ก่อนท้องฟ้าจะสดใส
ชีวิตของผมคือเรียนจบวิชาแพทยศาสตร์และแต่งงานกับสุนิดา...ชะตาของผมถูกลิขิตเช่นนั้น
 
พ่อแม่ของผมกับสุนิดาเป็นเพื่อนรักกันมาตั้งเยาว์วัย พ่อแม่ของผมเป็นศาสตราจารย์ที่มหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ ส่วนพ่อแม่ของเธอเป็นนักวิจัยที่สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมแห่งชาติ ผมกับสุนิดารู้จักกันมาตั้งแต่เด็ก เราทั้งสองเป็นเด็กเรียนดีทั้งคู่ คนรอบข้างเลยจับคู่ให้ผมกับเธอบ่อยครั้ง ถึงแม้ว่าผมจะเขินแต่ก็เป็นสุขใจ ผมรักสุนิดา รักที่สุด รักยิ่งกว่าสิ่งใดในโลก เมื่อครั้งอยู่โรงเรียนมัธยมผมกับเธอเป็นเพื่อนสนิทกัน นั่งโต๊ะติดกัน ทำงานด้วยกัน คอยเป็นที่ปรึกษาซึ่งกันและกัน ทว่าผมไม่เคยแสดงความรักให้เธอรับรู้ เพราะมั่นใจว่าในใจของเธอเองก็รักผมเช่นกัน ดูจากสีหน้า ท่าทาง และรอยยิ้มของเธอ ตอนนี้เรากำลังศึกษาต่อด้านแพทยศาสตร์ เมื่อเรียนจบแล้ว ผมจะขอเธอแต่งงาน มีคนเคยบอกกับผมว่านี่มันเป็นเพียงภาพลวงตา เป็นความฝันที่ไม่มีวันเป็นจริง ผมไม่เชื่อ มันไม่ใช่ความฝัน แต่มันคือชะตาลิขิตของเรา ไม่มีทางที่ผมจะเปลี่ยนเป้าหมายของชีวิตเลยถ้าไม่เกินเหตุการณ์นี้ขึ้น...

ผมจำได้ดีว่าวันนั้นผมกับสุนิดาเพิ่งทำการทดลองในวิชาปฏิบัติการชีวเคมีเสร็จ ในขณะที่ผมกับเธอกำลังนั่งกินข้าวอยู่บนโต๊ะเดียวกัน เธอมีเรื่องจะปรึกษาผม ผมให้เธอพูด เธอค่อยๆ พูด เธอกำลังมีความรัก ผมตกใจและถามไปว่ามีความรักกับใคร กับเพื่อนที่ทำงานอยู่ชมรมวรรณศิลป์ เธอตอบ รู้สึกแบบนี้มานานแค่ไหนแล้ว? ผมถาม สักสองสามเดือนได้แล้ว เธอตอบ ไหนว่าเรารักกันไม่ใช่หรอ? ผมเริ่มโกรธ น้ำตาค่อยๆ ไหล เธอถามผมว่าผมไม่อึดอัดกับเส้นทางชีวิตที่จัดการโดยคนอื่นหรือไง หมายความว่าอย่างไร? ผมถาม เธอไม่เคยสงสัยในเรื่องพวกนี้มาก่อนจนกระทั่งเจอกับเขา เขาเป็นคนหน้าตาใช้ได้ แต่ชีวิตของเขาทำให้เธอทึ่ง เขาเรียนอักษรศาสตร์ เพราะเขาอยากเขียนหนังสือ เขามีความฝันที่เกิดจากความต้องการของเขาเอง ไม่ได้ถูกกำหนดจากคนรอบข้างเหมือนเรา ชีวิตของเขาทำให้เธอทึ่ง เธอบอก เธอไม่อยากเรียนวิชาที่ไม่ได้อยากเรียนอีกต่อไปแล้ว เธอตัดสินใจลาออก แล้วเรียนต่อด้านอักษรศาสตร์ เหมือนกับเขาคนนั้น ไม่มีใครห้ามเธอได้ เธอเอ่ยขอบคุณสำหรับทุกสิ่งทุกอย่าง แล้วเธอก็ลุกหนีจากผมไป

สิ่งที่เธอสารภาพทำให้หัวใจของผมแหลกสลาย ผมสูญเสียหมดแล้ว ทั้งความฝัน แรงบันดาลใจ เป้าหมายชีวิต เวลาในอดีตที่ผ่านมาสูญเปล่า ผมเริ่มสงสัยว่า ชีวิตคืออะไร? ความฝันคืออะไร? ทว่าไม่มีใครให้คำตอบผมได้ ผมหมดกำลังใจที่จะเรียนหนังสือต่อ ผมไม่อ่านหนังสือ ไม่ทำการบ้าน ไม่พูดจากับคนรอบข้าง ทำให้คนในครอบครัวของผมกังวลมาก ผมได้รับการวินิจฉัยว่ามีอาการซึมเศร้า และถูกส่งไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลทางจิตแห่งหนึ่ง

ผมมีอาการดีขึ้นเล็กน้อยเมื่อนอนพักที่โรงพยาบาลได้สองสัปดาห์ ตอนนี้ผมดร็อบทุกวิชาที่เรียนหมดแล้ว และเริ่มทบทวนตัวเอง ทำไมผมถึงเลือกเรียนสายวิทย์? เพียงเพราะสังคมบอกว่าเด็กเก่งต้องเรียนสายวิทย์เท่านั้น? เพราะพ่อแม่บอกให้เรียน? แล้วจริงๆ ตนเองสนุกกับการเรียนหรือ? ผมไม่รู้ ผมรู้ว่าผมเรียนได้ ผมจดจำทุกตัวอักษร คำนวณโจทย์ปัญหาได้ทุกข้อ แต่ผมชอบจริงๆ หรือ? ทำไมระบบการศึกษาไม่ให้เวลาให้ผมได้รู้จักตัวเองบ้างเลย? ผมไม่เคยคิดเรื่องเหล่านั้นเลยจนกระทั่งวันที่สุนิดาทิ้งผมไว้เบื้องหลัง แล้วพ่อแม่ของผมล่ะ? ตอนนี้ท่านรู้สึกอย่างไรบ้าง? อับอาย? ขายหน้า? มีลูกชายที่ไม่ได้ความ...ต้องถูกส่งตัวมาเป็นผู้ป่วยโรงพยาบาลทางจิต พวกท่านจะเสียใจมากน้อยแค่ไหน? ท่านต้องผิดหวังในตัวลูกชายคนเดียวมากๆ แน่นอน? ผมอกัตญญูต่อท่าน? ผมไม่อาจตอบแทนบุญคุณท่านได้? ผมทำให้ครอบครัวเสื่อมเสีย? ทำให้ผู้คนรอบข้างพากันติฉินนินทา ต่อให้ผมสามารถกลับไปเรียนต่อได้ ผมจะสู้หน้าเพื่อนๆ ที่เรียนรุดหน้าไปไกลได้อย่างไร? จะสู้หน้าอาจารย์ได้หรือไม่?

ชีวิตของผมจบสิ้นแล้ว...ผมจะฆ่าตัวตาย ผมคิดเช่นนั้น และผมเพิ่งเล่าความในใจทั้งหมดให้พยาบาลที่มีชื่อว่า ‘หาฝัน’หล่อนสุภาพ และรับฟังทุกสิ่งที่ผมระบายโดยไม่ซักถามเลยแม้แต่น้อย เมื่อผมพูดจบ หล่อนบอกให้ผมทำใจให้สบาย หลับตาลง หล่อนเอามือมาแนบหน้าผากผม ผมรู้สึกผ่อนคลายอย่างบอกไม่ถูก ไม่เคยรู้สึกสบายใจแบบนี้มาก่อน หลับฝันดี หล่อนบอก แล้วผมก็ผลอยหลับไป...

เมื่อผมตื่นนอน ผมรู้ตัวทันทีว่าจะต้องทำอะไรต่อจากนี้ ผมแจ้งเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลว่าผมหายดีแล้ว พ่อกับแม่ของผมเดินทางมารับ พวกท่านดีใจมาก พ่อถามว่าอยากไปเที่ยวที่ไหนหรือไม่? ผมตอบท่านว่าอยากไปเที่ยวห้าง พวกท่านยินยอมทำตามความต้องการของผม เมื่อรถจอดที่ชั้นสิบ เราเดินไปที่โซนบันไดหนีไฟเพื่อเข้าห้าง ตรงผนังจะมีโพรงขนาดที่คนสามารถคลานเข้าไปได้ ผมคาดว่าตัวโพรงคงทะลุไปจนถึงชั้นล่างสุดของห้าง ผมวิ่งไปหาโพรง ปีนเข้าไปข้างใน แล้วปล่อยตัวเองให้ตกลงไป...

ผมรู้สึกได้ถึงแรงลมที่กระแทกใบหน้า นี่ไง...สมใจแล้วสิ ชีวิตต่อไปมันหมดสิ้นแล้ว ผมหลับตา อ้าแขนต้อนรับความตายที่กำลังมาเยือน นี่หรือคือทางที่เลือก? เสียงหนึ่งก้องขึ้นมาในหัวของผม เป็นเสียงของพยาบาลหาฝัน ผมแปลกมากที่เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น มันเป็นสิทธิของผม ผมตะโกนตอบเสียงหล่อน แต่ถ้าชีวิตจบสิ้น...ก็หมดโอกาสแก้ตัว หมดโอกาสใช้ชีวิตที่ต้องการ หมดโอกาสเปิดใจสำหรับความรักใหม่ ชีวิตมันสิ้นสุดได้ง่ายขนาดนี้หรือ? เสียงของหล่อนดังขึ้นในโสตประสาทของผม แต่ผมกำลังจะตาย ผมตอบและเริ่มร้องไห้ บอกสิว่ายังไม่อยากตาย บอกสิว่ายังไม่อยากตาย บอกสิว่ายังไม่อยากตาย บอกสิว่ายังไม่อยากตายบอกสิว่ายังไม่อยากตาย...เสียงของพยาบาลดังขึ้นเรื่อยๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ผมนึกถึงชีวิตในอนาคต ผมลาออกจากการเรียนแพทยศาสตร์ แล้วเรียนต่อด้านการวาดรูปแทน ผมจะพบรักและแต่งงานกับเพื่อนที่เรียนวาดรูปด้วยกัน ผมโอบกอดและใช้ริมฝีปากจูบอย่างนุ่มนวล ผมมีลูกกับเธอ ขายผลงานได้เรื่อยๆ รายได้ไม่มั่นคง แต่ผมมีคนที่ผมจะต้องดูแลด้วยชีวิต มีงานที่ทำด้วยใจรัก ผมไม่คาดหวังอะไรไปมากกว่านี้ ไม่แล้ว ไม่มีอีกแล้ว ผมไม่สนใจว่าจะมีใครต่อใครมาต่อว่าตำหนิ ผมไม่สนแล้ว ผมมีชีวิตที่ผมต้องการ ผมมีความสุข ใช่ ผมอาจจะไม่เหลืออะไรในชีวิต แต่ผมมีความสุข ผมมีความสุข ผมมีความสุข ผมมีความสุข ผมมีความสุข ผมมีความสุข ผมมีความสุข ผมมีความสุข ผมมีความสุข ผมมีความสุข ผมมีความสุข ผมมีความสุข ผมมีความสุข ผมมีความสุข ผมมีความสุข ผมมีความสุข ผมยังไม่อยากตาย ผมยังไม่อยากตาย ผมยังไม่อยากตาย ผมยังไม่อยากตาย ผมยังไม่อยากตาย ผมยังไม่อยากตาย ผมยังไม่อยากตาย ผมยังไม่อยากตาย ผมยังไม่อยากตาย ผมยังไม่อยากตาย ผมยังไม่อยากตาย ผมยังไม่อยากตาย ผมยังไม่อยากตาย ผมยังไม่อยากตาย ผมยังไม่อยากตาย ผมยังไม่อยากตาย ผมยังไม่อยากตาย ผมยังไม่อยากตาย ผมยังไม่อยากตาย ผมยังไม่อยากตาย ผมยังไม่อยากตาย ผมยังไม่อยากตาย ผมยังไม่อยากตาย ผมยังไม่อยากตาย ผมยังไม่อยากตาย ผมยังไม่อยากตาย ผมยังไม่อยากตาย ผมยังไม่อยากตาย ผมยังไม่อยากตาย ผมยังไม่อยากตาย ผมยังไม่อยากตาย ผมยังไม่อยากตาย ผมยังไม่อยากตาย ผมยังไม่อยากตาย ผมยังไม่อยากตาย ผมยังไม่อยากตาย ผมยังไม่อยากตาย ผมยังไม่อยากตาย ผมยังไม่อยากตาย ผมยังไม่อยากตาย ผมยังไม่อยากตาย ผมยังไม่อยากตาย ผมยังไม่อยากตาย...

ผมตะโกนซ้ำไปซ้ำมา แต่ก็ไร้ผล ประสาทสัมผัสทำให้ผมทราบว่าผมใกล้จะถึงพื้นแล้ว จบสิ้นแล้ว ผมบอกตัวเอง มันสายไปแล้วที่จะเปลี่ยนใจ ผมนึกถึงเพลงๆ หนึ่ง มันเป็นเพลงที่ไพเราะมาก ผมเคยนั่งฟังหลายครั้งหลายหนเมื่อครั้งรักสุนิดา แต่ตอนนั้นผมฟังด้วยความรู้สึกของคนที่เพิ่งมีความรัก...และไม่เข้าใจเมื่อรับรู้เบื้องหลังของเพลงนี้

ก่อนท้องฟ้าจะสดใส

ก่อนความอบอุ่นของไอแดด

ก่อนดอกไม้จะผลิบาน

ก่อนความฝันอันแสนหวาน...

ก่อนดวงดาวจะเต็มฟ้า

ก่อนชีวิตจะรู้คุณค่า

ก่อนสิ้นศรัทธาจาหัวใจ

ก่อนที่คนอย่างฉันจะหมดไฟ…

ผมเคยเข้าใจว่าสิ่งที่ ‘เกิดขึ้นก่อน’ นั่นคือความรัก ใช่...ผมเข้าใจถูกแล้ว...แต่เพียงแค่ครึ่งเดียวเท่านั้น ความตายใกล้เข้ามาแล้ว ศีรษะของผมจะกระแทกพื้นในอีกไม่กี่วินาที...

ผมจากไป...ก่อนท้องฟ้าจะสดใส
 
ผมค่อยๆ ลืมตาขึ้นมา นี่ผมตายแล้วใช่ไหม? ไม่หรอก..เธอยังไม่ตาย พยาบาลหาฝันบอก

ผมสะดุ้งตื่นทันที กวาดสายตามองเห็นพยาบาลหาฝันกำลังมองหน้าด้วยสายตาอันปรานี ผมตกใจกลัว มือขวาคว้าโทรศัพท์ที่ติดตรงผนัง ขอโทษครับ โรงพยาบาลนี้มีพยาบาลชื่อคุณหาฝันหรือเปล่าครับ? ผมถาม ที่นี่ไม่มีพยายาลชื่อนี้ค่ะ แต่มีผู้ป่วยชื่อนี้กระโดดออกหน้าต่างเมื่อปีที่แล้วค่ะ เสียงตามสายตอบ ผมเริ่มเข้าใจเล็กน้อยแล้วว่าเมื่อกี้เพิ่งเจอกับอะไรมา ผมวางสายโทรศัพท์ หล่อนยิ้มอย่างอ่อนโยน ตอนนี้ดึกมากแล้ว นอนเถอะค่ะ อีกไม่ช้าก็รุ่งสาง หล่อนบอกผม

ที่เกิดขึ้นเมื่อกี้เป็นความฝันใช่หรือไม่? ผมถาม ก็ไม่รู้สินะคะ หล่อนตอบแล้วปีนระเบียงนอกห้องพักแล้วกระโดดลงจนลับสายตาไป
SHARE
Written in this book
ความหวังดั่งหิ่งห้อย
รวมงานเขียน พ.ศ. 2560
Writer
Moreyearold
Normal person
แก่ขวบ...คนธรรมดาที่ชอบเสพความคิดผ่านตัวอักษร และขีดเขียนบ้าง นาน นาน ที

Comments

Sukuman
3 years ago
❤️
Reply