เปเปอร์
วันนี้เป็นวันแรกของการเรียนชั้น ม.6 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่สำคัญที่สุดในชีวิตผม เพราะผมจะต้องสอบโควตาเข้าคณะแพทย์ของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่...

ผมทุ่มเทให้กับการสอบครั้งนี้มาก ทั้งอ่านหนังสือ เรียนพิเศษ แต่ผมคิดว่าผมโชคดีกว่าคนอื่นมาก เพราะว่าโรงเรียนเอกชนที่ผมเรียนให้ความสำคัญกับการเตรียมตัวสอบเข้ามากกว่าโรงเรียนอื่น เป็นที่รู้ดีว่า.. ถ้าใครสอบเข้าโรงเรียนนี้ได้ก็คือจะได้เข้าเรียนในมหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศแน่นอน

“เฮ้ย กิจ เทอมนี้ เราต้องเรียนชีวะกับ อ.เป้อ น่ะ” เคธี่เพื่อนสนิทเอ่ยกับผมขณะที่ผมกำลังเอากระเป๋าวางบนเก้าอี้

“อ้าว เทอมนี้เราเรียนกับ อ.สุนีย์ ไม่ใช่หรอ” ผมพูด

“อาจารย์ลาออกกะทันหันเนื่องจากโรคประจำตัว อ.เป้อ เลยได้สอน ม.6 ได้ยินมาว่าอาจารย์

สายวิทย์ทุกคนยอมรับว่า อ.เป้อ สอนดีที่สุดและจะไม่มีใครสอนดีกว่านี้อีกแล้ว”

สอนแบบนั้นเนี่ยนะ โรงเรียนนี้บ้ากันไปหมดแล้ว เซ็งโว้ย” ผมบ่นในใจ

โรงเรียนของผมจะมีอาจารย์สอนชีววิทยา 3 คน แต่ละคนจะสอนชั้น ม.4 ถึง ม.6 ตามลำดับ อ.เป้อ

จะสอน ม.5 ที่ผมไม่ชอบ อ.เป้อ ที่สุดก็เพราะว่าอาจารย์ไม่สอนเหมือนกับอาจารย์คนอื่นในโรงเรียน แทนที่นักเรียนจะได้เนื้อหาสำหรับเตรียมตัวสอบก็จะได้เนื้อหาที่ไม่เกี่ยวข้องเลย ยกตัวอย่างเช่น...

“สวัสดีครับ ... วันนี้เราจะมาเรียนเรื่องสิ่งนั้นนะครับ ครูมีสิ่งนั้นมาให้ดูด้วย ให้นักเรียนสังเกตและตั้งคำถามมานะครับ ใครคิดอะไรได้ก็ยกมือและลุกขึ้นตอบ ... แล้วทำไมถึงคิดว่าสิ่งนั้นมันเป็นแบบนี้ ...”

“...ครูจะฉายเปเปอร์สัก 3 เปเปอร์ให้ดู ... ทำไมนักวิทยาศาสตร์ถึงรู้ว่าสิ่งนั้นมันมีกระบวนการ
แบบนี้ ... บทนำมันเป็นแบบนี้นะครับ ... การทดลองมันเป็นแบบนี้ ... ทำไมต้องออกแบบการทดลองแบบนี้... การทดลองจะน่าเชื่อถือได้อย่างไร ... ผลการทดลองเพื่ออธิบายสิ่งนั้นมันเป็นแบบนี้นะครับ ... ก็จะสรุปได้แบบนั้น ... มีเปเปอร์ใหม่ที่ออกมาสนับสนุนการทดลองนี้ ... แล้วผลออกมามันเป็นแบบนั้นจริงหรือเปล่า ... ”

ยิ่งนึกก็ยิ่งเครียด... เอาเป็นว่าอาจารย์ก็จะสอนแบบนี้จนอีกสองสัปดาห์ก่อนสอบ อาจารย์ก็จะโยนชีทให้นักเรียนกลับไปอ่านเอง แปลกมากที่เพื่อนๆ คนอื่นก็ชอบสไตล์การสอนของอาจารย์เช่นกัน ผมไม่เข้าใจ...

“สวัสดีนักเรียนเข้าสู่ ม.6 ครับ ...” อาจารย์กล่าวสวัสดีแล้วก็สอน

สิ่งที่อาจารย์สอนไม่เคยเข้าหัวผมเลย... ค่อยไปเอาตอนเรียนพิเศษเพิ่มละกัน


เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว ตอนนี้ผมสอบติดคณะแพทย์แล้ว สมกับความเหนื่อยยากจากการอ่านหนังสือมาตลอด 3 ปีเต็ม...

ทุกคนร่วมแสดงความยินดีกับผม ครอบครัวพาผมไปเที่ยวอังกฤษ... ตอนนั้นผมมีความสุขมาก จนกระทั่งวันสุดท้ายของการสอบปลายภาคเรียนที่ 2 เคธี่มาตามผมให้ไปพบ อ.เป้อ

“สวัสดีครับ คุณหมอ” อ.เป้อ ทักเมื่อผมเข้ามายังห้องพักอาจารย์

ครับ อาจารย์” ผมพูดเสียงดัง เพื่อจะบอกให้อาจารย์รู้ว่าผมอารมณ์เสีย

“วันนี้ครูมีเรื่องสำคัญที่จะต้องคุยกับกิจนะ เริ่มจากคะแนนเลยละกัน ตอนนี้ครูเก็บคะแนน
ครบหมดแล้ว คะแนนสอบกิจทำได้ดีมาก แต่ว่ากิจไม่เคยส่งงานและไม่ให้ความร่วมมือในชั้นเรียนเลย ครูอยากรู้ว่าเธอคิดอย่างไรกับสไตล์การสอนของครู”

ผมเงียบ ไม่ยอมตอบอาจารย์

“ครูเข้าใจ มันเป็นเพราะรูปแบบการสอนของครูนั้นไม่เหมือนกับของคนอื่นใช่ไหม ครูรู้เรื่องนี้มานานแล้ว กิจไม่รู้หรอกว่าครูซีเรียสมากกว่าที่กิจคิดแค่ไหน โอเค มันเป็นความผิดของครูที่สอนไม่ถูกใจ

ครูไม่ว่าถ้ากิจจะมีอคติกับครู แต่ครูขออธิบายก่อนว่าเหตุผลที่ครูสอนตามสไตล์ของครูคืออะไร”

ผมพยายามสงบสติอารมณ์ของผม ลองตั้งใจฟัง...
 
ตอนครูอยู่ ม.ปลาย ที่กรุงเทพฯ ครูเองก็อยากจะเรียนแพทย์ แต่พอผลสอบเอนทรานซ์ประกาศ ปรากฏว่าครูติดคณะวิทยาศาสตร์ในมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ ซึ่งครูเลือกเป็นอันดับสุดท้าย ครูไม่เชื่อสายตาตนเองว่าครูไม่ติด เพราะว่าครูเชื่อว่าครูทำข้อสอบได้คะแนนดี ครูจึงจำใจเรียนคณะนั้น คิดว่าปีหน้าจะซิ่วมาเรียนแพทย์ แต่สุดท้ายครูก็ไม่ทำ…

...เพราะว่าในขณะที่ครูรู้สึกซังกะตาย ครูก็ตกหลุมรักเพื่อนร่วมคณะ เธอเป็นหญิงสาวต่างจังหวัด สวมแว่น ไม่สวยอะไรมาก แต่น่ารัก รู้สึกว่าเธอจะสอบได้ทุนเรียนคณะนี้จากหน่วยงานอะไรสักอย่างครูจำชื่อไม่ได้ ตอนครูเห็นเธอครั้งแรก.. เธอกำลังนั่งอ่านงานวิจัยภาษาอังกฤษก่อนจะอาจารย์จะมาแลกเชอร์ช่วงเช้า มันเป็นภาพที่แปลกมากสำหรับครู..

“คุณๆ อ่านอะไรอยู่หรอ” ผมเป็นฝ่ายเข้าไปคุยกับเธอ

“อ่านเปเปอร์อยู่” เธอตอบ

“เปเปอร์ คืออะไรหรอ” ผมสงสัย

“มันคืองานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสารวิทยาศาสตร์” เธอพูดพลางก้มหน้าอ่านต่อ

“อ่านแล้วจะเอาไปทำอะไรได้”

“ฉันอ่านดูว่าตอนนี้นักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกเขาศึกษาอะไรกันไปแล้วบ้าง ถึงเราจะมีตำรา แต่ว่าความรู้ทางวิทยาศาสตร์ไม่หยุดนิ่ง ข้อมูลใหม่ๆ ก็จะเอาไปตีพิมพ์ในเปเปอร์นี้แหละ”

“เธออยากเป็นนักวิทยาศาสตร์หรอ”

“ใช่ ฉันมาเรียนคณะวิทยาศาสตร์ เพราะฉันมีคำถามหนึ่งที่ฉันอยากจะรู้มาตั้งแต่เด็ก มันอาจจะเป็นคำถามที่ฟังดูไร้สาระสำหรับใครหลายคน แต่ฉันสามารถนำคำตอบมาทำอะไรใหม่ๆ ให้กับสังคมได้ คำถามของฉันคือ...” เธอพูดคำถามที่ผมฟังแล้วอึ้ง มันเป็นคำถามที่เด็กเล็กเขาถามกัน

“เฮ้ย ผมก็มีคำถามเหมือนกัน” จู่ๆ ผมก็เผลอนำคำถามที่ผมเคยสงสัยตอนเป็นเด็กมาพูด

“จริงหรอ เราน่าจะเป็นเพื่อนที่ดีได้ ฉันชื่อ ‘เป’ แต่ฉันไม่รู้นะว่าเปแปลว่าอะไร” เธอยิ้มให้ผม

“ผมชื่อ ‘เป้อ’ ยินดีที่ได้รู้จัก เฮ้ยอาจารย์มาแล้ว...”

แน่นอนว่าครูโกหกเธอว่าครูชอบวิทยาศาสตร์ ครูลำบากใจมาก เธอเป็นคนที่เกิดมาเพื่อเป็นนักวิทยาศาสตร์อย่างแท้จริง ผลการเรียนเธอดีมาก อัธยาศัยดีกับทุกคน สำหรับครูแล้วเธอเป็นนางฟ้าที่ทำให้คนสิ้นหวังมีพลังที่จะดำเนินชีวิตต่อไป ความรู้สึกเหล่านั้นทำให้ครูยอมหลอกตัวเองเพื่อที่จะได้อยู่ใกล้ชิดเธอ จากทุกวันก็กลายเป็นทุกเดือน และทุกปีที่เราเรียนด้วยกัน...

จนกระทั่งเราทำโปรเจคท์ตอนปีสี่เสร็จ เธอวางแผนจะสอบชิงทุนปริญญาโทควบเอกของต่างประเทศ ตอนนั้นครูสับสน สิ่งที่ครูเสแสร้งทำอยู่ทุกวันนั้นมันไม่ใช่ตัวตนเลยแม้แต่น้อย มันทำให้ครูรู้สึกผิดมาก

ในที่สุดครูก็สารภาพรักและบอกความจริงกับเธอไป

เธอพูดกับครูเพียงว่า...

“นายเลือก ‘ความรัก’ ฉันเลือก ‘ความฝัน’ เราเข้ากันได้ยังไง”

แล้วเธอก็จากไปเพื่อตามหาความฝัน ส่วนครูก็หันหลังให้กับสิ่งที่ครูไม่ชอบ...

...ครูคิดว่าชีวิตของครูไม่เหลืออะไรแล้ว ไม่เหลืออะไรจริงๆ แต่พอมาคิดใหม่กลับพบว่าจริงๆ แล้วอาจจะเป็นเพราะว่าครูไม่เคยมีความฝัน ครูดำเนินชีวิตตามกรอบของคนรอบตัวมากเกินไป...

ต่อมา.. ครูสังเกตเห็นเด็กชายคนหนึ่งเอาแต่ถามแม่ของเขาตลอดเวลา แม่ก็ไม่ยอมตอบคำถามลูก แถมยังด่าลูกว่าไม่ให้ตั้งคำถามอะไรอีก ครูนึกสงสารเด็กแต่ก็เห็นใจแม่ด้วย ถ้าครูบอกคำตอบไปเด็กก็คงจะฟัง

ไม่รู้เรื่องอยู่ดี.. ทันใดนั้นครูก็นึกถึงนักศึกษาหญิงที่นั่งอ่านเปเปอร์คนนั้น.. ครูตัดสินใจที่จะทำอะไรสักอย่าง ครูไม่รู้ว่าจะอธิบายอย่างไร เอาเป็นว่าครูก็ตัดสินใจมาสอนที่โรงเรียนนี้…

... ครูอยากจะให้กิจรู้ว่า.. ในโลกนี้ยังมีอาชีพหนึ่งที่ทำงานด้วยการตอบคำถามในสิ่งที่ตนเองอยากรู้แล้วพยายามนำคำตอบนั้นมาแก้ปัญหาหรือพัฒนาสังคม อาชีพนั้นคือนักวิทยาศาสตร์ ... ยังมีคนแบบครูอีกหลายคนที่ยอมทิ้งชีวิตการเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยหรือนักวิจัยมาสอนหนังสือตามโรงเรียน เพียงเพื่อให้ที่มาขององค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ หรือ ความช่างสงสัย ไม่หายไปก็เท่านั้น...

...สิ่งที่ครูสอนไม่มีในข้อสอบเข้ามหาวิทยาลัย แต่สิ่งที่ครูสอนคือการถ่ายทอดกระบวนการคิดและการทำให้เด็กไม่ยึดติดหรือเชื่อคำบอกเล่าต่างๆ โดยไม่วิเคราะห์ ซึ่งเป็นปัญหาในสังคมที่ยังแก้ไขไม่ได้...

ในขณะที่ฟังผมเริ่มน้ำตาซึม จริงๆ แล้วในโรงเรียนก็ไม่มีใครที่รู้จัก อ.เป้อ มากนัก มีหลายประเด็นที่ผมยังไม่เข้าใจ แต่อคติที่มีต่ออาจารย์ก็ค่อยๆ จางหายไป... 


หลังจากที่ผมคุยกับอาจารย์ไม่นาน อาจารย์ก็ลาออกกะทันหัน

ไม่มีใครรู้เหตุผลของการลาออกครั้งนี้ มีคนสันนิษฐานกันไปต่างๆ นานา บ้างก็ว่าอาจารย์ลาออก

เพื่อหนีหนี้พนันบอล ไปเรียนต่อ มหาวิทยาลัยเชิญไปสอน..

ผมรู้สึกผิดลึกๆ ที่ไม่ทันได้กราบลาหรือขอโทษอาจารย์เลย ผมเชื่อว่าอาจารย์คงออกเดินทาง

เพื่อค้นหาคำถามใหม่ๆ ต่อไป เพราะก่อนหน้านี้ไม่กี่วันอาจารย์ให้หนังสือผมเล่มหนึ่ง อาจารย์บอกว่าจะทำให้ ‘ศิษย์นึกถึงครู’ อยู่เสมอ..

มันเป็นวารสารวิทยาศาสตร์ภาษาอังกฤษ มีหน้าหนึ่งที่ถูกพับไว้ พอเปิดดู.. ผมสังเกตเห็นรายชื่อผู้วิจัยชื่อหนึ่งที่ถูกวงกลมสีส้มวงไว้ อ่านชื่อดูก็รู้ว่าเป็นคนไทย... เป็นชื่อผู้หญิงเสียด้วย

ผมสังเกตเห็นรูปถ่ายที่ถูกคั้นไว้ร่วงลงมา.. รูปถ่ายชายหญิงคู่หนึ่งสวมชุดนักศึกษา ทั้งคู่ยิ้มให้กล้องด้วยสีหน้าเปี่ยมสุข ที่ด้านหลังของรูปถ่ายมีข้อความที่เขียนด้วยลายมือ

เขียนไว้ว่า

เป้อ

นานแล้วที่เราไม่ได้เจอกัน
ฉันไม่รู้ว่านายอยู่ไหน
ฉันจึงค้นหาชื่อนายตามเว็บไซต์.. ในที่สุดก็รู้ชื่อที่อยู่
ฉันส่งเปเปอร์จากวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกมาให้..
ความฝันของฉันกลายเป็นจริงแล้วนะ
ของนายละเป้อ
สักวันคงจะได้เขียน ‘เป - เป้อ’ ด้วยกัน
ติดต่อกลับด้วยนะ
คิดถึง

(ลงชื่อ)เป




SHARE
Written in this book
ความหวังดั่งหิ่งห้อย
รวมงานเขียน พ.ศ. 2560
Writer
Moreyearold
Normal person
แก่ขวบ...คนธรรมดาที่ชอบเสพความคิดผ่านตัวอักษร และขีดเขียนบ้าง นาน นาน ที

Comments