ความคิดถึงลายน้ำ
“จดหมายมาส่งครับ” 
เสียงบุรุษไปรษณีย์ที่คุ้นเคย เรียกให้ผมเดินออกไปดูว่าใครส่งอะไรมาด้วยความตื่นเต้น 
ซองจดหมายสีขาวสะอาดตามักจะทำให้ผมรู้สึกหัวใจเต้นรัวทุกครั้งที่ได้เห็น 
ถึงแม้ว่าสิ่งที่ผมได้เจอจะมีเพียงแค่นิตยสารหรือใบปลิวโฆษณาเท่านั้น 
ไม่เคยมีซองจดหมายส่งมาถึงผมอย่างที่บุรุษไปรษณีย์บอกสักครั้ง
แต่ครั้งนี้เมื่อผมเปิดตู้รับจดหมายออก ผมก็ต้องรู้สึกประหลาดใจ 
เพราะท่ามกลางกองใบปลิวโฆษณากองใหญ่ มีซองจดหมายสีขาวฉบับหนึ่งวางอยู่ด้านบนนั้นด้วย

“คิดว่าจะไม่ส่งมาซะแล้ว” ทันทีที่เห็นจ่าหน้าซองบนจดหมาย ก็ทำให้รอยยิ้มบนใบหน้าของผมผุดขึ้นมาอย่างไม่รู้ตัว 
 
… ย้อนกลับไปเมื่อหกปีก่อน เด็กผู้หญิงคนหนึ่งย้ายมาที่โรงเรียนของผม 
เราสองคนอยู่ห้องเดียวกันมาตั้งแต่ชั้น ป.3 เธอกับผมต่างกันมาก 
เธอเรียนเก่งและชอบช่วยเหลือคนอื่น แต่ผมเป็นเด็กหลังห้อง การเรียนก็แค่พอใช้ เราได้รู้จักและเป็นเพื่อนกัน 
ทุกครั้งเวลาที่ผมมีปัญหาเรื่องเรียนทีไร ผมก็มักจะขอความช่วยเหลือจากเธอเสมอ 
โดยเฉพาะวิชาภาษาไทย ซึ่งผมไม่ชอบเอาเสียเลย ผิดกับเธอที่ชอบวิชานี้มาก

วันหนึ่งในคาบภาษาไทย ครูสั่งให้พวกเรากลับไปเขียนจดหมายถึงเพื่อนในห้อง 
เมื่อกลับถึงบ้าน ผมจึงรีบเขียนจดหมายตามที่ครูสั่ง ผมนั่งจ้องกระดาษแผ่นนั้นอยู่นาน จนเวลาก็ผ่านไปเกือบยี่สิบนาที 
กระดาษที่วางอยู่ตรงหน้าก็ยังคงว่างเปล่าอยู่เหมือนเดิม ผมคิดไม่ออกว่าจะต้องเขียนว่าอะไรและต้องเขียนอย่างไร 
ทันใดนั้นเอง เสียงกดกริ่งหน้าบ้านก็ดังขึ้น ผมจึงลุกไปเปิดประตู

“อ้าว มะลิมีอะไรหรือเปล่า” ผมถามด้วยความสงสัยเมื่อเห็นเด็กผู้หญิงคนนั้นยืนอยู่หน้าบ้าน
“เรามาเอาสมุดภาษาไทยที่นายยืมเราไปเมื่อตอนกลางวันน่ะ” 
“อ๋อ รอเดี๋ยวนะ” ผมรีบวิ่งเข้าไปในบ้าน และหยิบเอาสมุดออกมาคืนเธอ
“ว่าแต่…นายเขียนจดหมายเสร็จหรือยัง” เธอถามขึ้นหลังจากที่รับสมุดคืนไป
“ยังเลย เรายังไม่รู้ว่าจะเขียนอะไรดี” 
“นายอยากถามอะไรกับคนที่รับจดหมายหรืออยากเล่าอะไรให้เขาฟัง นายก็เขียนอย่างนั้นแหละ ฉันไปนะ” มะลิบอกกับผมพร้อมโบกมือลาด้วยท่าทางรีบเร่ง
“เดี๋ยวมะลิ! เราเขียนจดหมายหาเธอ…ได้หรือเปล่า” ผมถามเธออย่างไม่ค่อยเต็มเสียงนัก
“ได้สิ” เธอตอบผมด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม ก่อนจะเดินกลับไป

เช้าวันถัดมา เมื่อถึงคาบภาษาไทย เพื่อนในห้องแต่ละคนก็ออกมาอ่านจดหมายที่ตัวเองเขียนไว้
จนกระทั่งถึงทีของผม ผมเดินออกไปหน้าห้องด้วยความประหม่า 
ครูถามผมว่าเขียนถึงใคร ผมก็ตอบไปว่าผมเขียนให้มะลิ 
ครูจึงถามต่อว่าทำไมผมถึงเขียนให้มะลิ เช่นเดียวกับที่ถามเพื่อนคนอื่น

“แม่ผมบอกว่าถ้าคิดถึงใครก็เขียนถึงคนนั้นครับ” ด้วยความใสซื่อ ผมจึงตอบครูไปอย่างนั้น

แต่หลังจากที่ผมพูดประโยคนั้นออกไป เพื่อนทุกคนในห้องก็ส่งเสียงแซวผมกับมะลิ 
ผมจึงหันไปมองมะลิซึ่งนั่งอยู่ที่โต๊ะของเธอ ตอนนั้นเธอกำลังหน้าแดงมาก 
ครูจึงบอกให้ทุกคนเลิกแซวเราสองคน และให้ผมอ่านจดหมายของผมต่อ 
หลังจากเหตุการณ์หน้าห้องเรียน ก็ทำให้เพื่อนๆ ชอบล้อผมกับมะลิว่าเราสองคนเป็นแฟนกัน 
มะลิกับผมจึงพูดคุยกันน้อยลงเวลาอยู่ต่อหน้าเพื่อน เพราะมะลิกลัวโดนเพื่อนล้อ

หลังจากพักกลางวัน ผมและเพื่อนคนอื่นๆ ก็เริ่มทยอยเข้าห้องเรียน 
ในขณะนั้น ผมก็เห็นมะลิที่นั่งอยู่ในห้องก่อนแล้ว กำลังใช้มือชี้มาที่ใต้โต๊ะของผม คล้ายกับต้องการให้ผมดูอะไรสักอย่าง 
ผมจึงเดินไปนั่งที่โต๊ะและก้มดู แล้วพบว่ามีกระดาษที่พับครึ่งวางอยู่ใต้โต๊ะ 
บนกระดาษเขียนเอาไว้ว่า ‘ถึงนที’ ซึ่งก็คือชื่อของผมเอง 
ผมจึงเปิดดู 
‘อย่าลืมเอาดินสอเรามาคืนด้วยนะ…จากมะลิ’ 
ทันทีที่อ่านจบ ผมเงยหน้าขึ้นไปพยักหน้ากับเธอ เธอก็พยักหน้าแสดงการรับรู้และหันไปคุยกับเพื่อนต่อ 

กระดาษแผ่นนั้นเองก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ผมกับมะลิคุยกันผ่านตัวอักษร
ในตอนแรกคงเป็นเพราะกลัวว่าจะโดนเพื่อนล้อ แต่พอเราสองคนได้เริ่มคุยกันบ่อยขึ้น ผมก็รู้สึกว่าการเขียนจดหมายคุยกันก็เป็นความรู้สึกที่ไม่เลวเหมือนกัน 
และมันก็ทำให้ผมได้รู้ว่าผมเองรอคอยกระดาษแผ่นเล็กๆ ที่มีตัวหนังสือของเธออยู่ทุกวัน

เย็นวันหนึ่ง หลังจากที่ทำเวรเสร็จ ผมนึกขึ้นได้ว่าตัวเองยังไม่ได้คืนดินสอให้กับมะลิ ดังนั้นผมจึงนำดินสอไปวางไว้ที่ใต้โต๊ะของเธอ 
แต่ขณะที่กำลังวางดินสอนั้น กระดาษยับๆ แผ่นหนึ่งก็ร่วงลงจากโต๊ะ ผมจึงเก็บมันขึ้นมา ก่อนที่สายตาของผมจะสะดุดเข้ากับข้อความที่เขียนไว้ 
‘นที เราอย่าเขียนจดหมายหากันอีกเลยนะ’ 
ข้อความบนกระดาษแผ่นนั้นทำให้ผมรู้สึกสับสนและไม่เข้าใจในสิ่งที่เกิดขึ้น

“อ้าว ยังไม่กลับบ้านอีกหรอ” ทันทีที่ได้ยินเสียงทักของเจ้าของกระดาษในมือ ผมก็รีบยัดกระดาษแผ่นนั้นเข้าใต้โต๊ะอย่างลนลาน
“วันนี้เราต้องทำเวร แล้วเธอล่ะ” ผมตอบเธอและเดินออกไปที่หน้าประตู
“กำลังจะกลับแล้ว แต่พอดีครูให้เรามาตรวจเวรทำความสะอาด” 
“งั้นกลับพร้อมกันไหม” ผมถามด้วยเสียงที่สั่นเล็กน้อย พร้อมกับช่วยเธอปิดประตูห้องเรียน

ในระหว่างที่เราสองคนกำลังเดินกลับ ฝนก็ทำท่าจะตก ผมกับมะลิจึงรีบวิ่งไปที่ป้ายรถเมล์ซึ่งอยู่ระหว่างทางกลับบ้าน 
เราสองคนนั่งหลบฝนกันอยู่ครู่ใหญ่ มะลิก็พูดขึ้นมาว่า

“ปีหน้าเราก็จะขึ้น ม.1 กันแล้ว นทีคิดไว้หรือยังว่าจะไปเรียนต่อที่ไหน”
“เราคงต่อที่เดิมแหละ มะลิล่ะ” ผมตอบและถามเธอกลับ
“แม่เราอยากให้เข้าโรงเรียนรัฐฯน่ะ” 
“อย่างนี้เราก็จะไม่ได้เจอกันแล้วสินะ” ผมเอ่ยขึ้นอย่างอดใจหายไม่ได้
“เจอสิ แค่ย้ายโรงเรียนเฉยๆ บ้านเราก็อยู่ที่เดิม”

ขณะเดียวกันนั้นสายตาของผมก็เหลือบไปเห็นตู้ไปรษณีย์สีแดงที่อยู่ฝั่งตรงข้าม 
มันทำให้ผมนึกถึงข้อความบนกระดาษแผ่นนั้นที่ผมเพิ่งได้อ่าน

“แล้วเราจะยังเขียนจดหมายหากันเหมือนเดิมหรือเปล่า” ผมถามเธอ พร้อมกับคาดหวังคำตอบที่ตัวเองต้องการอยู่ในใจ
“เราสองคนคงไม่ต้องเขียนจดหมายหากันแล้วล่ะ คงไม่มีใครล้อพวกเราแล้ว” 
“อืม” เมื่อได้ยินเธอพูดเช่นนั้น ผมจึงทำได้เพียงแค่พยายามซ่อนความรู้สึกเสียใจเอาไว้ ที่ผ่านมาผมไม่เคยเขียนข้อความถึงเธอเพียงเพราะกลัวเสียงล้อของเพื่อน แต่เพราะเธอเป็นเพื่อนคนแรกที่ผมเขียนจดหมายให้ และผมก็อยากจะให้มันเป็นอย่างนั้นต่อไป 
“นที ขอบใจนะที่เป็นเพื่อนเรามาตลอด” มะลิทำลายความเงียบลง ท่ามกลางเสียงฝนที่กำลังจะตกหนักขึ้น
“ถ้าย้ายโรงเรียนไปแล้ว เราสองคนอาจจะคุยกันน้อยลง แต่มะลิห้ามลืมเรานะ” 
“เราจะลืมเพื่อนได้ยังไง”
“มะลิ…จำคำตอบที่เราเคยตอบครูตอนออกไปอ่านจดหมายหน้าห้องเรียนได้ไหม” ผมถามขณะกำลังมองไปยังสายฝนที่เทกระหน่ำลงมาข้างหน้า
“อ๋อ จำได้ ทำไมหรอ” มะลิถามกลับคล้ายไม่ได้อยากรู้คำตอบอย่างจริงจังนัก
“เราจะรอวันที่เธอรู้สึกแบบนั้นนะ” 
ผมเลื่อนสายตากลับมามองที่เธอ ปล่อยให้เสียงฝนเม็ดใหญ่ทำลายความเงียบงันระหว่างเราสองคน 
แม้ว่าเสียงนั้นอาจจะดังยิ่งกว่าเสียงหัวใจของผมเองเสียอีก…

หลังจากบทสนทนาในวันนั้นจบลง ผมก็ไม่เคยรู้เลยว่าเธอรู้สึกอย่างไรกับผม 
ผมรู้แค่ว่าตัวเองรู้สึกดีกับเรื่องราวที่เกิดขึ้นระหว่างเราสองคน แม้ในตอนนั้นผมจะยังเด็กเกินกว่าที่จะเข้าใจว่าความรักคืออะไร 
มันอาจจะเป็นเพียงแค่ปั๊ปปี้เลิฟของเด็กผู้ชายคนหนึ่งเท่านั้น แต่ความรู้สึกหนึ่งที่ผมมั่นใจ ก็คือความคิดถึงที่มีต่อเธอ 
เธอที่ยังคงอยู่ในความทรงจำของผมเสมอมา 
ความจริงแล้ว ผมอาจไม่ได้อยากรู้ว่าเธอรู้สึกอย่างไรกับผมกันแน่ แต่ผมเพียงแค่อยากรู้ว่าเธอจะคิดถึงผมบ้างหรือเปล่า

จนกระทั่ง…จดหมายฉบับนี้ส่งมา…



SHARE
Writer
ktyn
your garden
ความรู้สึกที่พูดไม่ได้ แต่เขียนได้

Comments

nxtthxrikx
2 years ago
อย่าลืมมาเล่าต่อนะคะ :)
Reply
ktyn
2 years ago
:)