จังหวะชีวิต
จังหวะชีวิตคนเรามันไม่เท่ากันจริงๆ
     เมื่อหนึ่งปีก่อนฉันเคยโพสต์ประโยคนี้ลงในเฟซบุ๊ก จริงๆก็เกือบลืมความรู้สึกในตอนนั้นไปบ้างแล้ว แต่ทว่าฟีเจอร์ On this day หรือจะแปลเป็นไทยว่า วันนี้ในอดีต ชอบโผล่มาให้เราเห็นอยู่เสมอ และมันก็ทำให้ฉันนึกถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นเมื่อปีก่อนอีกครั้ง

" มึง วันนี้เมื่อปีก่อนเราทำอะไรกันวะ "
" วันรับเกรดไงมึง เกรดเทอมสุดท้ายอะ "

     หลังจากได้เห็นประโยคที่เคยโพสต์ไว้เมื่อหนึ่งปีก่อน ฉันพยายามนึกที่มาของประโยคนี้ แต่นึกเท่าไหร่ก็นึกไม่ออก ทั้งๆที่เพิ่งผ่่านมาแค่ปีเดียว วินาทีนั้นจำได้แค่ว่าเคยโพสต์และเป็นความรู้สึกที่ทั้งแย่และจมดิ่ง แต่ก็ยังไงนึกที่มาของประโยคไม่ออกอยู่ดี ฉันเลยตัดสินใจส่งข้อความไปหาเพื่อนสมัยมัธยมแล้วก็ได้คำตอบว่าวันนี้เมื่อปีก่อนเป็นวันรับเกรดของเด็กนักเรียนมอหก เมื่อรู้คำตอบความรู้สึกเหล่านั้นก็หวนกลับมาอีกครั้ง
     สำหรับเด็กมอหกหลายคนที่สอบติดมหาวิทยาลัยแล้วเกรดเทอมสุดท้ายจะไม่มีความสำคัญ แต่สำหรับบางคนเกรดมอหกเทอมสุดท้ายมันสำคัญมากๆในการใช้เอ็นทร๊านซ์หรือที่เรียกในปัจจุบันว่าแอดมิชชั่น และแน่นอนว่าฉันคือหนึ่งในนั้น
1.86     ตัวเลขดังกล่่าวปรากฏในแผ่นกระดาษที่ฉันกำลังถืออยู่ นี่ฉันได้เกรดเท่านี้จริงๆเหรอ? 
     ณ เวลานั้น ความรู้สึกมันโหวงไปหมด อยากจะร้องก็ร้องไม่ออก ตั้งแต่เรียนมานี่เป็นครั้งแรกที่ฉันได้เกรดเท่านี้ มันน้อยมากจริงๆสำหรับเด็กนักเรียนผู้หญิงที่คนรอบข้างต่างชื่นชม 
     ฉันตั้งสติและทบทวนเกรดดูอีกครั้งว่ามีรายวิชาไหนที่สอบไม่ผ่านบ้าง เพราะถ้าหากสอบตกในรายวิชานั้นหากไปดำเนินเรื่องขอแก้ตัวเกรดที่ได้มาจะเพิ่มขึ้นมาทันที ฉันได้ตรวจดูเกรดรายวิชาอย่างละเอียดอีกครั้งแล้วก็พบไม่มีวิชาไหนที่ฉันสอบไม่ผ่าน ความรู้สึกตอนนั้นมันแย่ยิ่งกว่าเดิม ฉันได้แต่บอกกับตัวเองว่า คงต้องยอมรับสินะ เราคงตั้งใจไม่มากพอ ชีวิตมัธยมเทอมสุดท้ายเราอาจจะเหลวไหลไปจริงๆ
     ในวันนั้นเองไม่ได้มีแค่ฉันที่เกรดลดวูบอย่างไม่น่าเชื่อ ใครจะไปคิดล่ะว่าเพื่อนร่วมห้องเรียนอันเป็นที่รักของฉัน เราต่างตกอยู่ในชะตาเดียวกันเมื่อครูที่ปรึกษามาบอกว่าเทอมนี้เด็กในห้องเกรดลดลงเยอะมากแทบทุกคน บางคนที่ไม่เคยติดศูนย์ก็มาติดเทอมสุดท้าย รวมถึง "เบส" เพื่อนผู้ชายในกลุ่มที่ดันมาติดศูนย์วิชาหน้าที่พลเมืองและเกรดเฉลี่ยลดวูบเช่นกัน แต่ไม่นานเสียงของเบสก็ดังขึ้น

"โว้ยยยย ติดแล้ว กูติดแล้ว"


    ฉันและเพื่อนที่กำลังตึงเครียดกับเกรดเฉลี่ยได้ยินดังนั้นเราต่างก็วิ่งเข้าไปถามเบส

"เห้ยมึง เป็นไรวะมีไร"
"กูติดถาปัตย์ลาดกระบังแล้ว กูติดแล้ว"

     เพื่อนในกลุ่มต่างรู้ดีว่าเบสมีความฝันอยากจะสอบเข้าคณะสถาปัตย์ฯของลาดกระบังมาตั้งนานแล้ว วินาทีนั้นที่เพื่อนในกลุ่มรู้ว่าเบสติดมหาลัยและคณะที่ตัวเองอยากเข้าเราทุกคนต่่างดีใจและร่วมยินดีกับเบสที่ประสบความสำเร็จไปแล้วครึ่งนึง แม้ว่าในวันนั้นตัวเบสเองจะเกรดลดหรือติดศูนย์แต่การมีชื่อติดมหาลัยและคณะที่อยากเข้าได้แล้วนั้นก็ถือว่าเกรดแทบจะไม่มีผลอะไรต่อตัวเบสอีกแล้ว 
     เรื่องราวในวันรับเกรดเทอมสุดท้ายมันทำให้ฉันคิดขึ้นมาได้ว่า การเจอเรื่องแย่ๆหรือเรื่องดีๆในแต่ละวันนั้นมันอาจขึ้นอยู่กับจังหวะชีวิต ณ เวลานั้นด้วยแหละมั้ง นึกแล้วก็ได้แต่ถอนหายใจและแอบน้อยใจในโชคชะตา จังหวะชีวิตของคนเรามันไม่เท่ากันจริงๆ
     
ตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันนี้ ระยะเวลาผ่านไปหกเดือนหลังจบมัธยมเข้าสู่มหาวิทยาลัยพร้อมวัยที่โตขึ้นทั้งอายุและความคิด เพียงเวลาที่ไม่นานแต่กลับรู้สึกว่าหลายๆอย่างเปลี่ยนไปไวมาก บางเรื่องก็เล่นเอาซะตั้งตัวไม่ทัน บางเรื่องก็แทบไม่อยากจะเชื่อ แต่สิ่งนึงที่เราเห็นคือเพื่อนรอบข้างเราต่างคนต่างแยกกันไปทำตามความฝัน ใครจะไปคิดล่ะว่า เพื่อนผู้ชายที่แต่ก่อนเกเรมากผลการเรียนแย่เกือบทุกวิชายอมดรอปเรียนหนึ่งปีเพื่อที่จะรอสอบวันนี้มันจะสอบติดตำรวจตามที่ฝันไว้ เพื่อนบางคนจากที่แต่ก่อนเงียบๆไม่ค่อยพูดจา วันนี้เขากลับเป็นผู้นำกิจกรรมของมหาวิทยาลัย ตัวฉันเองก็เช่นกัน ใครจะไปคิดล่ะว่าเด็กสายวิทย์เกรดแย่แบบฉัน ปีนี้จะสอบติดคณะสายสังคมของมหาวิทยาลัยชื่อดังย่านรังสิตได้ ความรู้สึกตอนสอบติดมันเหมือนฝันจริงๆ ทุกคนรอบตัวต่างร่วมแสดงความยินดีกับฉัน หลายคนบอกกับฉันว่า รู้อยู่แล้วว่าฉันต้องทำได้ มีเพื่อนคนนึงพูดกับฉันว่า "กูว่านะ ปีก่อนถ้ามึงสมัครสอบมึงติดไปนานแล้วคงไม่ต้องมาเสียเวลาปีนึงแบบนี้หรอก" 

     เอาเข้าจริงฉันว่าบางทีถ้าฉันสมัครสอบตั้งแต่ปีก่อนฉันอาจไม่ติดแบบปีนี้อย่างที่เพื่อนพูดหรอก เพื่อนหรือคนรอบตัวฉันก็เช่นกัน ลองนึกดูสิว่า มีเด็กจบใหม่หลายคนที่ผลการเรียนดีจบจากมหาวิทยาลัยชื่อดัง บางคนมีเกียรตินิยมแต่ก็ยังสอบเข้าทำงานไม่ผ่านหรือยังหางานทำไม่ได้สักที ต่างจากอีกคนที่เรียนพอผ่าน มหาลัยไม่ได้ชื่อดังมากแต่เรียนจบก็สอบเข้าทำงานได้เลย อย่างที่ผู้ใหญ่รอบข้างฉันบอกหรือพูดปลอบใจเสมอว่า เวลาทำอะไรบางครั้งมันก็ขึ้นอยู่กับดวงเราด้วยแหละ แต่ก่อนฉันไม่เชื่อเรื่องพวกนี้หรอกนะแต่พอมานั่งคิดดูฉันว่าทุกอย่างมันก็คงมีจังหวะของมันแหละ หลายครั้งเราอาจจะทุกข์บ้าง แย่บ้าง โชคไม่ดีเอาซะเลย แต่ฉันเชื่อนะว่า "เวลา" จะทำให้ทุกอย่างดีขึ้นเอง ขอแค่เราให้โอกาสตัวเอง อดทนรออีกสักหน่อย ยังไงมันก็ต้องมีวันที่เราประสบความสำเร็จบ้างแหละ 


สุดท้ายชีวิตก็เดินไปตามจังหวะชีวิตของมัน
ควบคุมไม่ได้แค่ปล่อยให้มันเป็นไป


SHARE
Writer
MAYNAGA
dreamer
เราไม่ใช่นักเขียนแต่เราคือนักเล่าเรื่อง :)

Comments