ถอดบทเรียนแอบเนียนเป็นอาสาสมัคร ตอนที่1
“การเป็นอาสาสมัครคือ การพาตนมาเดินอยู่บนเส้นทางแห่งการพัฒนาตนเองควบคู่ไปกับการช่วยเหลือเกื้อกูลผู้อื่น การเป็นอาสาสมัครจึงไม่จำกัดอยู่ที่ช่วงใดช่วงหนึ่งของชีวิต แท้จริงอาสาสมัครเป็นงานที่เราควรทำไปตลอดชีวิต”
พระไพศาล วิสาโล (Quote from มูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม) 
 เริ่มต้นด้วยการที่ ฉันเป็นแค่นักศึกษาฝึกงานคนหนึ่ง ที่ได้มีโอกาสเข้ามาฝึกงานในโครงการอาสาสมัครนักสิทธิมนุษยชน ของมูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม ที่ยังไม่มีความรู้หรือประสบการณ์การทำงานด้านสิทธิฯมากมายนัก แต่การที่ฉันได้เข้ามามีส่วนร่วมกับกิจกรรมทำให้ฉันได้มุมมองที่แตกต่างออกไป ซึ่งต่างจากการใช้ชีวิตในมหาวิทยาลัยอยู่พอสมควร เพื่อนหลายคนมองว่าเรามาทำงานเกี่ยวกับอะไร “เป็นอาสาสมัครเฉยๆเหรอ” หรือ “อาสาสมัครนี่ทำอะไรเหรอ? ใช่การทำจิตสาธารณะอะไรทำนองนี้หรือเปล่า” ถ้าหากมองจากมุมมองคนทั่วไปหลายคนอาจจะมองว่า การทำงานอาสาสมัครคือการทำงานที่เสียสละเวลาชีวิตหรือเวลาที่ว่างจากการทำงานหรือหมายถึงคนที่เหนื่อยจากการทำงานเดิมๆแล้วเปลี่ยน ไปช่วยเหลือสังคม โดยการ สอนหนังสือบ้าง บริจาคสิ่งของต่างๆด้วยความสมัครใจบ้าง ออกไปทำค่ายเพื่อให้ความรู้กับชุมชนบ้าง อะไรทำนองนั้น และเขายังบอกอีกว่าการเป็นอาสาสมัครจะต้องเป็นคนที่มีทุนทรัพย์พอสมควร ซึ่งมันก็อาจจะจริงนะ สำหรับบางคนที่ต้องการใช้เวลาว่างสำหรับวันหยุดในการทำประโยชน์เพื่อสังคม

          ถ้าหากถามว่าทำไมจึงต้องเลือกเกี่ยวกับ “สิทธิมนุษยชน” เพราะโครงการอาสาสมัครนักสิทธิมนุษยชน ทำให้ฉันได้มุมมองคำว่าอาสาสมัครที่แตกต่างจากเดิมออกไป คือ บางครั้งการที่เรามาทำงานอาสาสมัครเราไม่ได้เข้ามาทำเพื่อช่วยเหลือให้ผ่านไปอย่างเดียว แต่เป็นการที่เราเข้ามาทำเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและทัศนคติต่างๆ รวมไปถึงการช่วยเหลือและแก้ไขปัญหานั้นๆ ให้ลดลง ทำให้สังคมตระหนักถึงปัญหาต่างๆ
       และจากบทเรียนที่ฉันได้รับไม่ว่าจะเป็นการฟังการชี้แจงโครงการขององค์กร, การนำเสนอผลงานของอาสาสมัคร, โครงการสรุปวาระ1ปีของอาสาสมัคร และ โครงการปฐมนิเทศของอาสาสมัคร คือเขาเข้ามาด้วยความเต็มใจ พร้อมที่จะให้ตัวเองเป็นฟันเฟืองเล็กๆในการผลักดันประเด็นต่างๆทางสังคม ทำให้ทุกคนตระหนักถึง “สิทธิ” ของ "มนุษย์” มากยิ่งขึ้น และตลอดช่วงระยะเวลาที่ฉันฝึกงานและจากการที่ฉันได้สัมผัสความคิดและความรู้สึกของอาสาสมัครนักสิทธิฯ ทั้งรุ่น 12 ในช่วงนำเสนอผลการทำงานร่วมกับองค์กรตลอดระยะเวลา1ปี ของโครงการสรุปวาระ 1 ปี ซึ่งการที่ฉันได้เข้าร่วมโครงการนี้ฉันก็ได้เรียนรู้จากตัวพี่ๆอาสาสมัครหลายๆอย่างอีกเช่นกัน เช่นการตัดสินใจ, การปรับตัว,และความภาคภูมิใจในการมีอุดมการณ์เพื่อการสร้างความยุติธรรมให้กับผู้อื่น รวมไปถึงการเข้าใจถึงจุดเริ่มต้นของคำว่าอาสาสมัคร ของรุ่น 13 ตั้งแต่เข้ามาฟังการชี้แจงข้อมูลขององค์กร และประเด็นทางสังคมที่ตัวเองสนใจ การสัมภาษณ์ จนถึงการที่ได้เข้ามาเป็นอาสาสมัครเต็มตัว ซึ่งตัวฉันและพี่ๆอาสาสมัครรุ่นที่ 13 ได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนความคิด, การทำกิจกรรม, เล่นเกมส์, พูดคุยกันแบบวงธรรมชาติ ร่วมกันในวันปฐมนิเทศ 
       ตลอดระยะเวลา 5 วันของกิจกรรมฉันได้แอบเนียนเป็นอาสาสมัครด้วยการมีส่วนร่วมในทุกๆกิจกรรมของโครงการนี้ แม้กระทั้งการเล่นเกมนันทนาการ ทุกๆครั้งฉันได้มีส่วนร่วมฉันคิดเสมอว่าการที่เราเริ่มต้นมาจากคนแปลกหน้ากัน ต่างถิ่น ต่างสถาบันสังคม ต่างศาสนา หรือการมีต้นทุนชีวิตที่ไม่เหมือนกัน เข้ามากันด้วยหลายเหตุผล แต่สุดท้ายแล้วผลลัพธ์ของเป้าหมายของเราฉันคิดว่าอาจจะไม่ได้ต่างกันสักเท่าไหร่ 
เราแค่ควรตระหนักถึงสิทธิมนุษยชนที่หลายคนอาจจะคิดว่ามันคือเรื่องไกลตัว แต่ทั้งที่จริงๆแล้วสิทธิมนุษยชนคือทุกอย่างรอบๆตัวเราที่เราควรตระหนักถึง
   ฉันกับพี่ๆอาสาสมัครเรามักจะแลกเปลี่ยนความคิดกันด้วยเหตุผล สามารถพูดคุยกันได้ทุกเรื่อง ยอมรับความคิดเห็นที่แตกต่างของกันและกัน คล้ายกับว่าเราเจอคนที่พูดคุยกันภาษาเดียวรู้เรื่อง แบบคาดไม่ถึงว่าเราจะได้มาเจอ เพราะเราไม่สามารถพูดคุยเรื่องบางเรื่องในชีวิตมหาลัยได้แน่ แต่ที่ตรงนี้เราสามารถพูดและแสดงความคิดเห็นได้ และเรายังสามารถตั้งคำถามที่เราสงสัยได้โดยไม่มีใครคิดว่าเป็นเป็นคำถามโง่ๆ และได้รับคำตอบมาอีกมุมมองหนึ่งที่เราไม่เห็นคิดมาก่อนก็ได้ 


 จากทั้งหมดทั้งมวลที่เล่ามาฉันคาดหวังว่าแม้ฉันอาจจะยังไม่ใช่อาสาสมัครที่เข้าไปทำงานด้านสิทธิฯ โดยตรง แต่ฉันก็หวังว่าฉันและตัวพี่ๆอาสาสมัครรุ่น 13 จะสามารถทำให้ตัวเองมีแรงผลักดันในการเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงทัศนคติและสังคมมากขึ้นรวมไปถึงการปรับมุมมอง แนวคิด และวิธีการคิดกับงานด้านสิทธิมนุษยชนให้ก้าวไปข้างหน้าได้ดีกว่าเดิม 
   
แล้วพบกันใหม่นะ
SHARE
Writer
bbeer
newgen
| บางครั้งฉันก็อยากจะเล่าออกมาเป็นตัวอักษร

Comments