กลายเป็นสถานการณ์..แห่งรัก
     
ซอมบี้เต็มไปหมดเลย!!!     บ้านไม้เก่าๆสองชั้นหลังนี้เป็นบ้านของยายกับตาฉันเอง ตากับยายมีลูกด้วยกัน 10 คน ป้าของฉันที่เป็นลูกสาวคนโตสุดชื่อป้าหมาย ท่านพักอยู่ชั้นสองของบ้านหลังเดียวกันกับตาและยายของฉัน ส่วนป้าลูกคนที่สองชื่อป้าตุ๊ อยู่กับครอบครัวอีกบ้านหลังนึงซึ่งไม่ไกลกันมากนัก และอีก3หลังไม่มีคนอยู่เพราะบางส่วนก็ย้้ายออกไปอยู่ที่อื่นกันหมดและบางส่วนก็มีบ้านซึ่งเป็นบ้านของทางครอบครัวทางฝั่งนู้นที่หลังจากแต่งงานก็ต้องเลือกว่าจะอยู่ที่เดิมหรือจะไปอยู่กับครอบครัวของอีกฝ่าย ตอนนี้ฉันอยู่ชั้นสองของบ้านยายกับตา ฉันไม่รู้เลยว่ามันเกิดอะไรขึ้น อยู่ดีๆ ทุกคนที่อยู่ที่นี่กลายเป็นซอมบี้!กันหมด แต่...ยกเว้นหลานชายอายุ12 ปี ของฉันที่ดูจะไม่กลายเป็นซอมบี้เหมือนคนอื่นๆในครอบครัว ฉันได้แต่แอบดูจากชั้นสองของบ้าน หลานชายของฉันที่หลบอยู่หลังประตูหน้าบ้านของบ้านป้าตุ๊ที่ดูจะกลัวและสับสนที่คนในครอบครัวกลายเป็นซอมบี้ ฉันเองก็สับสนไม่ต่างกัน เวลา 07:49 น.     ...จ๊อกๆ...จ๊อกๆ..."เฮ้ออ...หิวข้าว" ฉันในตอนนี้ทั้งสับสนและหิวจนแทบจะทนไม่ไหว ฉันรอเวลา...และรอเวลาที่จะ...ได้ออกจากที่นี่ ความวิตกกังวลและสับสนของฉันมันเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ...
     อยู่ๆมีกลิ่นหอมของกระเพาะปลาโชยมาเตะจมูกเข้า ฉันที่ได้แต่นอนกองอยู่กับพื้นก็รู้สึกมีหวังขึ้นมาบ้าง ฉันลุกพรวดขึ้นมาแล้วค่อยๆย่องไปที่หน้าต่างพยายามชะเง้อมองหลานที่รอดจากการเป็นซอมบี้แต่กลับไม่เห็นเขาอยู่ตรงนั้นแล้ว ในตอนนี้หัวใจฉันเริ่มเต้นเร็วขึ้นมันทำให้ฉันรนอย่างบอกไม่ถูกฉันพยายามมองหาเขามองไปรอบๆ แต่แล้ว...มันทำให้ใจของฉันตกไปอยู่ที่ตาตุ่มเมื่อเห็นเขากำลังจะเดินไปยังท่ามกลางญาติๆที่เป็นซอมบี้! ฉันรนกว่าเดิมอีกคราวนี้ ฉันหันขวับไปมองเวลาบนนาฬิกาเรือนเก่าสีน้ำตาล ฉันยืนมองอยู่ 2 วินาที และ อีก 1 วินาที ที่ฉันตัดสินใจละสายตาจากมัน ฉันเดินลงจากบรรไดชั้นสองเพื่อไปยังชั้นล่างสุดของบ้านและรีบวิ่งตรงไปยังหลานชายของฉันที่ยืนมองป้าตุ๊ที่เป็นยายของเขา...น้า...พ่อ...และแม่ ของเขาที่กลายเป็นซอมบี้ น้ำตาของเด็กน้อยผู้อ่อนต่อโลกได้แต่ยืนร้องไห้ด้วยความกลัว...ฝีเท้าอวบๆของฉันได้แต่สลับกันสัมผัสกับก้อนหินที่อยู่บนพื้นดินเพื่อไปยังเป้าหมายที่อยู่ตรงหน้า ฉันรีบคว้ามือน้อยๆป้อมๆของหลานชายและรีบวิ่งกลับไปยังทางเดิมที่มาแล้วมันต้องผ่านบ้านตากับยายของฉันไม่มีแม้แต่สักนิดที่คิดจะหันไปมอง ยายฉันที่กลายเป็นซอมบี้ท่านตามกลิ่นของฉันกับหลานชายมาเสียงที่ฟังดูแหบๆเหมือนกำลังขู่พวกเราอยู่ท่านใกล้เข้ามามากขึ้นเรื่อยๆ พวกเราใกล้ถึงห้องครัวซึ่งใกล้กับประตูรั้ว กลิ่นหอมของกระเพาะปลาโชยมาเตะจมูกอีกครั้งแขนขวาก็ค่อยๆกางออกพร้อมกับมือขวาที่ค่อยๆแบออกเช่นกัน ในที่สุดฉันก็คว้าหม้อที่มีกระเพาะปลาร้อนๆได้ พร้อมกับข้าวเปล่า 2 ถุง ฉันรีบวิ่งไปยังประตูรั้วเพื่อหนียายที่กลายเป็นซอมบี้ของฉันแต่ทันใดนั้น! หลังจากที่ก้าวเท้าผ่านประตูรั้วมาได้เพียง 3 ก้าว มือป้อมๆของหลานชายก็หลุดออกจากมือของฉันอย่างไม่ทันได้ตั้งตัว มันทำให้ฉันต้องหยุดชะงักและหันไปมองเขา ตาที่แดงกล่ำและเต็มไปด้วยคราบน้ำตาสายตาของเขาไม่ได้มองมาที่ฉันเลยสักนิดแต่กลับเป็นยายทวดของหลานชายซึ่งก็คือยายของฉัน เขาได้แต่จ้องมองและร้องไห้ฟูมฟาย ฉันร้องตะโกนเรียกเขาสุดเสียงเพื่อเรียกเขา การที่เขาร้องไห้อาจทำให้เขาไม่ได้ยินเสียงของฉัน แต่นั่นไม่ใช่...เขายกมือขึ้น...เหมือนเป็นการบอกว่า...พอเถอะและหันมาส่งยิ้มให้พร้อมกับคราบน้ำตาและวิ่งหายกลับเข้าไปในบ้าน ความรู้สึก ความกลัว ความห่วงหา ความอาทร และความผูกพัน สิ่งเหล่านี้ที่ผูกมัดเราไว้ ฉันทำได้แค่เพียงวิ่งต่อไปเรื่อยๆและหันกลับมามองเพื่อหวังว่าเขาจะวิ่งผ่านรั้วประตูนั้นกลับมาหาฉันอีกสักครั้ง...
ฉันแหงนหน้าขึ้นพร้อมกับความรู้สึกที่เหมือนกับสูญสิ้นจิตวิญญาณไปน้ำใสๆที่ไหลออกมาจากตามันทำให้ฉันเศร้าสุดๆ     ฉันเดินไปจนถึงซอยทางเข้าบ้านรถเล็กและรถใหญ่ที่วิ่งกันเกลื่อนถนน ในขณะที่ฉันนั้นได้แต่เหม่อมองไปทางที่รถกำลังวิ่งไปอยู่นั้นเองเสียงแตรรถก็ดังขึ้นจากด้านหลังของฉัน ฉันหันควับไปมองด้านหลังซึ่งเป็นที่มาของเสียง ชอปเปอร์คันสีดำเงาวิ่งมาจอดอยู่ต่อหน้าฉัน เขาถอดหมวกกันน็อคออกแล้วพูดว่า "ขึ้นมาซิ" ประโยคแรกที่ได้ยินไม่ใช่คำทักทายตามประสาคนพึ่งรู้จักเขาทำกัน ผู้ชายที่อายุคราวพ่อมาชวนให้ฉันซ้อนรถของเขา "ถ้าไม่อยากตายก็รีบๆขึ้นมาซะ" ฉันที่มัวแต่สงสัยในการกระทำของผู้ชายคนนี้ก็ไม่คิดจะปฏิเสธคำทักทายของลุงแก เพราะสถานการณ์ในตอนนี้มันคงไม่มีตัวเลือกมากนักหรอก ฉันตัดสินใจซ้อนท้ายรถชอปเปอร์สีดำเงาของเขาและชายวัยคราวพ่อก็บิดรถขับออกไปอย่างรวดเร็ว  สถานที่...ที่ไม่คุ้นตา...ฉันได้พบกับใครบางคน...     เมืองที่อยู่ถัดจากเมืองฉันมาสองเมือง สิ่งที่เกิดขึ้นกับฉัน ฉันไม่รู้เลยว่าฉันควรจะทำอย่างไรต่อจากนี้ควรจะเริ่มต้นยังไงดี...ระหว่างที่นั่งชอปเปอร์ลุงแกมาก็ไม่เห็นจะพูดอะไรสักคำนอกจาก "อ่าววล่ะ..ถึงแล้ว" ออ..ที่แท้ลุงแกตั้งสมาธิอยู่กับการขับชอปเปอร์คู่ใจอยู่นี่เอง
     หน้าป้ายรถโดยสารประจำทางที่มีคนยืนอยู่เพียง2-3คน กำลังรอรถโดยสารประจำทางอยู่ ซึ่งฉันไม่คิดว่าในสถานการณ์แบบนี้มันจะมีหรอกนะ หลังจากที่ลุงอายุคราวพ่อมาส่งฉันที่หน้าป้ายรถโดยสารประจำทาง "ไอหนู เดี๋ยวเข้าไปนั่งพักในออฟฟิศตรงนั้นนะ" พูดจบลุงแกก็ขับรถออกไปถึงจะไม่เข้าใจว่าลุงแกต้องการอะไรก็เถอะแต่อย่างน้อยก็ขอให้ได้พักหายใจหรือทบทวนกับสิ่งที่เกิดขึ้นสักหน่อย 
     "ออฟฟิศดูรกจังแฮะ" ฉันค่อยๆดึงประตูกระจกออกเพื่อเปิด ภายในห้องก็เหมือนออฟฟิศ
ธรรมดาๆทั่วๆไป แค่ดูมันเงียบไปนิด "เฮ้อ...หิวจัง..อ้อ!..กระเพาะปลาที่เราเอามาจากบ้านนิ..เฮ้อ..เย็นหมดเลย...กินเลยดีกว่า" หลังจากที่ไม่ได้กินอะไรมาตั้งแต่เช้าฉันจึงกินกระเพาะปลาที่เอามาจากบ้านตากับยาย เพราะเกรงว่าถ้าไม่มีอะไรตกถึงท้องบ้างก็คงไม่มีแรงวิ่งหนีซอมบี้ ฮ่าๆๆ ฮื้อ..
ครืด!...ครืด!     ฉันได้แต่นั่งกินอย่างสบายใจเฉิบโดยไม่ได้คิดระวังตัวอะไรเลย จู่ๆ ซอมบี้! ก็กระโจนใส่ฉัน!ฉันที่กำลังตกใจได้แต่มองตาค้าง มือไม้แข็งทื่อไปหมด แต่ไม่รู้ซิ รู้สึกอบอุ่นขึ้นมาเฉยเลย เหมือนเราอยู่ในอ้อมกอดของใครบางคน ได้ยินเหมือนเสียงปืนดังก้องไปทั่วทั้งห้อง มือกลับอุ่นขึ้นเมื่อได้สัมผัสมือใครบางคน ราวกับว่าตกอยู่ในห้วงความรักอย่างนั้นแหละ นี่เราเบลอหรือเปล่าหรือฝันอยู่กันแน่นะ     "ไอหนู..ไอหนู..แม่สาวน้อย..แม่สาวน้อย!" "เออ..คะ..ว่าไงคะ" "ฉันเรียกเธอตั้งนาน ฮ่า ฮ่าๆ เป็นอะไรไป กำลังตกอยู่ในห้วงความรักอยู่หรอ" การที่ได้ยินประโยคนั้นจากตาลุงคนนี้มันทำให้ฉันย้อนไปช่วงสมัยที่กำลังเรียนอยู่ ม.ปลายเลย รักใสๆ น่ารักๆ งุงิๆ ฮ่าๆ แต่ก็ไม่เคยสมหวังสักครั้ง 
ถึงจะสมหวังแต่สุดท้ายอีกฝ่ายก็ดันไม่จริงใจซะได้หรือไม่ก็แอบชอบแต่ไม่ได้บอกอีกฝ่ายโดนรุ่นน้อยคาบไปกินซะก่อน...เฮ้อ... "เออหนูก็..." สายตาฉันเหลือบไปมองเด็กหนุ่มในวัยเดียวกันที่อยู่ตรงหน้าเขาไม่พูดอะไร ไม่มองฉัน ไม่สนใจอะไร ไม่รู้ว่าเขาคิดอะไรอยู่ เป็นผู้ชายที่แปลกดีแฮะ "เออ..หนูคงจะอึ้งกิมกี่ตอนที่ซอมบี้กระโจนจะเข้ามาใส่หนู..เออ..แบบว่าร่างกายมันไม่ขยับ..หนูตั้งตัวไม่ทันด้วย..เออ..แต่ว่าก็ได้คุณคนนี้ช่วยเอาไว้เลยรอดมาได้ค่ะ ขอบคุณมากนะคะ" ฉันหันไปขอบคุณหนุ่มคนนั้น เขาก็ไม่ได้หันหน้ามาตรงๆหรอก แต่ใช้สายตามองมาแล้วพยักหน้ารับ คำขอบคุณจากฉันแล้วเขาก็ไม่พูดอะไรเหมือนเดิม เฮ้อ ถึงฉันจะยังปรับตัวเข้ากับสถานการณ์แบบนี้ยังไม่ค่อยได้สักเท่าไหร่ แต่ก็จะพยายามแล้วกัน..
ชีวิตที่เหลือของฉันจะไปฝากกับใครไว้ได้กันล่ะ..เริ่มเป็นห่วงชีวิตตัวเองเข้าซะแล้วซิ     รุ่งเช้าของวันใหม่ ฉันตื่นมาพร้อมกับคราบน้ำลายที่เลอะหมอนอยู่ เออ..ถ้าใครมาเห็นไอเราคงจะรู้สึกอายไม่ใช่น้อย ฉันเลยถอดปอกหมอนแล้วเอาไปล้างแค่ตรงที่เลอะน้ำลายออก แล้วเอาไปตากแดดไว้จากนั้นก็เดินมาล้างหน้าแปรงฟัน อือฮือ..แปรงที่ใช้แล้วเพียบไม่มีแปรงใหม่บ้างเลยหรอแต่ในวิกฤตที่ซอมบี้บุกเมืองแบบนี้มันจะไปมีได้ยังไงกัน เอาเถอะใช้มือแปรงไปก่อนแล้วกันยังดีที่มียาสีฟันไว้ให้ใช้ ฉันใช้มือแต้มยาสีฟันแล้วนำมาถูกับฟันทีละซี่ แปรงฟันเสร็จฉันเลยลงไปที่ชั้นล่างของบ้าน เด็กหนุ่มที่ช่วยชีวิตฉันไว้เมื่อวานเขายืนอยู่หน้าประตู แล้วเขายืนรออะไรอยู่กันนะ ด้วยความสงสัยเลยเดินไปหาเขาที่หน้าประตู "นายทำอะไรอยู่หรอหรือรอใครหรือเปล่า" ฉันถามเขาด้วยความที่อยากจะรู้คำตอบ เขาหันมาด้วยความตกใจนิดหน่อย "ออ..รอเธออยู่น่ะ..พอดีเราต้องออกเดินทางเพื่อไปยังเมืองที่ปลอดภัยกว่านี้เพราะที่นี่คงไม่ปลอดภัยสำหรับพวกเราและคนอื่นๆในเมืองนี้อีกแล้ว..อืมม..งั้นไปรอที่ป้ายรถกันเถอะ" เขาพูดจบและเดินนำฉันไป ฉันยังไม่รู้จักชื่อเขาเลยจะถามดีมั้ยนา...
     พอมาหยุดรออยู่ที่ป้ายรถโดยสารประจำทาง ฉันจึงรวบรวมความกล้าที่จะถามเขาไป "เธอชื่ออะไรหรอ" ฮะฮะ..อะไรนะ จู่ๆเขาก็ถามชื่อฉันขึ้นมาก่อน ดูสีหน้าก็ยังคงนิ่งๆเหมือนเดิม แต่เขาก็ดูน่ารักดี "เราชื่อ จิน" พร้อมส่งยิ้มให้ "เออ..แล้วเธอล่ะชื่ออะไรหรอ" เราชื่อ นุ....ยินดีที่ได้รู้จักนะจิน" ใบหน้าของเขาเผยให้เห็นถึงรอยยิ้มเล็กๆ ใบหน้าของผู้ชายคนนั้น ไม่ใช่ว่า เป็นตัวผลิดเม็ดสี สีชมพูหรือเปล่า เพราะในตอนนี้ห้วงแห่งความรักมันเกิดขึ้นกับฉันซะแล้วซิ
SHARE
Written in this book
ความฝัน
Writer
JINT27
Writer
ในโลกที่เต็มไปด้วยเรื่องอันน่าอัศจรรย์ บัญชีเก่าJINT46ได้ปล่อยร้างไปแล้ว

Comments