตัววัดระดับความรู้สึกของคำว่า'ฝันดี'เช่นเดียวกัน
-ถ้าเพื่อนกันบอกฝันดี เราก็คงจะ...เออ...ออ...บอกฝันดีกลับไปจากนั้นก็คงวางโทรศัพท์ลงข้างตัวเฝ้าพระอินทร์ในเวลาต่อมา

-ถ้าเป็นคนในครอบครัว เราก็คงรู้สึกอุ่นใจรวมถึงถ้าเป็นคนไกลบ้านก็อาจจะมีเสียน้ำตาหรือมีอาการคิดถึงบ้านกันบ้าง

-ถ้าเป็นคนรัก แน่นอนว่าเป็นความสัมพันธ์ที่ทำให้คนเป็นบ้ามากที่สุดเพราะไม่แน่ว่าคำว่า'ฝันดี'อาจจะไม่ใช่บทสนทนาจบอย่างแท้จริง กว่าคน2คนที่มีความรู้สึกดีๆต่อกันจะจบบทสนทนาจริงๆมักจะมีการพูดคุยกันเพิ่มอีกยาว....แต่ถ้าคำว่า'ฝันดี'เป็นบทสนทนาจบจริงๆ เราจะมีความรู้สึกที่ดีจนต้องมานอนเพ้อกันเลยทีเดียว อาจจะมีการนอนอมยิ้มมองหน้าจอจนง่วงหลับไปหรือตอบกลับด้วยคำที่หวานกว่า...

ทั้งหมดเป็นเรื่องดีๆที่คำว่า'ฝันดี'มีให้



เพียงแต่่...สำหรับบางคนคำว่า'ฝันดี'ไม่ใช่แค่คำจบบทสนทนาระหว่างวันแต่เป็นคำจบบทสนทนาที่ไม่มีวันได้คุยกันอีก

ข้อความสุดท้ายที่ได้รับ...หลังจากนั้นไม่เคยได้รับอะไรต่อจากนี้อีกเลย....อาจจะดีกว่าถ้าข้อความสุดท้ายเป็นคำว่า'เลิกกัน'อย่างน้อยๆคนรับจะได้ตื่นจากความฝันมาพบกับความเป็นจริงเสียที...ไม่ใช่ปล่อยให้จมอยู่กับความคิดว่าสักวันจะมีข้อความใหม่ๆในเช้าอีกวัน...
ฝันดีนะ
 

SHARE
Writer
Homegirldiary
Freelance,writer
Homegirldiary : ชะนีติดบ้านที่ไม่ไปไหนไกลกว่าประตูหน้าบ้านตัวเองจะมาบอกเล่าเรื่องราวผ่านตัวอักษรและมุมมองที่อาจจะเชิงสวนทางกับโลกยุคปัจจุบัน เพราะทุกการเดินทางต้องใช้'เวลา' ความรัก ความเศร้า ความเหงา ความสุข....ก็ต้องใช้เวลาเช่นกัน Postcard เป็นตัวแทนของการรอคอย....ในยุคที่ทุกอย่างรวดเร็ว

Comments