รีวิว Tomorrow I will date with Yesterday’s You
คุณเคยมองเห็น “ใครบางคน” แล้วรู้สึกว่า “คนนี้แหละ…ต้องคนนี้เท่านั้น” หากว่าคุณปล่อยโอกาสนี้ทิ้งไป แล้วทุกอย่างก็จะหายวับไปตลอดกาล เพราะเวลาไม่มีวันหวนกลับมา หากว่าคุณเคยรู้สึกเช่นนี้ หนังเรื่องนี้คือคำตอบของทุกความโรแมนติกที่อาจจะ…หรือกำลังจะเกิดขึ้นกับหัวใจของคุณ

“ขอโทษนะครับคุณ มันอาจจะแปลกไปหน่อย แต่ว่า…ผมชอบคุณ
ผมก็ไม่รู้ว่าทำไม แต่ผมรู้สึกว่าต้องเป็นคุณ”

เป็นประโยคแรกที่พระเอก มินามิยะ ทาคาโทชิ ได้กล่าวกับ ฟุคุจู เอมิ สาวน้อยแสนน่ารักที่เจอกันบนรถไฟ ผู้เป็นความรักแต่แรกพบ ทำให้เขาจำเป็นต้องพยายามพูดความในออกไปโดยที่หัวใจของเขารู้สึกว่าไม่อยากจะคลาดโอกาสนี้ไปแล้วต้องเสียใจทีหลังนั่นเอง

(คำเตือน : รีวิวนี้คัดลอกบางส่วนมาจากบล็อกอื่นของเรา แต่ตัดบางอย่างออกไป คือจะกั๊กงานไง เคร?)

หนังเรื่องนี้สร้างจากนวนิยายญี่ปุ่นขายดีของ Takafumi Nanatsuki ซึ่งขายดีทะลุ 1 ล้านเล่มในเวลา 2 ปี กำกับการแสดงโดย Takahiro Miki นำแสดงโดย Sota Fukushi และ Nana Komatsu เข้าฉายในญี่ปุ่นก่อนหน้าเราไปเมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2016 ส่วนบ้านเราเข้าในเดือนแห่งความรักตั้งแต่วีคแรกคือวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2017 

Tomorrow I will date with Yesterday’s you [ぼくは明日、昨日のきみとデートする] หรือชื่อไทย วันพรุ่งนี้ผมจะเดทกับเธอคนเมื่อวาน เป็นเรื่องราวแนวโรแมนติก – ดราม่า – แฟนตาซี เกี่ยวกับเรื่องราวแปลกประหลาดที่เกิดขึ้นกับชายหญิงคู่หนึ่งซึ่งมาพบรักกัน ก่อนที่ฝ่ายชายจะค้นพบว่านอกจากพวกเขาจะมาจากคนละครอบครัวและสิ่งแวดล้อมแล้ง พวกเขายังอยู่คนละช่วงเวลาที่ห่างกันถึง 15 ปี เวลาของเขาเดินไปข้างหน้า…ส่วนเวลาของเธอเดินกลับหลัง และทุกๆ 5 ปีเท่านั้นที่พวกเขาจะได้พบกัน

เรื่องเล่าเริ่มต้นเมื่อทาคาโทชิ นศ.วิทยาลัยศิลปะได้พบเจอกับสาวน้อยที่เขาคิดว่าชาตินี้คงไม่กล้าจีบ แต่ก็ทำลงไปจนได้ และด้วยความที่เขาเป็นคนซื่อออกจะบื้อ ทำให้เขาโพล่งความในใจข้างต้น ออกไปต่อหน้าสาวคนนั้นที่ทราบภายหลังว่าชื่อ เอมิ นศ.วิทยาลัยเสริมสวย ที่อายุ 20 ปีเท่ากัน ที่น่าตกใจคือในระหว่างพยายามจีบกันนั้น ทุกอย่างดูง่ายดายไปเสียหมด เอมิดูจะเป็นผู้หญิงที่เข้ากันกับเขาได้ราวกับฟ้าส่งเธอมา เธอหาเขาเจอเสมอแม้จะไม่ต้องใช้การสื่อสารใดๆ แถมอะไรบางอย่างที่เธอพูดออกมา ดันกลายเป็นความจริงซะงั้น ราวกับว่าเธอมองเห็นอนาคตได้แน่ะ

เธอมักจะชอบร้องไห้ในเวลาแปลกๆ
เธอร้องไห้ในวันแรกที่เราพบกัน
เธอร้องไห้ในวันที่เขาขอเธอเป็นแฟน
เธอร้องไห้ในวันแรกที่เขาและเธอเรียกชื่อตัวเอง
และเธอร้องไห้…ในคืนแรกของเขาและเธอ

เขาไม่เคยเข้าใจเลยว่า…ทำไมเธอถึงบอกเขาว่า “ฉันเป็นคนน้ำตาไหลง่าย” และร้องไห้เสมอแม้ในเวลาที่น่าจะมีความสุข จนกระทั่งเขาได้พบความลับบางอย่างที่ทำให้เขารู้ว่า…ที่จริงแล้วเอมิเป็นคนที่มาจากอนาคต เวลาของเธอกำลังถอยหลังกลับมา ในขณะที่เวลาของเขากำลังเดินหน้า จะพูดว่ามาจากอนาคตคงไม่ได้ ต้องบอกว่าเวลาของพวกเขาคือเส้นขนานที่สวนทางกัน ด้านหนึ่งกำลังเดินไปข้างหน้า อีกด้านกำลังเดินถอยกลับ

สิ่งที่ชวนงงที่สุดในหนังเรื่องนี้ นั่นคือข้อกำหนดของเวลา 
โดยเวลาของพวกเขาห่างกัน 15 ปี คล้ายรอบวงโคจรของข้างขึ้นข้างแรม และด้วยอะไรบางอย่างอันพิสดารทำให้พวกเขามีโอกาสเจอกันทุกๆ 5 ปี 1 ครั้ง ในระยะเวลาประมาณ 30 วัน เท่ากับว่าหากนับเป็นรอบโคจร พวกเขาจะมีโอกาสมาพบเจอในช่วงเวลาที่อายุเท่ากันคือ 20 ปี ก่อนที่จะต่างเดินหน้า หรือถอยหลังออกจากกันไป

ยกตัวอย่าง ถ้าทาคาโทชิอายุ 5 ปี เอมิในช่วงเวลาที่จะพบพระเอกตอนนั้นคือ 35 ปี
เมื่อทาคาโทชิอายุ 10 ปี เอมิจะอายุ 30 ปี
อายุของเอมิจะถอยลงไปเรื่อยๆ ในขณะที่อายุของทาคาโทชิเพิ่มขึ้น
จนมาหยุดที่อายุ 20 เท่ากันพอดี
 
นอกจากนี้เท่ากับว่าเวลาใน 15 วันแรกที่พบกัน คือช่วงเวลาในครึ่งสุดท้ายที่เอมิจะพบกับทาคาโทชิ ทำให้ในวันที่ 1 ของทาคาโทชิที่พบกับเอมิ กลับเป็นวันสุดท้ายของเอมิที่จะได้พบกับทาคาโทชิ (วันที่ 30) ทำให้เธอนั้นล่วงรู้กำหนดการของสิ่งที่จะเกิดขึ้นในช่วงวันเหล่านี้ และได้จดเอาไว้เป็นไดอารี่เพื่อเป็นไกด์ในการทำตามตารางวันแบบไม่ให้เกิดความน่าสงสัยสำหรับทาคาโทชิ ส่วนวันที่ทั้งสองมีเวลาเหลื่อมล้ำกันน้อยที่สุดคือวันที่ 15/16 จากนั้นเวลาของเอมิจะเริ่มถอยหลังไปจนถึงวันแรกของเธอ ซึ่งอาจจะทำให้เธอลืมเรื่องราวบางส่วนในชีวิตของทาคาโทชิไปบ้าง และในช่วงครึ่งหลังนี้เองที่ทาคาโทชิที่รู้ความจริงแล้วต้องเริ่มเป็นฝ่ายบอกเรื่องราวต่างๆ และดำเนินกิจกรรมตามไดอารี่ซึ่งกลายเป็นกำหนดการของแต่ละวัน

“พระจันทร์อยู่ห่างจากโลกถึงกว่า 4 แสนกิโลเมตร
และใช้เวลาโคจรรอบโลกอีกถึง 27 วัน
และใช้เวลาอีก 2 วันเราถึงจะเห็นพระจันทร์เต็มดวงนะ” 

เพื่อนสนิทที่สุดของทาคาโทชิกล่าวเมื่อเห็นสีหน้าเป็นทุกข์ของเพื่อน เขาตอบกลับไปด้วยความขมขื่นไม่กล้าสบตา…

“แต่พระจันทร์ก็ห่างออกจากโลกประมาณทุกๆ 4 เซนติเมตรต่อปีนะ”
กระนั้นดวงจันทร์ก็ยังหมุนไปพร้อมๆ กับโลกอย่างหยุดไม่ได้ สิ่งที่พอจะทำได้คือการเผชิญหน้า เรียนรู้ และอยู่กับเงื่อนไขที่ได้รับมาให้ดีที่สุด มันก็คือรูปแบบทั่วๆ ไปของการใช้ชีวิตนี่นา

ดังนั้นจากการไม่ยอมรับ จึงกลายเป็นการเผชิญหน้าเพื่อทำความเข้าใจกันทั้งสองฝ่าย แลกเปลี่ยนสิ่งต่างๆ ด้วยกัน ไม่ว่ามันจะตรง หรือไม่ตรงกับสิ่งที่เขียนเอาไว้ล่วงหน้า แต่พวกเขาก็พยายามทำทุกอย่างในเวลาที่เหลืออย่างเต็มที่ 

ทว่าหากรู้แล้วว่าความรักของทั้งสองคนมันเป็นไปไม่ได้เลย ทำไมเราถึงยังต้องมาเสียเวลาทำดีต่อกัน ทำอะไรตามสิ่งที่ถูกลิขิตไว้ทุกๆ วัน ราวกับไม่ได้เป็นตัวของตัวเอง ทำไมถึงต้องยอมจำนนต่อชะตากรรม วัน และเวลา และหากเมื่อฝืนมันไม่ได้…เราจะยังรักกันต่อไปเพื่ออะไร?

เพราะบางครั้ง…หลายครั้งเลยที่สิ่งสำคัญมันไม่ได้อยู่ที่จุดเริ่มต้น หรือปลายทาง แต่มันคือ “ระหว่างทาง” ต่างหาก ฉะนั้นเสน่ห์ของหนังเรื่องนี้นับจากตอนหักมุมแตกยับตรงกลางเรื่อง (สำหรับคนเดาพล็อตไม่เก่ง) คือการที่ทำให้เรายังต้องนั่งดูพร้อมคำถามว่า “แล้วที่นี่จะเอาไงล่ะ?” เพื่อที่จะลุ้นไปกับการตัดสินใจของพระนางคู่นี้ รวมถึงได้รับรู้เรื่องราวที่เกิดขึ้นทั้งในอดีต และอนาคตในเงื่อนไขเวลาของทั้งคู่

เวลากับความสัมพันธ์เป็นของคู่กันเสมอ บางคนมีมาก บางคนมีน้อย
บางคนผ่านมาเพื่ออยู่ด้วยกันตลอดไป บางคนแค่ผ่านมาแล้วเหลือเพียงความทรงจำ
แต่สิ่งที่เราปฏิเสธไม่ได้คือในช่วงเวลานั้น…
ช่วงเวลาที่เรารู้ตอนจบว่ามันจบไม่สวย
มันก็เต็มเปี่ยมไปด้วยความรู้สึกดีๆ ต่อกันไม่ใช่หรือ?
 
หนังเรื่องนี้จึงเป็นหนังที่ทำให้เราต้องถามตัวเองว่าที่ผ่านมาเราเอาเวลา ความคิด ไปทิ้งไว้กับอะไร และลองเปลี่ยนมุมมองดูว่าอย่างน้อย…อย่างน้อยแม้ในช่วงชีวิต เราอาจเจอความสัมพันธ์ที่จบลงอย่างวอดวาย แต่ในช่วงเวลาที่อยู่ด้วยกัน…ความสุขนั้นคือความจริง ไม่ใช่เรื่องหลอกลวง

เช่นเดียวกับเรื่องของทาคาโทชิ กับเอมิ ที่แม้จะรู้ว่าพรุ่งนี้เป็นอย่างไร รู้ว่าวันไหนต้องจากกัน แทนที่จะเทกันไปคนละทาง กลับเดินกลับมาหากัน เพื่อจะสร้างวันเวลาที่เหลือให้สวยงามและคุ้มค่าที่สุด เพื่อความทรงจำที่เหลืออยู่จะสวยงามเสมอ รอให้เธอ...หรือเขาในอีกช่วงเวลาที่เจอกันใหม่ได้มาค้นพบอีกครั้ง เหมือนจันทร์เต็มดวง

แล้วเราจะพบกันใหม่...
พรุ่งนี้เจอกันนะ ^^


คัดลอก ดัดแปลงมาจากอีกบล็อกหลักของตัวเอง แต่แอบแก้นิดนึง ลงวันที่ 31/01/2017  
 

SHARE
Written in this book
หนังที่ฉันอ่าน หนังสือที่ฉันดู ประตูที่ฉันฟัง
รวมบทความที่เขียนถึงหนัง หนังสือ และสื่อต่างๆ
Writer
LILITU
Vampire
Prof. of Being Dead insides. A Girl who obsessed with Death, Crime, Cat and Night Creatures. Nothing more...nothing less. [http://fb.com/lilith.in.the.moon]

Comments

Nutdanai
3 years ago
ขอลิงค์บล็อกด้วยได้ไหมครับ 555
Reply