[MAGIC IS THE MOONLIGHT]


วันธรรมดาวันหนึ่งช่วงปลายฤดูฝน... ดวงตะวันกำลังลาลับ แม้คืนนี้จะมีปรากฏการณ์พิเศษ ดวงจันทร์โคจรใกล้โลกมากที่สุดในรอบยี่สิบแปดปี! แต่อนิจจา เมฆกลับก่อเค้ามืดครึ้ม คล้ายจะไม่เปิดโอกาสให้พระจันทร์ดวงโตอวดโฉมความงาม

     เกวลินเป็นสาววัยสามสิบที่ยังโสด ดังนั้น หากเธอถูกถามว่า ความรักเปรียบได้กับอะไร เธอตอบได้ทันทีเลย เปรียบได้กับน้ำอัดลม เพราะขาดไปก็ไม่ตาย มีแต่จะตายเพราะดื่มมากเกิน ด้วยเหตุนี้ เจ้าหล่อนจึงต้องกลายเป็นคนโสดเพียงคนเดียวที่นั่งอยู่ในร้านอาหารแถวทองหล่อ ท่ามกลางกลุ่มเพื่อนสาวที่แต่งงานกันหมดแล้ว

     กลุ่มที่ว่านี้มีกันอยู่แปดคน คบกันมาตั้งแต่สมัยมัธยมปลาย การะเกดแต่งงานคนแรกตอนอายุยี่สิบสอง ตามมาด้วยนัทธมนตอนอายุยี่สิบสี่ ฐาปนีย์ ดวงกมล และวรัญญาไล่เลี่ยกันตอนอายุยี่สิบห้า ต่อด้วยน้ำหวานตอนอายุยี่สิบหก และการรวมตัวครั้งนี้ก็เป็นการเลี้ยงส่ง โชษิตา เพื่อนรักของเกวลินที่กำลังจะแต่งงานเป็นคนต่อไป

     ฟังดูบ้า! ทั้งที่ค่านิยมผู้หญิงยุคนี้ไม่น่าจะรีบแต่งงาน แล้วไฉนเกวลินถึงต้องกลายเป็นคนสุดท้ายในกลุ่มที่ยังโสดทั้งๆ ที่ยังอายุแค่ย่างสามสิบเอ็ด!

     แต่อันที่จริงความโสดไม่ใช่ปัญหาหรอก ปัญหาคือเพื่อนบางคนไม่รู้จักเคารพสิทธิความเป็นส่วนตัว

     “นี่ก็เท่ากับเหลือแค่ ยายลิน คนเดียวแล้วละสิ เมื่อไหร่จะสไลด์ตัวเองลงมาจากคานสักทีล่ะคะ”

     “วันนี้เรารวมตัวกันเพื่อตาไม่ใช่เหรอ” เกวลินแย้ง “เพราะฉะนั้นก็ช่วยพูดกันแค่เรื่องของตาก็พอ ไม่ต้องสาระแนวกมาเรื่องของฉัน”

     “โอ๊ย ก็เรื่องของตาไม่มีอะไรให้พูดถึงแล้วนี่จ๊ะ นางแต่งงาน นางแฮปปี้ มีผัวฝรั่ง ชีวิตนางจบบริบูรณ์แล้ว เรื่องแกน่าสนใจกว่า”

     “เรื่องฉันก็ไม่มีอะไรให้พูดเหมือนกัน ฉันโสด และไม่มีผู้ชายหน้าไหนเข้ามาในชีวิตทั้งนั้น โอเคไหม” เกวลินพูดออกไปเพื่อหวังจะให้มันจบ แต่กลับไม่จบง่ายๆ

     “โธ่ แกก็อย่าอะไรนักเลยลิน”

     “ผู้หญิงแข็งเกินไปผู้ชายไม่ชอบหรอก”

     “กำแพงเบอร์ลินถูกทำลายไปยี่สิบกว่าปีแล้วนะ แล้วกำแพงใจของเกวลินล่ะจ๊ะจะพังเมื่อไหร่”

     เสียงวิพากษ์อื้ออึง เกวลินเบื่อที่จะต้องถกเถียงในประเด็นซ้ำซากพวกนี้ ได้แต่นั่งมองบนพร้อมกับคิดประโยคเผ็ดๆ สักหนึ่งประโยคเพื่อจะจบบทสนทนาทั้งหมดนี้แบบรุนแรงพอๆ กับระเบิดปรมาณู เอาแบบให้ตูมเดียวตายกันระนาวไปเลย แต่โชษิตาผู้ซึ่งรู้จักนิสัยของเพื่อนรักดีจึงตัดไฟเสียแต่ต้นลม

     “เออ น้ำหวาน เรื่องโรงแรมที่ผัวแกเขาจะไปเปิดสาขาที่กระบี่ ตกลงเป็นไงบ้าง ซื้อที่ได้ครบหรือยัง”

     ด้วยฝีมือของโชษิตา ระเบิดปรมาณูที่เกวลินกะจะทิ้งใส่เพื่อนทุกคนจึงกลายสภาพเป็นระเบิดด้านที่กดทับอยู่ภายในใจของเธอเอง

     เกวลินคิดว่าสปาร์คกลิ้งไวน์แก้วที่สามทำให้เธอชักจะเริ่มไม่ค่อยเป็นตัวของตัวเอง

     บ้าชะมัด รู้อย่างนี้ไม่มาซะก็ดี

     สาวโสดคนสุดท้ายในกลุ่มอดทนนั่งเงียบไปตลอดจนกระทั่งถึงเวลาเพื่อนๆ ต่างแยกย้ายกลับตอนเกือบสี่ทุ่ม สาบานได้ว่าสี่ทุ่ม! นี่ถ้าเป็นการรวมตัวตอนทุกคนยังโสดต้องมีไปต่อที่ไหนกันแล้ว ต่อให้เป็นคืนที่สิ้นหวังที่สุดก็อาจจะไปคอนโดของใครสักคน เปิดไวน์หนึ่งขวดแล้วก็รวมตัวกันนั่งดูโทมินจุนซ้ำเป็นรอบที่ร้อย แต่ตอนนี้คือทุกคนล้วนต้องกลับบ้านไปอยู่กับผัว! ขนาดน้ำหวานซึ่งเป็นสาวปาร์ตี้จัดที่สุดก็ยังอ้างว่าต้องไปเล่านิทานให้ลูกฟังก่อนนอน

     หลังจากส่งเพื่อนทุกคนขึ้นแท็กซี่ไปแล้ว เกวลินก็ยืนอยู่เพียงลำพังตรงกลางซอยทองหล่อที่ผู้คนเดินกันขวักไขว่

     ใจว่างโหวง

     จะเป็นเพราะว่าโดนแท็กซี่ปฏิเสธจำนวนสามคันติดจนทำให้ยังกลับบ้านไม่ได้ หรือเป็นเพราะเสียงเพลงที่ดังแว่วมามันเย้ายวนต่อโสตประสาทที่ถูกสตาร์ตไว้ก่อนหน้าแล้วด้วยไวน์สามแก้ว หรือเป็นเพราะความเคว้งคว้างในใจ... เกวลินพาตัวเองเดินเข้าไปในผับแจ๊ซฝั่งตรงข้าม วางแผนว่าจะนั่งฟังเพลงสักสองสามชั่วโมง รอเวลาให้ดึกกว่านี้อีกสักหน่อย แท็กซี่คงจะมีเมตตากับเธอมากขึ้น

     นี่นับเป็นครั้งแรกที่เกวลินเข้ามานั่งดื่มเพียงลำพัง แม้จะในผับแจ๊ซมีระดับก็ตามที หญิงสาวเลือกแล้วว่าจะไม่แคร์สายตาใครทั้งนั้น ตอนนี้เธออายุ สามสิบ แล้ว กระพริบตาหนึ่งครั้งก็จะ สี่สิบ กระพริบต่ออีกสองครั้งก็ ห้าสิบ แล้วจากนั้นตัดภาพไปอีกทีก็คงนอนอยู่ในโลง

     จะผิดสักแค่ไหนเชียวกับการนั่งดื่มในบาร์คนเดียว

     เกวลินเลือกนั่งตรงบาร์ซึ่งมีที่ว่างเหลืออยู่ตรงหัวมุม ด้านซ้ายติดกำแพง ส่วนด้านขวาเป็นฝรั่งสองสาวที่กำลังพูดคุยกันอย่างออกรส

     หญิงสาวสั่งไวน์มาละเลียดจิบก่อนจะคล้อยใจไปตามเสียงแซ็กโซโฟนที่บรรเลงอย่างเหงาหงอย มองสังเกตไปรอบๆ เห็นภาพชายหญิงหลายคู่กำลังถูกเวทมนต์แห่งความรักสะกดให้ดื่มด่ำต่อกันและกันแล้ว ก็บังเกิดความรู้สึกบางอย่าง ด้วยทัศนคติส่วนตัว เกวลินกล้าตัดสินไว้เลยว่าไม่ทุกคู่หรอกที่จะสุขไปตลอดกาล กว่าครึ่งของพวกเขาที่รักกันดูดดื่มในวินาทีนี้ จะต้องจบชีวิตคู่ด้วยความล้มเหลวและผิดหวังในอนาคต

     แม้ว่าในขณะนี้พวกเขาจะมีความสุขกันเสียเหลือเกินก็เถอะ

     ฝรั่งสองสาวที่นั่งข้างๆ ลุกออกไปในสิบนาทีต่อมา เก้าอี้ทางขวาว่างอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะมีชาวต่างชาติอีกคนมานั่งแทน เกวลินสังเกตด้วยหางตาพบว่าเขาเป็นคนร่างสูง สวมคาดิแกนคลุมศีรษะเอาไว้ทำให้ไม่เห็นหน้า หญิงสาวพยายามที่จะฝืนสายตาไม่ให้หันไปมอง เธอกลัวการจะต้องสบตาฝรั่งในผับ เพราะไม่อยากถูกเข้าใจผิดว่าอ่อย

     ฝรั่งข้างๆ สั่งเครื่องดื่ม ในขณะที่เกวลินเลิกสนใจอีกต่อไป นัยน์ตาคมสวยจ้องมองเงาใบหน้าของตัวเองที่สะท้อนรางๆ อยู่บนแก้วทรงสูงตรงหน้า

     แม้จะคิดเข้าข้างตัวเองให้น้อยที่สุดเพียงไร เกวลินก็รู้ดีว่าตัวเองไม่ใช่คนขี้เหร่ แต่เอาจริงๆ เธอขอให้หน้าตาตัวเองมีปัญหายังดีเสียกว่า สมัยนี้หน้าตามันศัลยกรรมเปลี่ยนกันได้ แต่ถ้าอุปสรรคมันอยู่ที่ความคิดหรือนิสัยล่ะ เธอจะเปลี่ยนมันได้อย่างไร

     ให้ตายสิ แทนที่จะนั่งอยู่ตรงนี้ให้ความรู้สึกสั่นคลอนไปเสียเปล่าๆ เกวลินสำเหนียกว่าน่าจะรีบดื่มไวน์แก้วล่าสุดให้หมดแล้วกลับบ้านนอนเสีย พรุ่งนี้จะได้ตื่นมาใหม่พร้อมกับหัวใจที่มั่นคงดุจเดิม แต่แล้วแผนการของเธอกลับสะดุด เมื่อจู่ๆ แก้วเบียร์จากฝรั่งด้านข้างค่อยๆ เบนมาหา เกวลินชะงักเล็กน้อย หันไปมองเขาเป็นครั้งแรก

     แอดดดดด!

     ผิดถนัด! ผิดมาโดยตลอด พอตอนนี้เขาถอดคาดิแกนที่คลุมหัวออกแล้ว เกวลินถึงรู้ว่าข้อสรุปของเธอผิดพลาด เขาไม่มีความเป็นฝรั่งอยู่ในตัวเลย เว้นแต่รูปร่างที่สูงโปร่ง แต่ใบหน้าขาวจัดเกลี้ยงเกลา ดวงตาเล็ก หญิงสาวจ้องเขานานพอสมควร ได้ข้อสรุปอีกครั้งว่าเขาน่าจะเป็นคนฮ่องกง

     “สวัสดีครับ”

     แอดดดดด!

     ผิดอีกแล้ว! เขาพูดภาษาไทยชัดมากเลยทีเดียว นี่ข้อสรุปของเธอผิดพลาดติดกันสองครั้งจากผู้ชายคนนี้

     “สะ...สวัสดีค่ะ”

     เกวลินทักกลับ ก่อนจะก้มมองแก้วไวน์อย่างเอาเป็นเอาตาย ใจเต้นตึกๆ ขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก หญิงสาวเริ่มคิดว่าเธอควรรีบดื่มให้หมดแก้วแล้วออกไปจากที่นี่ตามที่วางแผนไว้แต่แรก แต่ทันใดนั้น คำพูดของเพื่อนๆ ก็ดังก้องขึ้นมาในหัวเสียก่อน

     กำแพงเบอร์ลินถูกทำลายไปยี่สิบกว่าปีแล้วนะ

     หญิงสาวจึงตัดสินใจทำในสิ่งที่ไม่เคยทำออกไป

     “มาคนเดียวเหรอคะ”

     นี่เป็นครั้งแรกในรอบสิบปีที่เกวลินเป็นฝ่ายเริ่มต้นบทสนทนากับผู้ชายแปลกหน้า...ในผับ

     “ครับ” ชายหนุ่มตอบพลางยิ้ม “ผมโชมครับ คุณล่ะ”

     “ลินค่ะ”

     สายตาสองคู่สบกันแล้วเนิ่นนานก่อนจะหลุบหนี หัวใจหญิงสาวปั่นป่วนเหมือนถูกเขย่า วงดนตรีบรรเลงเพลงใหม่ ฟังดูโรแมนติก


“...Magic is The Moonlight, 
On This Lover's June night.
As I See The Moonlight. 
Shining in Your Eyes…”
 
สามชั่วโมงก่อน... ชโลทร ครีเอทีฟหนุ่มต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่แสนจะยุ่งยากต่อใจมากที่สุด เรียกได้ว่ารับมือยากกว่าการรับมือกับความเรื่องมากของลูกค้าเสียอีก

     ต้นเหตุมาจากสาวสวยที่เดินเคียงข้างเขาออกมาจากร้านอาหารหรูริมถนนทองหล่อ

     “เอาจริงๆ ตอนแรกฝนคิดว่าโชมจะไม่มาตามนัดแล้ว” หลังจากจบมื้ออาหารที่กร่อยสิ้นดีในความคิดของชายหนุ่ม พรรษชลก็ฮุคเขาด้วยบทสทนาที่ยุ่งยากใจ

     “เราโอเคน่า” ชายหนุ่มพูดพร้อมกับก้มหน้ามองพื้นอันชื้นแฉะไปด้วยร่องรอยของน้ำฝน นัยน์ตาเล็กโศกไม่อาจจดจ้องใบหน้าหวานคมของสตรีที่ยืนอยู่ใกล้ได้มากนัก จริงอยู่ว่าแม้พรรษชลจะไม่ใช่ผู้หญิงที่สวยที่สุดในโลก แต่ก็สามารถเขย่าหัวใจของเขาให้ปั่นป่วนมาตลอดสิบปี ก่อนจะยังย่ำยีให้แหลกสลายด้วยเวลาไม่กี่วัน เมื่อเจ้าหล่อนบอกเขาว่าจะไปแต่งงานกับคนอื่น

     “รู้ไหม วันนี้เพิ่งขายบอร์ดผ่าน” ชโลทรพยายามหาเรื่องคุยเพื่อหลีกเลี่ยงบทสนทนาอันไม่ดีต่อใจ “เป็นหนังฆาตกรรม ฆาตกรเป็นผู้ชายที่แอบรักเขาข้างเดียว พอถึงวันที่ผู้หญิงตีจากเขาก็เลยฆ่า...”

     ก่อนจะพูดไม่ทันได้คิด พอพูดไปแล้วกลับคิดได้ ชายหนุ่มจึงเงียบเสียกลางคัน แต่พรรษชลก็ยังโพล่งต่อขึ้นมาอีก

     “โชมจะไม่ฆ่าฝนใช่ไหม”

     “ไม่เห็นน่าขำตรงไหนเลย” ชโลทรเอ่ยออกไปอย่างเครียดๆ ขณะที่หญิงสาวถอนใจเบาๆ แล้วหันหน้ามาประจันกับชายหนุ่ม

     “อย่าขมวดคิ้วงั้นซี วันนี้ฝนไม่อยากเห็นโชมเครียดนะ”

     “ฝน...” ครีเอทีฟหนุ่มกล้ำกลืนฝืนใจเอ่ยออกมาในที่สุด “ไม่แต่งได้ไหม”

     อันที่จริง ชายหนุ่มไม่เคยวางแผนว่าวันนี้จะพูดประโยคนี้

     ไม่เลยจริงๆ

     แต่มันโพล่งออกมาโดยอัตโนมัติ

     “ในที่สุด โชมก็ยอมรับออกมาจนได้ว่าไม่พอใจที่ฝนจะแต่งงาน”

     “เปล่า”

     “แน่ะ ยังดื้ออีก”

     ชโลทรมองใบหน้าเรียบเฉยของอีกฝ่ายด้วยอารมณ์อันฟุ้งซ่าน ใจอยากจะพุ่งทะยาน แต่สมองกลับเหนี่ยวรั้งไว้

     “วันนี้มีพระจันทร์ดวงโตนะ...ฝนจะไม่อยู่ดูพระจันทร์กับเราก่อนเหรอ”

     ก่อนหน้านี้ชายหนุ่มคิดว่ามันจะไปยากอะไร แค่ผู้หญิงไม่เลือก ก็ยืดอกรับอย่างลูกผู้ชายสิ แต่ที่แท้เขาหาใช่บุรุษหัวใจสิงห์ เป็นแค่หมาจนตรอกที่พร้อมจะโดดงับทุกอย่างเพื่อต่ออายุความหวังของตัวเอง

     พรรษชลมองขึ้นไปยังท้องฟ้าอันปกคลุมไปด้วยเมฆฝน

     “ฟ้าปิดแบบนี้ มองไม่เห็นพระจันทร์หรอกโชม”

     หญิงสาวพูดตัดเยื่อใยอย่างเจ็บปวด ก่อนจะขึ้นรถแท็กซี่จากไป ทิ้งให้ชายหนุ่มยืนเคว้งอยู่อย่างเดียวดาย ในตอนนั้น ถ้าหากถามชโลทร หนุ่มโสดในพิกัดเฟรนด์โซนมากว่าสิบปีว่า ความรักเปรียบได้กับอะไร เขาจะตอบว่า เปรียบได้กับฝนที่ตกไม่ทั่วฟ้า เพราะโคตรไม่ยุติธรรม แต่ก็เรียกร้องอะไรไม่ได้

     อย่างไรก็ดี แทนที่จะขับรถกลับบ้าน เสียงดนตรีแจ๊ซที่ดังแว่วมาจากผับข้างๆ ก็เชิญชวนให้หัวใจที่กำลังแหลกสลายเข้าไปพักพิงเสียก่อน

     และนั่นก็ทำให้เขาได้เจอกับหญิงสาวคนใหม่ที่ทำให้หัวใจของเขาพองโตอย่างไม่มีสาเหตุ

“...Magic is the moonlight
More than any dream night
Magic is the moonlight 
For it made you mine”
 
เสียงเพลงอันแสนโรแสนติกจบลง แต่ความรู้สึกของชายหนุ่มที่ดื่มด่ำราวกับตกอยู่ในใต้มนต์ของพระจันทร์กลับทวีคูณมากขึ้น จะเป็นด้วยความบังเอิญหรือเล่ห์มนต์อันใดก็ตามที่ทำให้เขากับเธอมีโอกาสได้พบกันในคืนที่พระจันทร์ดวงโตที่สุดในรอบยี่สิบแปดปี ไม่อาจจะปฏิเสธได้ว่ามันเป็นความ พิเศษ ชนิดหนึ่ง

     “คุณชอบฟังแจ๊ซไหมครับ”

     “ฟังบ้างค่ะ” เกวลินตอบชายหนุ่ม “แต่ไม่ค่อยรู้จักนักร้องมากเท่าไหร่ ที่ฟังบ่อยก็แนท คิง โคล”

     “ใครๆ ก็รักแนท คิง โคล แต่ไอดอลของผมคือแฟรงค์ ซินาตรา”

     “เอาจริงสิ คุณเอาคนภาพลักษณ์เสเพลอย่างนั้นเป็นไอดอลเหรอ”

     “ทำไมล่ะ ผมว่าเขาเป็นผู้ชายตัวเล็กที่เท่ที่สุดในโลก”

     “แต่เขาทิ้งภรรยาที่อยู่ด้วยกันมาเป็นสิบๆ ปีเพื่อไปกับอยู่กับผู้หญิงคนใหม่”

     “และนั่นก็เป็นเหตุที่ทำให้ต่อมาเขาใจสลาย” 

     ความประหม่าจางหาย บทสนทนาเริ่มจะไร้สาระขึ้นมานิดหน่อย เช่นเดียวกับเสียงเพลงก็เริ่มเป็นทำนองชวนฝัน

     “นี่คุณหนีใครมาเที่ยวหรือเปล่าคะ”

     “ผมโสดครับ” เขาตอบอย่างชัดถ้อย ก่อนจะถามกลับด้วยน้ำเสียงไม่มั่นใจ “คุณมีแฟนแล้วแน่ๆ”

     “ไม่ค่ะ”

     “ถ้าเกิดผมถามว่า...” นัยน์ตาเล็กโศกมีประกายบางอย่างวาบขึ้นแต่ก็ยังลังเลอยู่เช่นเคย “ทำไมคนสวยอย่างคุณถึงไม่มีแฟน ผมจะดูเป็นผู้ชายงี่เง่าไหม”

     “ผู้ชายงี่เง่าไม่เคยกังวลอะไร ถ้าคุณยังกังวลอยู่ก็แสดงว่าคุณไม่ใช่” ใบหน้าสวยคมไม่อาจซ่อนความยินดีจากคำชมที่ได้รับ แม้ปากจะปฏิเสธ “ข้อสงสัยของคุณไม่เมกเซ้นส์ จริงๆ แล้วฉันไม่ได้สวยถึงขนาดต้องสงสัยว่าทำไมถึงโสด”

     เงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเริ่มแซะกลับบ้าง

     “ว่าแต่คุณเถอะ จะเชื่อได้เหรอว่าโสด ทั้งที่ผู้ชายที่ดูดีน้อยกว่าคุณยังสับรางผู้หญิงกันเป็นว่าเล่น”

     ชายหนุ่มนิ่งไปสักพัก แต่ความนึกคิดที่ตกอยู่ใต้อิทธิพลของบรรยากาศ ผลักดันให้ยอมรับความจริงออกมา

     “ผมมีข้อบกพร่อง”

     นัยน์ตาเล็กโศกหันมาสบกับใบหน้าสวยคม สายใยที่มองไม่เห็นเชื่อมโยงทั้งสองเข้าด้วยกันแน่นหนาขึ้น

     “ค่ะ ฉันก็เหมือนกัน”

     จนใกล้เวลาที่ผับจะปิด เมื่อแก้วเครื่องดื่มเพิ่มจำนวน บทสนทนาก็มาถึงจุดที่แทบหาสาระไม่ได้

     “วันนี้ฉันมาอำลาเพื่อนสนิทเพียงคนเดียวในชีวิต เธอกำลังจะย้ายไปอยู่กับสามีที่อังกฤษ”

     “ผู้หญิงที่ผมรักทิ้งผมไปแต่งงานในวันนี้”

     “ยินดีด้วยค่ะ” แก้วไวน์ก็ถูกเลื่อนให้มาชนกับแก้วเบียร์ “คุณจะไม่ต้องเสียเวลาให้กับคนที่ไม่ใช่ไปนานไปกว่านี้”

     “อย่าเศร้าไปเลยครับ” แก้วเบียร์เลื่อนมาชนกับแก้วไวน์บ้าง “มันต้องเป็นวันของคุณสักวัน”

     บรรยากาศพาไป หัวใจกำลังเล่นกล หรือจะเป็นเพราะมนต์อันใดก็ตามแต่ ทั้งชายหนุ่มหญิงสาวต่างรู้ว่าพฤติกรรมของตนในตอนนั้นช่างไร้เหตุผล จริงหรือว่าคนเราสามารถรู้สึกอุ่นใจกับใครสักคนที่เจอกันแค่ไม่กี่ชั่วโมงได้ ด้านของสมองสั่งการว่าอย่าคิดไปไกล สุดท้ายอาจไม่มีอะไรมากไปกว่าความเหงา แต่ในด้านของหัวใจกลับปรารถนาที่จะหยุดเวลาเอาไว้

     ผับปิด แสงไฟสว่างเจิดจ้าขึ้นมา ทุกอย่างก็ชะงัก ชายหนุ่มหญิงสาวพากันเดินออกมาด้านหน้า ต่างเตรียมจะเรียกแท็กซี่กลับบ้านเนื่องจากถือคติว่าดื่มแล้วต้องไม่ขับ แต่อย่างไรก็ตาม การเรียกแท็กซี่ในเวลานี้นับว่ายากเย็นเอาการ ทั้งสองจึงต้องพากันเดินทอดน่องมาเรื่อยๆ ด้วยจุดประสงค์ว่าจะออกไปโบกรถที่ถนนสุขุมวิท โดยไม่รู้ตัวเลยว่าเมื่อต้องมาเดินเคียงคู่กันใต้พระจันทร์ดวงโตโดยปราศจากเสียงแซ็กโซโฟนช่วยขับเกลา ความประหม่าที่จางหายไปนานแล้วกลับมาทวีคูณ

     “พระจันทร์สวยดีนะครับ” ชายหนุ่มเชิญชวนให้หญิงสาวมองขึ้นไปยังเทหวัตถุสีนวลที่ส่องประกายหยอกล้อกับดวงตาสองคู่เบื้องล่าง

     “ค่ะ สวย”

     “คุณเชื่อไหมครับว่าดวงจันทร์สามารถร่ายมนต์ให้คนรักกันได้” ชโลทรเอ่ยถามออกมาแบบหยั่งเชิง ขณะที่หญิงสาวกลับหัวเราะออกมาเหมือนเห็นเป็นเรื่องตลก...อีกครั้ง

     “ฉันรู้แค่ว่าดวงจันทร์มีอิทธิพลที่ทำให้เกิดน้ำขึ้นน้ำลง”

     แม้จะถูกหญิงสาวต่อต้าน แต่ชายหนุ่มก็ยังไม่ยอมแพ้

     “ครับ พระจันทร์มีอิทธิพลกับน้ำ แต่บังเอิญร่างกายคนเรามีน้ำเป็นส่วนประกอบถึงเจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์ มันก็เป็นไปได้ใช่ไหมล่ะครับ ถ้าขณะหนึ่งเรายืนอยู่ใต้พระจันทร์ดวงโต แล้วแรงดึงดูดระหว่างโลกและพระจันทร์ทำให้เราเกิดรู้สึก...อยากตกหลุมรักใครสักคน”

     เกวลินหันไปสบนัยน์ตาเล็กโศกของเขา แล้วก็ต้องยอมรับว่าตอนนี้ หัวใจ กำลังมีบทบาทก้าวล้ำนำสมอง

     “คุณเอาวิทย์กับศิลป์มาปนกันมั่ว ทฤษฎีของคุณมันขัดแย้งกันเอง”

     แต่สมองยังคงมีบทบาทแซงหน้าหัวใจ เกวลินยังเป็นเกวลินวันยังค่ำ

     “คุณลินครับ...” แม้จะโดนเบรกไปหนึ่งยก แต่ชายหนุ่มก็ไม่ลังเลที่จะรุกต่อ แอลกอฮอล์ทำให้กล้าด้วยส่วนหนึ่ง พระจันทร์สวยงามเป็นใจก็มีส่วน แต่อะไรก็ไม่สำคัญเท่ากับคำพูดของใครบางคนที่ทอดทิ้งเขาไป

     โชมเสียฝนเพราะโชมไม่ยอมทำอะไรสักอย่าง

     แต่พอครั้นจะเริ่ม ใจของชายหนุ่มนั้นก็แสนจะตื่นเต้น สั่นรัวเหมือนกลองเพล เงียบไปนานจนอีกฝ่ายต้องขมวดคิ้วถาม

     “ว่าไงคะ”

     “รถมาแล้วครับ”

     เกวลินขึ้นรถอย่างรวดเร็วราวกับกลัวว่าจะถูกเขาตีความว่ามัวให้ท่า ในจังหวะที่รถแท็กซี่ขับเคลื่อนออกไปช้าๆ หญิงสาวหันกลับไปมองเขาอย่างทอดอาลัย ชายหนุ่มร่างสูงยกมือลาแถมยังยิ้มให้อีกที รอยยิ้มที่ทำให้เกวลินว่างโหวงอยู่ในหัวใจ

     พระจันทร์ใกล้โลกมากสุดแค่คืนเดียวเท่านั้น แล้วมันก็ค่อยๆ ถอยห่างออกไปอยู่ในตำแหน่งที่ควรจะเป็น เหมือนดาวหางฮัลเล่ย์ที่เจ็ดสิบปีจะโคจรใกล้โลกสักที แต่แล้วยังไงล่ะ ปรากฏการณ์พวกนี้มันส่งผลเปลี่ยนแปลงอะไรกับมนุษยชาติหรือ

     ไม่มี! 


ฺวาสุเทพ
SHARE
Writer
Waasuthep
Writer
บันทึกของสัตว์ประหลาด

Comments