you're still in my memory
ฉันกลับมาเขียนไดอารี่อีกครั้งในรอบห้าเดือนที่ไดอารี่ถูกเว้นว่างไปเพราะความวุ่นวายในชีวิต ทำให้ไม่มีเวลาว่างมาบันทึกเรื่องราวต่างๆในชีวิตมากเท่าที่ควร ฉันเปิดไดอารี่ที่เขียนไว้ตั้งแต่ปี 2014 แล้วอ่านมันอย่างใจเย็น ปีนี้ก็เสียคนที่เคยสำคัญไป ส่วนปีนั้นคนที่เขามาก็ไม่ได้ดีอย่างที่คิด จนมาถึงเดือนที่ 9 ของปี 2015 มีใครบางคนที่เข้ามาตกผนึกอยู่ในห้วงความคิดของฉันนับตั้งแต่นั้นจนถึงปีนี้ 2017 แล้ว การที่ฉันมองย้อนกลับไปก็ทำให้ฉันรู้สึกว่าการพบกันระหว่างเขากับฉันมันช่างเป็นเรื่องบังเอิญอย่างที่สุด 

- กันยายน 2015 -
ช่วงปิดเทอมก่อนขึ้นเทอมสองกำลังดำเนินไปอย่างน่าเบื่อหน่าย ฉันกำลังนั่งอ่านบล็อกนู่นนี่นั่นเกี่ยวกับอะไรต่างๆที่ฉันสนใจเป็นพิเศษ ก่อนที่สายตาจะสะดุดไปที่การแจ้งเตือนอันล่าสุดที่เพิ่งมีเข้ามาเมื่อไม่กี่นาทีก่อน มันเป็นการแจ้งเตือนจากเพื่อนต่างห้องที่ฉันสนิทด้วย ฉันจึงกดเข้าไปอ่านอย่างว่องไว
'เห้ยมึง พรุ่งนี้ไปงานที่มหาลัย__ ไหม พอดีมันขาดอีกสองคน เป็นงานของคณะ__' เป็นข้อความที่เพื่อนคนนี้ส่งมา อ่านจบฉันตัดสินใจได้ไม่ยากเลยเพราะเป็นทั้งคณะและมหาลัยในฝันของฉัน
'ถ้าไปเจอกันพรุ่งนี้ที่โรงเรียน 7 โมงเช้าชุดนักเรียนนะ' นี่ข้อความอีกอันที่ 'เฟีย' ส่งมาให้
'เออ เอาดิ เดะกูลองชวนเพื่อนอีกคนแปป' ฉันกดออกจากแชทอันนี้ก่อนจะเลื่อนหาชื่อเพื่อนสนิทต่างห้องอีกคนที่มีชื่อว่า 'เชอร์รี่' ทันที


'รี่พรุ่งนี้มึงว่างมะ ไปงานของมหาลัย__กัน ไปกับทางโรงเรียน' ฉันพิมพ์ข้อความนี้แล้วส่งไปประมาณ 10 นาทีกว่าๆมันก็ตอบกลับมา
'เดี๋ยวกูลองถามพี่ก่อนว่ามันไปไหนไหมแล้วจะมาบอก' 
-ผ่านไปประมาณ 30 นาที-
'เห้ยมึงกูไปได้'
'โอเค เดี๋ยวกูจะได้ไปบอกไอเฟีย' 

จากนั้นฉันก็สลับแชทไปมาระหว่างเฟียและ เชอร์รี่ เพื่อบอกกำหนดการคร่าวๆที่ต้องทำให้วันพรุ่งนี้
-2x กันยายน 2015-
ตอนนี้่เป็นเวลา 8 โมงกว่า ทางโรงเรียนพาเรามาถึงที่งานไวกว่ากำหนด ครูจึงปล่อยให้พวกเราไปเดินเล่นได้ตามอัธยาศัยแต่ต้องกลับมาตอนที่งานใกล้จะเปิด วันนี้พวกเรา(มอห้า)มากับพี่ๆมอหกและครูแนะแนวอีกสองท่าน ก่อนอื่นเลยก็ต้องมาถ่ายรูปกับคณะเพื่อไปทำแฟ้มสะสมผลงานและเป็นที่ระลึกว่าเราได้มาที่นี้แล้วนะ อะไรแบบนี้ ระหว่างที่เพื่อนๆอีกหลายคนกำลังถ่ายรูปกันเราก็เลยปลีกวิเวกออกมากันสองคนกับเชอร์รี่แล้วเดินไปตามตึกต่างๆบริเวณใกล้เคียง เราสองคนผลัดกันถ่ายรูป ถ่ายบรรยากาศรอบๆคณะในฝัน(ของฉัน) จนกินเวลาไปกว่า 30 นาที พวกเราจึงเดินกลับตึกเดิมกัน ซึ่งก็เกือบจะหลงตึกแล้วเพราะจำทางกันมั่ว 

พอมาถึงตึกพี่ๆที่คณะก็เรียกไปลงทะเบียนเข้างานแล้วก็ให้ป้ายห้อยบัตรมา เพื่อไว้สำหรับไปดูงานในคณะเป็นกลุ่มๆตามที่พี่เขาแบ่งกันไว้ไรงี้ ฉันกับเชอร์รี่อยู่กลุ่มเดียวกันและก็มีรุ่นพี่มอหกที่โรงเรียนอีกสองถึงสามคน ส่วนเฟียก็ไปอยู่กับเพื่อนๆอีกกลุ่มและเราก็สังเกตเห็นรุ่นพี่คนนึง อันที่จริงเรียกสังเกตก็คงไม่ได้ เพราะสายตาเหมือนสะดุดไปที่พี่เขาเลยมากกว่า อารมณ์เหมือน first impression พี่เขาเข้ามาเอาป้ายห้อยให้ จริงๆแล้วพี่เขาตรงกับลักษณะคนที่ฉันชอบเขามีรอยยิ้มที่น่ารักและฉันชอบคนยิ้มแบบพี่เขา เหมือนตอนนี้เพื่อนจะสังเกตเห็นแล้วว่าฉันแอบมีรอยยิ้มเล็กๆมาจากการส่องพี่เขาอยู่จึงเริ่มแซวกันนิดๆหน่อยๆ

'พี่เขาแม่งน่ารักว่ะมึง แค่เดินมาใกล้ๆกูก็เขินจะแย่ละเนี่ยะ ถ้าได้คุยกันกูตายแน่' ฉันพูดกับเพื่อนหลังจากที่เห็นพี่คนนั้นรอบที่ 200 ของวันเห็นจะได้
'ก็เขาคอยเดินประสานงานมึงอย่าเพิ่งเพ้อเจ้อ ไปฟังเขาบรรยายก่อนนู่น' แล้วมันก็ชี้ให้มองที่โต๊ะที่มีพี่ๆกับกำลังอธิบายเกี่ยวกับเนื้อหาที่เจอภายในคณะนี้
'เออ รู้แล้วก็ฟังอยู่เนี่ยะ โอ้ยมึง' พูดจบฉันก็ชี้ไปที่กลุ่มของเฟียที่อยู่ถัดไป ฉันเห็นพี่เขายืนคุยอยู่กับเพื่อนส่วนในมือก็คอยถือวอไว้ด้วย

หลังจากนั้นพวกเราเกือบทุกกลุ่มก็ได้มาเจอกันที่ฐานสำคัญที่สุดของคณะนี้ พี่ๆเริ่มอธิบายและตั้งคำถามกับน้องๆที่มา และก็ยังเปิดโอกาสให้น้องๆถามกลับด้วย ตอนนี้เป็นช่วงที่สนุกมากแถมความรู้ก็เยอะมากเช่นกัน เลยแอบรู้สึกนิดหน่อยว่าคงต้องกลับไปอ่านหนังสือเพิ่มซะแล้วไม่งั้นสอบไม่ติดแน่
'มึงงงง พี่โต๊ะกูน่ารักมากอะ แบบกรี๊ดโคตร' เฟียเดินมาบอกกับฉัน หลังจากฐานนี้จบดูเหมือนทุกคนจะได้รุ่นพี่กลับไปกรี๊ดกันตามระเบียบ
'คนไหนวะ' ฉันถามและเฟียก็ตอบโดยการชี้ไปที่รุ่นพี่คนหนึ่งที่ยืนอยู่ๆข้างๆพี่ที่ฉันส่อง
'เห้ย พี่ที่กูส่องน่ารักกว่า 'พูดจบฉันก็หัวเราะ ฉันพูดโดยมีสายตาจากเชอร์รี่และเพื่อนคนอื่นๆมองมาด้วยแววตาล้อเลียนเล็กน้อย
'จ้าๆใครจะไปสู้พี่วอมึงได้ละ' พวกเพื่อนๆบัญญัติชื่อให้พี่เขาใหม่โดยสังเกตจากที่พี่ถือวอมาตลอดเวลามาตั้งซะเลย

เมื่อจบกิจกรรมต่างๆก็มีรุ่นน้องที่มาในวันนี้ขอรุ่นพี่ถ่ายรูปเป็นปกติ แต่ที่ไม่ปกติก็คือฉันเองนี่แหละ เพื่อนๆก็ไปขอถ่ายรูปกันหมดแล้วนะ มีแต่ฉันที่บ่นว่า 'อยากถ่ายรูปกับพี่วอว่ะ' แต่ก็ไม่เข้าไปขอซักที อันที่จริงเราเห็นพี่เขายุ่งๆด้วยเลยไม่อยากกวนซะมากกว่า ตอนนี้เรากับเพื่อนๆก็มายืนล้อมกันเป็นรูปครึ่งวงกลมแล้วสลับกันถ่ายรูปเล่นไปเรื่อยเปื่อย แซวคนนู่นที่ไปถ่ายกับรุ่นพี่ แต่เหมือนกรรมติดจรวดไวกว่าที่คิด เพราะ...

'น้องครับ' ฉันหันไปตามเสียงเรียก ให้ตายเถอะ เป็นพี่เขาอะ 
'อ่อค่ะพี่' เสียงเพื่อนๆเริ่มแซว
'น้องมาใหม่ปะครับ ลงทะเบียนยังถ้ายังเดี๋ยวไปลงตรงโน้นเนอะ' เขายิ้มให้ซึ่งมันทำเอาเขินเลยแหะ
'หนูรอบเช้าค่ะเสร็จแล้ว^^' ฉันยิ้มให้พี่
'แล้วน้องกลับบ้านยังไงครับ กลับเองรึเปล่า' ตอนถามพี่เขาก็ก้มตัวลงมา สงสัยเพราะฉันเตี้ยมั้ง
'อ่อ เดี๋ยวกลับกับทางโรงเรียนค่า' 
'เดินทางกลับปลอดภัยๆนะครับน้อง' พี่เขายิ้มอีกละว้อยยยยยยย
จนมาถึงตอนนี้หัวใจมันเต้นเร็วมากแบบมันเขินไปหมด รู้สึกเลยว่าตัวเองหน้าแดงหูแดงแล้วอะ แต่พอเพื่อนพูดประโยคถัดมาทำเอาใจเต้นแรงกว่าเดิมประมาณ 3 เท่าได้

'พี่คะ เพื่อนหนูอยากถ่ายรูปด้วย' ไอเฟียยยยยยย 

ตอนนั้นรู้สึกหน้าเหวอไปแล้ว เขินก็เขิน ฉันคิดแค่ว่าได้เจอกันก็ดีมากแล้วคงไม่มีทางได้คุยอะไรกันไปมากกว่านี้ แต่นี้จะได้มีรูปถ่ายไว้ดูเวลานึกถึงแม่งโคตรมหัศจรรย์ พี่เขาหันมามองเราแล้วยิ้มให้จากนั้นก็พูดว่า

'ได้ครับ'


ผ่านมาไม่กี่วันเพื่อนฉันก็ใช้ไสยศาสตร์ด้านมืดของมันไปตามหาเฟซบุ๊คพี่เขามาจากเฟซบุ๊คของพี่อีกคนที่เพื่อนขอมา และฉันก็ได้รู้ชื่อเล่นจริงๆของเขาจนได้ ทำให้คราวนี้ฉันกับพี่เขาได้คุยกันจริงๆต้องขอบคุณวิชาแนะแนวอีกเช่นเคยที่ทำให้เราตัดสินใจทักพี่เขาไปถามเกี่ยวกับคณะที่เราอยากเข้าและพี่เขาก็ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดีอีกด้วย  มีประโยคนึงที่พี่เขาพิมพ์มาแล้วทำให้ฉันแอบอบยิ้มขึ้นมาเล็กน้อย
'โทษนะครับบ น้องชื่ออะไรนะ พี่จำเราได้นะ ที่มางานวันนั้นอะ' 
'ชื่อ__ค่ะ พี่จำหนูได้ด้วยหรอ'
'จำได้ดิ พี่ไม่ใช่ปลาทอง 55' เออจำได้จริงปะวะ อย่ามาทำให้ใจเต้นงี้นะ นี่คิดในใจ แล้วพี่เขาก็พูดถึงเรื่องตอนที่เราเจอกัน เพื่อยืนยันว่าจำฉันได้จริงๆ

พวกเราสองคนคุยกันแบบ 12 ชั่วโมงตอบทีอยู่หลายวัน พี่เขาเป็นคนน่ารักนะ คุยกันเป็นกันเองมาก ไม่คิดเลยว่าจะกวนประสาทขนาดนี้ ทั้งๆที่บุคลิกวันนั้นก็ดูนิ่งๆ ขรึมๆ ดีใจที่ได้รู้จักคนดีๆแบบพี่เขามาอีกคนจริงๆแบบดีใจอะ เป็นที่ปรึกษาเรื่องเรียนได้ มาถึงตอนนี้ก็ยังไม่ได้ชอบพี่เขาหรอกนะ เหมือนแค่รู้สึกน่าชื่นชมอะไรแบบนี้มากกว่า  

-31 ธันวาคม 2015-
วันนี้เราออกไปเคาท์ดาวน์กับพี่สาวและป้าอีกคนที่ห้างแห่งหนึ่งใจกลางเมืองกรุงเทพ เราก็พิมพ์เรื่องราวในปีนี้ที่อยากจะเก็บไว้อ่านในปีถัดๆไปอย่างใจเย็น เพราะอยากจะระลึกเรื่องราวไว้ให้ได้มากที่สุด เราก็พิมพ์เกี่ยวกับประสบการณ์ชีวิตที่ทั้งดีและไม่ดี ไปเรื่อยๆระหว่างรอพี่สาวช้อปปิ้งไปพลางๆและทันใดนั้นเองก็มีเรื่องที่ทำให้เรายิ้มกว้างออกมาแบบหุบยิ้มไม่ได้ก็ คือการแจ้งเตือนของพี่วอนั้นเอง 

'เคาท์ดาวน์ไหนครับบบ'
'ก็มาดูไฟในเมืองค่ะ 555 พี่ละ ?'
'ที่บ้านนๆ' หลังจากนั้นก็มีข้อความของเขาส่งมาอีก
'คนเยอะมะะ'
'ดูแลตัวเองดีๆนะะ คนเยอะะ'
ฉันนั่งยิ้มกับข้อความที่เขาส่งมา ถ้ามีคนมองเห็นหน้าฉันตอนนี้คงดูออกเลยว่ามีความสุขมากแค่ไหนและต้องยอมรับเลยว่าหัวใจมันเต้นแรงจนฉันรู้สึกแปลกๆหรือนี่คือฉันเริ่มรู้สึกดีกับเขาแล้วจริงๆ

ฉัันชื่นชมความงามของพลุอยู่จนผ่านพ้นเที่ยงคืนมาไม่กี่นาทีฉันก็เปิดโปรแกรมแชทหนึ่งขึ้นมาแล้วพิมพ์ไปว่า
'Happy new year2016 นะคะพี่_ :) ' ไม่กี่นาทีต่อมาฉันก็ได้รับข้อความจากเขา
'Hny นะฝ้ายย'
'โตไวๆนะนู๋'
'มีความสุขมากๆน้า'
'กลับบ้านดีๆ'
บอกตรงๆปีใหม่ปีนี้ฉันทีความสุขที่สุดแล้ว 

เขาเป็นบุคคลที่ไม่เคยจางหายไปจากความคิดของฉัน อาจจะหายไปบ้างบางช่วง แต่เขาก็เหมือนสายลมที่ถึงแม้จะมองไม่เห็น ฉันก็สามารถรับรู้ได้เสมอว่าเขายังอยู่ที่เดิมๆไม่ไปไหน เป็นคนที่ฉันเฝ้ารอการที่จะได้คุยกันอยู่เสมอ บทสนทนาของเราสองคนไม่หวือหวาหรืออะไรเลย อาจจะเป็นเพราะฉันแอบชอบเขาอยู่ฝ่ายเดียวเสียมากกว่า แต่ฉันก็ยินดีที่จะได้แอบมองรอยยิ้มของเขาอยู่แบบนี้เรื่อยไป .... 

ขอบคุณนะ โชคชะตา 



      







SHARE
Written in this book
Girl with a soft heart.
แด่พวกคุณทุกคนที่ทำให้ฉันทั้งยิ้มและร้องไห้

Comments