อยากให้งานรุ่ง อย่าลืมมุ่งพัฒนาคน



ทีมเราทำงานกันแบบ "Professional Family"
วันก่อนเพื่อนเล่าเรื่องให้ฟังถึงชีวิต "แบรด" ผู้บริหารสนามกอล์ฟในแถบนครปฐมว่าตอนที่แบรดเข้ารับตำแหน่งนี้ในไทยใหม่ๆ 
สิ่งแรกที่แบรดทำไม่ใช่การเรียนประชุมผู้บริหาร
วางแผนงานบริษัทไตรมาสแรก 
หรือออกไปแนะนำตัวพบปะกับลูกค้า
สิ่งที่แบรดเลือกทำอย่างแรกที่เข้างาน คือ "หาที่อยู่ใหม่ให้พนักงาน"

แบรดบอกเหตุผลง่ายๆ ว่า 
ถ้าพนักงานของเขาเริ่มต้นมีชีวิตที่ดี
การงานของเขาก็จะดีไปด้วย

มีผู้บริหารไม่กี่คนที่เห็นความสำคัญของ "ชีวิต" พนักงาน พอๆ กับการบริหารงาน
และมองว่าแท้จริงแล้ว 2 สิ่งนี้นั้นเป็นเรื่องเดียวกัน

ฉันสนุกกับการสังเกตและคิดนั่นคิดนี่...
เวลาอ่านหนังสือสักเล่ม เจอคนสักคน หรือคุยกับใครสักหน่อย
ก็ชอบคิดเสมอว่า "อะไรทำให้เขาคิดอย่างนั้นอย่างนี้"
อะไรที่ทำให้ร้านอาหารนี้คนเข้ามากินไม่ขาดสาย 
ขณะที่บางร้านเงียบเหงายิ่งกว่าเป่าสาก
คิดไปคิดมาจนค้นพบหลักการแบบที่ "ซาโตริ" หรือรู้แจ้งเอง

ว่าจริงๆ แล้ว "เบื้องหลัง" ของความสำเร็จเหล่านี้
มาจากการบริหารงานของซีอีโอทั้งนั้น
ไม่ว่าจะเป็น "การวางแผนงานที่ดี" หรือการรับพนักงานที่เก่งๆ เข้ามา
ล้วนมีปัจจัยสารพัดอย่างที่เป็น "ตัวแปร" ให้บริษัทเดินหน้า หยุดนิ่ง หรือล้มลง
สำหรับฉัน ซีอีโอก็เหมือนคนหมุนทิศผ้าใบเรือ
คนที่ต้องรู้จักทิศลม รู้กำลังของลูกน้อง รู้แรงของเรือพาย
หรือรู้แม้กระทั่ง "แผนที่" ว่าเรือลำนี้กำลังไปทางไหน
ซีอีโอที่เก่งๆ จึงจำต้องรู้ "ภาพใหญ่" ของธุรกิจ
และ "เข้าใจ" ภาพเล็กๆ ยิบๆ ย่อยๆ ของการทำงาน
หลายคนบอกว่าซีอีโอไม่เก่งสักอย่าง เป็นเป็ด
แต่ฉันว่าการเป็นซีอีโอมันยากมาก
เพราะสิ่งที่เขาต้องเก่ง คือเรื่องของคน

หลายคนบอกว่าซีอีโอไม่เก่งสักอย่าง เป็นเป็ด
แต่ฉันว่าการเป็นซีอีโอมันยากมาก
เพราะสิ่งที่เขาต้องเก่ง คือเรื่องของคน

ฉันทำงานที่ Storylog ได้ปีกว่าแล้วทุกระยะทางที่ร่วม "เดินเรือ" ไปกับ "ทีม" ได้เรียนรู้สารพัดอย่าง
แม้จะเคยบันทึกข้อคิดไว้เป็นหลักปี 
แต่เอาเข้าจริง การเรียนรู้นี้เกิดขึ้นเป็น "รายวัน"
เหนื่อยบ้าง เครียดบ้าง สุขบ้าง 
แต่ทั้งหมดนั้นคุ้มค่าที่ได้ลุย
ได้เรียนรู้วัฒนธรรมองค์กรที่ต่างจากที่ทำงานเดิมแบบลิบลับ
ได้ทำงานกับ "ทีม" ที่มีสไตล์การทำงานแตกต่างกันอย่างสุดขั้ว
จากคนที่ดูไฮเทคสุดๆ ตอนอยู่คอร์เปอร์เรท
กลับกลายเป็นอาเจ๊ที่โลว์เทคสุดๆ ในบริษัท Startup
ทักษะการทำงานค่อยๆ ขยับไปข้างหน้าทุกๆ วัน
แต่ทักษะด้านหนึ่งที่โรงเรียนหรือบริษัทไหนไม่เคยสอนคือ "ทักษะการเข้าใจคน"

Storylog ให้ความสำคัญกับการพัฒนาคน พอๆ กับพัฒนางาน
พี่ปิบโป้ (ซีอีโอ) บอกเสมอว่า ทีมเราทำงานกันแบบ "Professional Family"
คือ อยู่ร่วมกันอย่างสนิทสนม เข้าใจความต่างของกันและกัน
และทำงานแบบมืออาชีพ
ทุกคนต่างต้องรับผิดชอบงานตัวเอง 
ขณะที่ระหว่างทางก็ต้องเรียนรู้จักพัฒนาไปด้วย
เพราะอย่างนี้ , เวลาประชุมงานเราจึงคิด-และคุยกันอย่างดุเดือด
ตรงไปตรงมา ด้วยตรรกะและเหตุผล 
มันสนุกตรงที่ทีมเราแต่ละคนจะมี "วิธีการคิด" กันคนละอย่าง
บางคนคิดฟุ้งไกล บางคนเป๊ะ บางคนจะเสนอประเด็นที่หลายคนมองข้าม
หรือบางคนก็เป็นคอมพิวเตอร์ที่วิเคราะห์ให้เราเห็นข้อเสีย-ข้อดีทุกด้าน
ทุกครั้งที่มีการประชุม แม้จะเหนื่อยอยู่บ้าง
แต่ทุกครั้งที่ได้ประชุม เหมือนเรากำลังเดินไปข้างหน้าด้วยกัน
เราเหมือนทีมที่ช่วยกันเกลา และ "ก้าว" ไปในทางเดียวกัน

มากกว่าการเป็น "Professional Family" 
การทำงานที่นี่ยังสอนให้ฉันเป็น "นักเรียนรู้" และ "เรียนรับ"
หมายถึงเรียนรู้จักรับฟังผู้อื่นและเก็บไปพัฒนาตัวเอง
แม้หลายองค์กรจะสอนให้พนักงาน "เป็นน้ำที่ไม่เคยเต็มแก้ว"
แต่การลงงานจริงๆ ยากเหมือนกันที่เราจะรักษาหัวใจของการอยากพัฒนาเอาไว้
รอบเดือนที่ผ่านมา เคสของ "นักพัฒนา" ที่ประทับใจฉันมากๆ
คือ "ไข่คุง"  Content Manager + ตำแหน่งพ่อบ้านของ Storylog
หลายคนรู้จักไข่คุงในนามของคนคัดเรื่องราวดีๆ ใน Storylog
แต่สำหรับคนทำงาน ไข่คุงเป็น "นักจมจ่อมและนักสังเกตตัวพ่อ"
ข้อดีของไข่ที่ทำให้ฉันประทับใจ คือการที่พยายามพัฒนางานที่ตัวเองทำให้ดียิ่งขึ้น
ไข่คุงได้รับมอบหมายขยายสายงานมาดูแล User ในฝั่ง Fictionlog
จนพบเห็นปัญหาที่เกิดขึ้นซ้ำๆ ของผู้ใช้
ก่อนจะคิดหาทางแก้ว่าที่จริงแล้ว
เราน่าจะหยิบรวมเอาปัญหาเหล่านี้มาทำเป็นโน้ตเพื่ออธิบายให้ผู้ใช้เข้าใจง่ายๆ
พอ "วิธีการ" จัดการปัญหาเดิมนั้น "ต่าง" ออกไป
ผลลัพธ์ที่ได้ก็ดีกว่าเดิม

ปัญหาเดิม+วิธีการแก้ปัญหาใหม่ๆ = การพัฒนา 


ปีนี้ Storylog และ Fictionlog ขยายทีมเพิ่ม
พร้อมมิชชั่นสารพัดอย่างที่กำลังจะก้าวไป
สำหรับฉันเอง ฉันมีความสุขที่ได้สร้างสิ่งเล็กๆ
และ "รอคอย" ให้ผลของมันเติบโตขึ้นมา
และในวันนี้ วันที่เรากำลังจะก้าวไปข้างหน้า
ผลของมันที่เราค่อยๆ เก็บเกี่ยว
เกิดจากทีมที่เดินไปด้วยกัน เชื่อใจกัน
และผู้บริหารที่เห็นความสำคัญของ "ชีวิต" พนักงาน พอๆ กับการบริหารงาน
และมองว่าแท้จริงแล้ว 2 สิ่งนี้นั้นเป็นเรื่องเดียวกัน

เราจะก้าวไปข้างหน้าเรื่อยๆ
เป็นกำลังใจให้เราด้วยนะ  : )
SHARE

Comments

RookieWriter
2 years ago
อยากทำ storylog มั่งอ่ะค่ะ สมัครยังไงคะ?
Reply
Foreman
2 years ago
ง่ายๆ เลยครับ login ผ่านบัญชีเฟสบุีคได้เลยครรับ 

RookieWriter
2 years ago
อ่าค่ะ 😂😂
iAmPatjubanna
2 years ago
ชอบจัง เป็นบทความที่ให้อะไรดีดีในชีวิตทำงานมากค่ะ😊
Reply
Looksorn
10 months ago
ขอบคุณค่า