40 ปีบนถนนสายกำปั้นของ สุรชาติ พิสิฐวุฒินันท์

ในขณะที่กำลังปั่นต้นฉบับสำหรับส่งงานประกวดที่กำลังใกล้เข้ามา ขณะเดียวกันผมก็ขีดฆ่าวันที่ลงปฏิทินนับถอยหลังเพราะเดือนหน้า (วันที่ 4 มีนาคม) จะเป็นวันที่แฟนมวยชาวไทยรอคอยมานานมากที่สุด

นั่นคือ ศึกการชกชิงตำแหน่งแชมป์โลกรุ่นฟลายเวต 112 ปอนด์ ของสภามวยโลก WBC ระหว่าง นวพล นครหลวงโปรโมชั่น นักชกดาวรุ่งชาวไทย กับ ฮวน เฮอร์นันเดซ นักชกจังโก้อันตราย

ศึกครั้งนี้ไม่ใช่แค่การชกชิงแชมป์โลกธรรมดา แต่มันคือศึกมวยโลกที่ทำให้หวนกลับมาสู่ความยิ่งใหญ่ของวงการมวยอาชีพเมื่อ การชกครั้งนี้กลับมาจัดมวยเก็บค่าเข้าชม พร้อมกับจัดการชกในบรรยากาศแสงสีเสียงแบบเดียวกับมวยระดับโลก

ถือว่าเป็นการยกระดับวงการมวยสากลของไทยหลังจากที่ซบเซาไปพักใหญ่

ที่สำคัญนี่คือภารกิจของนวพลที่จะนำเข็มขัดแชมป์โลกที่ครั้งหนึ่งเราเคยเป็นเจ้าของเส้นนี้มาแล้วแปดคนกลับมาสู่ประเทศไทย ซึ่งผู้อยู่เบื้องหลังรายการใหญ่ครั้งนี้ต้องยกเครดิตให้กับ  "เสี่ยฮุย" สุรชาติ พิสิฐวุฒินันท์ ผู้จัดการและโปรโมเตอร์ของค่ายนครหลวงฯ ผู้คร่ำหวอดในวงการมวยเกือบ 40ปี

ซึ่งสิ่งที่เป็นเครื่องการันตีในความสำเร็จนั่นคือ การสร้างแชมป์โลกประดับวงการมาแล้วถึง 4 คน ซึ่งกลายเป็นนักชกที่มีชื่อเสียงจนเป็นตำนานหน้าหนึ่งของประวัติศาสตร์

หนึ่งในเคล็ดลับความสำเร็จของเสี่ยฮุยนั่นคือ "ความทุ่มเทและใจรัก" ซึ่งทั้งสองอย่างที่แกทำมวยแกไม่ได้เน้นว่าจะเอาชนะเพียงอย่างเดียว แต่ทำให้นักมวยกลายเป็นนักชกมีคุณภาพและเป็นที่ยอมรับทั้งไทยและต่างประเทศ

เผอิญได้มีโอกาสฟังเรื่องราวของยอดผู้จัดการในรายการหนึ่ง และนั่นกลายเป็นหนึ่งในแรงบันดาลใจของผมที่ไม่ใช่แค่วงการมวยเท่านั้น แต่เป็นแรงบันดาลใจที่ไม่แพ้เรื่องราวของคนที่ประสบความสำเร็จคนอื่นๆ 



เกือบเป็นแชมป์โลก

สมัยวัยเด็ก เสี่ยฮุย กับกีฬาชกมวย น่าจะเป็นของชอบและผูกพันมากที่สุด เพราะแถวบ้านของเขาจะมีค่ายมวยที่ชื่อ "ยนตรกิจ" ซึ่งค่ายนี้เป็นค่ายที่มีชื่อเสียงในยุคนั้น ซึ่งตอนนั้นเขามีไอดอลในดวงใจอย่าง สมเดช, เขียวหวาน และ แดนชัย ยนตรกิจ แล้วค่ายมวยนี้ก็อยู่ใกล้แถวบ้านของเสี่ยฮุย ซึ่งเวลาเดินทางไปเรียนหรือกลับบ้านก็จะผ่านค่ายมวยแห่งนี้เป็นประจำ หรือจะแวะมาดูเขาฝึกซ้อม ก่อนจะกลับไปบ้านเย็บกระสอบข้าวทำเป็นกระสอบทรายซ้อมเอง

เมื่อย่างเข้าสู่วัยรุ่น ก็ได้มีโอกาสฝึกซ้อมและชกสมัครเล่นจนได้แชมป์กีฬาแห่งชาติ ก่อนจะชกอาชีพชนะรวด 5 ครั้ง จนมีแววว่าจะเป็นนักชกอนาคตไกล ซึ่งตอนนั้นถ้าเป็นเช่นนั้นจริง เราอาจจะได้เห็น สุรชาติ พิสิฐวุฒินันท์ เป็นแชมป์โลกคนต่อไปก็เป็นได้

แต่ในที่สุดความฝันทุกอย่างก็จบลง หลังจากที่พ่อของเขารับไม่ได้ที่จะให้ลูกชายเอาชีวิตไปเสี่ยงกับการชกมวย เพราะครอบครัวของเสี่ยฮุยทำธุรกิจโรงหนัง พ่อคือหนึ่งในบุคคลที่มีชื่อเสียงของวงการหนังไทย ส่วนนายสุพจน์ พิสิฐวุฒินันท์ ผู้เป็นน้องชายของเสี่ยฮุยเคยเป็นถึงอดีตนายกสมาพันธ์ภาพยนตร์แห่งชาติ 2 สมัยด้วยกัน

เพราะก่อนหน้านี้เสี่ยฮุยจะหลบที่บ้านไปซ้อมเป็นประจำ เมื่อพ่อมารู้ทีหลังจึงยื่นคำขาดว่า


ถ้าลื้ออยากชกมวย...ก็ไม่ต้องเรียกอั้วว่าพ่ออีก!

ทำให้เสี่ยฮุยต้องยอมวางนวม แล้วสืบทอดธุรกิจโรงหนังของครอบครัว แต่ก็ยังมีหวังที่จะกลับมาสู่กีฬาที่เขารักอีกครั้งหนึ่งให้ได้


กลับสู่สังเวียน


หลังจากที่ไม่ได้เป็นนักมวยตามที่ฝัน เสี่ยฮุย จึงเริ่มต้นสานงานธุรกิจครอบครัวโดยเฉพาะโรงหนังในเครือนครหลวงโปรโมชั่น เช่น นครหลวงราม่า ที่ศูนย์การค้านครหลวง เขตบางกอกน้อย, ผึ้งหลวงราม่า, NK THX เป็นต้น 

เมื่อทุกอย่างเริ่มลงตัวและอยากกลับไปทำในสิ่งที่ชอบนั่นคือกีฬามวย ก็มีโอกาสจึงแปรสภาพโรงหนังเฉลิมศรีมาทำเป็นค่ายมวย ก่อนจะปั้นเด็กฉายหนังที่ชื่อ จ้าวสิงห์ทอง เฉลิมศรี  หลังจากนั้นเสี่ยฮุยได้แชมป์ประดับค่ายคนแรกคือ สุวัจชัย เฉลิมศรี แชมป์ WBU และ สมานชัย เฉลิมศรี จนเมื่อธุกิจมวยไปได้ดีกว่าธุรกิจหนัง ก่อนจะเปลี่ยนชื่อค่ายเป็นครหลวงโปรโมชั่น

แม้เขาจะไม่ไม่ได้เป็นนักมวย แต่เส้นทางในฐานะผู้จัดการและโปรโมเตอร์ของเสียฮุยก้ได้พบเส้นทางใหม่นั่นคือสร้างแชมป์โลกประดับวงการนั่นเอง


ยุคทองนครหลวงฯ


หลังจากที่เริ่มต้นทำมวยในสิ่งที่ชอบ แม้ว่าจะสมหวังผิดหวัง แต่สวรรค์ก็ได้ส่งนักชกมาให้เสี่ยฮุยปั้นเมื่อได้มีโอกาสรู้จักกับยอดมวยไทยคนหนึ่งในสังกัดของ "อั้งม้อ" ชูเจริญ ระวีอร่ามวงศ์ ซึ่งเป็นยอดมวยไทยที่ไม่สามารถหาคู่ต่อกรมาชกได้และเห็นแววหมัดหนักและเฉียบคม จึงขออั้งม้อไปปั้นต่อในแบบมวยสากลอาชีพ

นักชกคนนี้ก็คือ วีระพล สหพรหม

และเป็นไปตามคาด หลังจากชกสามครั้งก็ได้มีโอกาสขึ้นชิงแชมป์โลกทันที่ในรุ่นแบนตั้มเวต 118 ปอนด์ สมาคมมวยโลก WBA กับ ดาวรุ่ง ชูวัฒนะ เจ้าของแชมป์ชาวไทย ซึ่งไม่ใช่แค่ศึกสายเลือดธรรมดา หากเป็นศึกสายเลือดศิษย์ร่วมสำนักเพราะทั้งคู่เคยเป็นนักมวยไทยในสังกัดอั้งม้อ

และในที่สุดวีระพลใช้ชั้นเชิงตลอด 12 ยก ก่อนจะคว้าแชมป์โลกมาครอง และกลายเป็นแชมป์โลกที่มีสถิติการชกมวยน้อยที่สุดเป็นอันดับสองของโลก คือ ชกเพียง 4 ครั้ง ก็ได้เป็นแชมป์โลก (อันดับหนึ่ง คือ แสนศักดิ์ เมืองสุรินทร์ ที่ชกเพียง 3 ครั้ง)

ถือเป็นเข็มขัดแชมป์โลกสถาบันหลักเส้นแรกของค่ายนครหลวงโปรโมชั่น แต่หลังจากป้องกันครั้งที่สองก็เสียตำแหน่งไปให้กับ นานา คอว์นาดู ผู้ท้าชิงชาวกานา ที่ จังหวัดกาญจนบุรี เมื่อเดือนมกราคม พ.ศ. 2539 ในยกที่สอง แต่เสี่ยฮุยก็ยังคงผลักดันวีระพลต่อไป โดยให้ชกอุ่นเครื่องเพิ่มกระดูกมวยและประสบการณ์อยู่หลายครั้ง คราวนี้ได้โอกาสชกชิงแชมป์รุ่นเดิมแต่คราวนี้เป็นของสภามวยโลก WBC กับซูเปอร์สตาร์วงการมวยแดนปลาดิบในยุคนั้นนาม โจอิชิโร่ ทัตซึโยชิ

แม้จะเป็นการชกในต่างแดน แต่วีระพลก็ไม่เกรงกลัวในถิ่นของแชมป์ก่อนจะโชว์ฟอร์มเอาชนะไปในยกที่6 คว้าแชมป์โลกสมัยที่สองซึ่งคราวนี้เป็นของ WBC ได้สำเร็จ

ชัยชนะของวีระพลกลายเป็นการเข้าสู่ยุคทองของค่ายนครหลวงโปรโมชั่นแบบเต็มตัว ภายหลังมีการย้ายนักชกทั้งหมดมาซ้อมอยู่ค่ายมวยนครหลวงโปรโมชั่นแห่งใหม่ ที่โรงหนังนครนนท์ชั้น 3 จ.นนทบุรี ถือเป็นสถานที่ระดับตำนานของวงการมวยเมืองไทย เป็นยุคทองของค่ายมวยนครหลวงโปรโมชั่นอย่างแท้จริง

หลังจากปั้นวีระพลเป็นแชมป์โลก ก็ได้ปั้นแชมป์คนที่สองของค่ายนั่นก็คือ ศิริมงคล สิงหวังชา อดีตแชมป์โลก 1118 ปอนด์ของ WBC ที่ขยับไปชกในรุ่นซูเปอร์เฟเธอร์เวต 130 ปอนด์ กับ เคนโก นากาจิม่า ในการชกชิงแชมป์โลกที่ญึ่ปุ่น ก่อนที่นักชกเทพบุตรหน้าหยกจะเอาชนะในยกที่สองกลายเป็นแชมป์คนที่สองของค่าย

ตอนนี้ชื่อของนครหลวงโปรโมชั่นกลายเป็นหนึ่งในค่ายมวยอันดับๆต้นๆของไทย นอกจากสองแชมป์โลกในเวลานั้นแล้ว ยังได้นักชกคุณภาพเข้าร่วมสังกัด เช่น นภาพล เกียรติศักดิ์โชคชัย, เดวิด นครหลวงโปรโมชั่น รวมถึง 2 อดีตแชมป์โลกรุ่นซูเปอร์ฟลายเวตทั้งศรีสะเกษ และ สุริยัน ศ.รุ่งวิสัย

ก้าวต่อไปของนครหลวงฯ

ต้องยอมรับเลยว่าค่ายนครหลวงฯ กลายเป็นค่ายมวยคุณภาพจากผลงานของนักชกในสังกัดที่มีแชมป์เป็นการันตี แต่อย่างไรก็ตามเสี่ยฮุยก็ยังคงหาเพชรเม็ดงามเพื่อสืบทอดความยิ่งใหญ่ของค่ายต่อไป ซึ่งนอกจากจะมี นวพล ที่เป็นความหวังในตอนนี้ ในค่ายยังมีดาวรุ่งรอเจียระไนให้สุกสกาวอีกหลายคน เช่น พงษ์ศักดิ์เล็ก นครหลวงโปรโมชั่น ดาวรุ่งในรุ่น 108 ปอนด์, มาร์ค นครหลวงโปรโมชั่น  และฟ้าคำรณ

ซึ่งพวกเขาคือคลื่นลูกใหม่ที่พร้อมจะเจริญรอยตามแชมป์รุ่นพี่ต่อไปไม่สิ้นสุด

ถ้าูดถึงความสำเร็จของค่ายนอกจากเสี่ยฮุยแล้ว ต้องยกเครดิตให้กับทีมงาน อาทิ "เสี่ยป๊อบ" โชคชัย พิสิฐวุฒินันท์ เทรนเนอร์ของค่ายบ ซึ่งเคยเป็นอดีตนักชกสมัครเล่นฝีมือดีและด้วยความที่จบวิทยาศาสตร์การกีฬาทำให้เขาได้ใช้ความรู้ที่ร่ำเรียนมาพัฒนานักมวยในสังกัดของตัวเองให้มีความแข็งแกร่งพร้อมสู้100%  ขณะที่อีกคนคือ  "เสี่ยแบงค์" เธียรชัย พิสิฐวุฒินันท์ ลูกชายคนรองก็เป็นคลื่นลูกใหม่ที่พร้อมจะสานงานต่อจากพ่อของเขาเช่นกัน

ซึ่งลูกชายสองคนคือคลื่นลูกใหม่ที่พร้อมจะทำให้ชื่อนครหลวงฯเป็นที่ยอมรับในวงการมวยสากลอาชีพต่อไป พร้อมกับสร้างตำนานบทใหม่ให้เกิดขึ้นในวงการต่อไป .....



ในฐานะที่ผมเป็นแฟนมวยคนหนึ่งและติดตามผลงานของค่ายนครหลวงฯมายาวนานนั้น ยอมรับว่าศักยภาพและความตั้งใจของเสี่ยฮุย เป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้วงการมวยบ้านเรากลับมาคึกคักอีกครั้งในรอบหลายปี

รวมถึงวันที่ 4 มีนาคมที่จะเป็นบททดสอบครั้งใหญ่ในรอบ 40ปีของค่ายนครหลวงฯ เชื่อว่าการชกครั้งนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นยุคใหม่ที่ไม่ใช่แค่ค่ายอย่างเดียว

แต่มันคือยุคใหม่ที่วงการมวยสากลอาชีพของไทยจะมีศักยภาพเที่ยบเท่าระดับโลกแน่นอน.......


ข้อมูลประกอบ

- หนังสือพิมพ์มวยสยามรายวัน วันที่ 4 พฤศจิกายน 2559 หน้า 20-21

- https://www.facebook.com/NakornloungPromotion

- https://th.wikipedia.org/wiki/สุรชาติ_พิสิฐวุฒินันท์

- ภาพประกอบ รายการเสน่ห์กีฬา วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2017













SHARE
Written in this book
เรื่องเล่าติดปลายนวม
รวมเรื่องราวน่าสนใจบนสังเวียนผืนผ้าใบ
Writer
DreamerWriter25
Rookie Writer
นักเขียน / นักฝัน (สมัครเล่น)

Comments