เพราะหัวใจคือนักล่าผู้ว้าเหว่
จะมีใครรู้หรือไม่ว่าโรค "โลกส่วนตัวสูง" นั้นจะไม่มีวันรักษาหาย เราไม่แน่ใจว่ามันเป็นโรคหรืออาการที่ควรได้รับการบำบัดหรือไม่ แต่มันก็ไม่สำคัญอะไรหรอก เพราะหากจะใช่อาการป่วยทางสังคมอย่างหนึ่งหรือไม่นั้น

เราก็จะไม่มีวันหายอยู่ดี

the heart is a lonely hunter, หัวใจคือนักล่าผู้ว้าเหว่ กำลังพูดถึง "ความเหงา" อันเป็นอารมณ์สากลของมนุษย์ ที่กำลังซึมแทรกผ่านชีวิตที่แปลกแยกและเจ็บปวดกับความแตกต่าง ทั้งสถานะ วัย เพศ สีผิว เชื้อชาติ ความคิด ความเชื่อ บนสภาพสังคมทางตอนใต้ในสหรัฐอเมริกาประมาณช่วงกลางทศวรรษ 50 ที่เต็มไปด้วยการกดขี่ทางชนชั้น แรงงานทาส และการเหยียดสีผิว จนเกิดการเรียกร้องสิทธิเสรีภาพกันอย่างหนักหน่วงของนักล่า ที่หมกมุ่นจ่อมจมอยู่กับความปรารถนาของตนเองมากจนกระทั่งขาดการเห็นอกเห็นใจต่อคนรอบข้างหัวใจเลยต้องเดินทางมาสัมผัสกับความว้าเหว่

นวนิยายเล่มนี้ขยายสเกลความเหงาที่ไม่ได้แค่เดียวดายอย่างโรแมนติกเท่านั้น แต่มันคือการติดอยู่ในเสียงของตนเองที่ดังลั่นจนปิดกั้นไม่ได้ยินเสียงของคนอื่น ว่าเขากำลังรู้สึกเช่นไร

หรือกำลังเจ็บปวดกับอะไร

1
มันยากที่จะทำใจยอมรับได้ว่า ทุกวันนี้เราอยู่กับโลกที่เต็มไปด้วยคนที่อยากพูด แต่ไร้ซึ่งผู้ที่อยากฟัง แต่ถึงแม้จะมีคนฟังก็ฟังเพียงแค่ต้องการตัดสินใจ ว่าสิ่งที่ตนเองกำลังได้ยินอยู่นั้นมันถูก ผิด ดี เลว หรือสมควรไม่สมควรอย่างไร
มากกว่าจะฟังเสียง "หัวใจของกันและกัน"
มากกว่าจะรับรู้ว่าเขารู้สึกอะไร
มากกว่าจะอยากรู้ว่าเขาเศร้า เขาเสียใจ หรือเปลี่ยวเหงากับเรื่องราวเหล่านั้นแค่ไหน
ไปจนถึง, มากกว่าที่จะทำความเข้าใจได้ว่า

คนเราบางทีก็ไม่ได้ต้องการทางแก้ไขปัญหา
เราแค่ต้องการคนที่มองเห็นว่าเรามี 'ตัวตน'
และคนที่รับฟังในวันที่เราอ่อนแอเกินกว่าจะปกป้องตัวเอง

หลายปีมานี้ เราเคยเป็นอาสาสมัครทางใจให้ใครหลายคน และมักจะพูดอธิบายความทับซ้อนของคนให้กับคนที่ไม่สนหัวจิตหัวใจของคนอื่นอย่างลึกซึ้งฟังอยู่บ่อยครั้ง ว่าเวลาคนเขาเศร้าเราก็ควรที่จะฟัง แล้วให้ความสนใจเขาเมื่อเวลาเขาเจอปัญหา ไม่ใช่ว่านิ่งเฉย เพราะการที่คุณนิ่งเฉยต่อปัญหานั้นหมายความว่าคุณกำลังเป็นส่วนหนึ่งของมันอย่างไร้ความกรุณา

มิหน้ำซ้ำคนหลายคนยังชอบคิดและต่อว่าคนที่เศร้าหรือลุกลามไปจนถึงจะฆ่าตัวตายว่าเป็นพวกคนโง่ เป็นคนเข้าไม่ถึงแก่นของศาสนา จึงทำให้จัดการกับความฟุ้งซ่านในความคิดของตัวเองไม่ได้ โดยลืมไปเลยว่า ไอ้ความฟุ้งๆ พร่าๆ ซ่านๆ นั้น ตนเองก็มีส่วนร่วมทำให้มันเกิดขึ้น ผ่านการ (พยายาม) นิ่งเฉยหรือที่หนักไปกว่านั้นก็คือการแนะนำให้เขาเลิกเศร้าแบบหยาบๆ ขอด่วนๆ เพื่อให้หยุดวุ่นวายกับตนเองซะ เพราะตนเองกำลังรำคาญกับปัญหาในสิ่งที่คนเศร้าก้าวผ่านมันไปไม่ได้สักที

ซึ่งความจริงแล้ว, การที่แสดงออกไปแบบนั้น มันผลักดันให้ตนเองต้องเข้าไปร่วมสร้างห่วงโซ่แห่งความเศร้าที่คาดไม่ถึงให้กับผู้อื่น สะเหมือนคนอุจจาระลงในถังและสาดใส่คนข้างหน้าที่เขาก็มีบาดแผลอยู่แล้ว จากนั้นก็ค่อนขอดเสียดสีอีกทีอย่างเหนือภูมิกว่าว่า

"ก็ช่วยไม่ได้ ไม่ยอมรีบล้างเอง จะทนให้เนื้อตัวเหม็นสกปรกแบบนี้ก็ตามใจ"

คราวนี้ไอ้ความเศร้าจากแผลเดิมที่มีอยู่แล้วก็กลายเป็นแผลอักเสบที่เหม็นคลุ้งทบทวี แล้วจากไอ้ที่ไม่คิดว่าจะตายจริงๆ ก็เลือกที่จะตายจริงๆขึ้นมา แต่เรื่องจริงจนน่าตกใจกว่าคือ อุจจาระที่ว่ามันก็ผ่านมาจากปากของคนที่ไม่ได้ติดอยู่กับความเศร้าเนี่ยแหละที่สำหรอกใส่พวกเขาทั้งทางตรงและทางอ้อม

สิ่งที่สำคัญที่สุดคือเราต้องไม่ลืมว่า
ปัญหาใครก็ปัญหามัน มันไม่มีแบบฉบับที่จะแก้ได้ตายตัว
อีกทั้งความทรงจำของคนเล่ามักมีอารมณ์เข้ามาปนเกี่ยว ทุกคนมักจะเล่าผ่านการเลือกเรื่องมาเล่าที่มันกระทบกับความรู้สึกของตนเองแต่เพียงเท่านั้น คนฟังไม่มีทางได้รู้ถึงข้อเท็จจริงทั้งหมดว่าในอีกมุมหนึ่งของเสียงที่ไร้รูปทรงกับภาพที่ไร้ตัวตนในขณะที่ตนเองฟังอยู่นั้น
แท้จริงแล้วมันเกิดอะไรขึ้นบ้าง

เราจะถูกทำให้รู้และไม่รู้ไปในเวลาเดียวกันผ่านคนที่มาเล่า
เพราะฉะนั้นแล้ว การฟังที่ดีเราควรปล่อยให้ทุกเสียงได้พูด ปล่อยให้ทุกเสียงได้เศร้า โดยที่ไม่ต้องหาทางแก้ ไม่ต้องตัดสินอะไร
เอาแค่ความรู้สึก ไม่เอาเนื้อหา
และใช้หัวใจฟังจนได้ยินเสียงของกันและกันเท่านั้น

2
คนที่เป็นโรคโลกส่วนตัวสูงมักจะมีความซับซ้อนที่เป็นระบบ

อีกทั้งเรายังเป็นพวกที่ชอบอธิบาย แต่การอธิบายความในใจอะไรบางอย่างเพื่อปรับความเข้าใจกัน มันมักจะถูกโยนไปอยู่ในข้อหาว่าเป็น “คนเยอะ” เป็นประจำทุกที หลังๆ มานี้ก็เลยจะหยุดอธิบาย เพราะการทำอะไรให้ใครไปโดยที่เขามองไม่เห็นค่าในความหมายของความสัมพันธ์ มันเหนื่อยล้าเอาเรื่องอยู่เหมือนกัน

จนบางทีพอปากจะพูดอะไรออกไปสักครั้ง สมองก็จะรีบสั่งการว่า
"อย่าเลย, มันสูญเปล่า"
พรางถอนหายใจช้าๆให้ความโกรธที่ปนความเศร้าค่อยๆแผ่วเบาออกจากจมูกสลายหายไปในอากาศ

จากนั้นก็แค่เตรียมตัว
เพื่อรอการได้กลับไปในพื้นที่ของเรา

"เธอนึกอยากให้มีที่ไหนสักแห่งที เธอจะได้ไปส่งเสียงฮัมเพลงนี้ออกมาดังๆ ดนตรีบางประเภทก็เป็นส่วนตัวเกินกว่าจะเอามาร้องในบ้านที่แออัดไปด้วยผู้คน น่าขำอีกนั่นแหละ ที่คนคนหนึ่งรู้สึกเปลี่ยวเหงาได้ถึงเพียงนี้ในบ้านที่แน่นขนัดไปด้วยผู้คน มิคพยายามนึกถึงสถานที่ส่วนตัวดีๆ สักแห่งที่เธอพอจะไปหลบอยู่คนเดียวและศึกษาเรื่องดนตรีได้ แต่เเม้จะเฝ้าครุ่นคิดถึงเรื่องนี้มาเป็นนานเธอก็รู้ดีตั้งแต่ต้นว่า ไม่มีทีใดสักที่เลย"*

3
แต่หลังๆมานี้ กลับไม่รู้สึกอยากจะทำแบบเก่า พอชีวิตถูกคุกคามมามากๆเข้า โดยที่เราเองก็อยู่เฉยๆ ทั้งการเป็นผู้รับฟังที่ดีกับคนที่มีความเศร้า และทำตัวปกติที่สุดเท่าที่มนุษย์ดีๆในแบบฉบับอันจะพึงทำตามกฏปฏิบัติจารีตประเพณีสักคนจะทำได้ , ไม่ก้าวร้าวในแบบที่ผู้ใหญ่มักคิดซึ่งความจริงมันคือการอธิบาย ไม่เถียง ไม่ต้องคำถาม ไม่โต้ตอบหรือแสดงจุดยืนอะไรที่เยอะๆ ใครพูดหรือทำอะไรที่ไม่ถูกใจ
ก็แค่ฟัง
ก็แค่จำ
แล้วหวังว่าสักวันจะทิ้ง

ซึ่งตอนนี้กลับไม่เป็นเช่นนั้นอีกต่อไป
และดูเหมือนถ้าเมื่อไหร่มีใครจุดไฟใส่
เราก็พร้อมจะใส่ชุดกันไฟแล้วร่วมเผาผลาญไปในกองเพลิงทันที

คือไม่ว่าจะช้าหรือเร็วเราก็ต้องสู้กลับบ้าง การเงียบบางที่อาจไม่ใช่คำตอบที่ดีที่สุดอย่างองค์ดาไลลามะว่า เพราะถ้าเงียบแล้วตกเป็นเหยื่อ ถ้าเงียบแล้วโดนกดขี่ สู้ร้ายๆ ไปเสียบ้างให้คนจดจำเราได้ เพื่อเอาไว้ปลุกความทรงจำเขาให้ตื่นเมื่อเจอหน้ากัน ก็น่าจะเป็นเกราะป้องกันที่ดีได้อย่างหนึ่ง

กล้าที่จะถูกเกลียดทำไม่ยากหรอก รู้ว่ามันแย่ แต่เอาน่า...มันก็ต้องมีอะไรดีบ้าง

4
เพราะถ้าหากไม่ทำเช่นนี้ คนที่คิดว่าตัวเองเป็นเหยื่อเป็นผู้ถูกกระทำ ก็จะเอาอำนาจตรงนี้มากดขี่คนอื่นให้เป็นเหยื่อต่อไปไม่สิ้นสุด ไม่เลิกลา ไม่สำนึกว่าตนเองก็มีแผล แล้วสร้างรอยแผลให้คนอื่นโดยมักให้เหตุผลว่า เป็นคนที่ไม่ค่อยคิดอะไรมากแล้วตัดปัญหาทั้งหมดโดยโยนมาให้คนที่เอาแต่คิดมากแทน

มนุษย์มีกมลสันดาลที่ปรับแก้อะไรไม่ได้จริงหรือไม่นั้น อันนี้ก็ไม่แน่ใจ แต่เราเชื่อว่ามนุษย์ยังมีความต่างจากสัตว์บางชนิดอยู่มาก เพราะฉะนั้นสักวันหนึ่งคนที่ไม่ค่อยคิดอะไรมาก จะต้องมีปัญญาที่มากพอในการรับผิดชอบการกระทำของตัวเองที่ทำกเฬวรากแต่งเรื่องเน่าเหม็นใส่คนอื่น โดยการรู้จักขอโทษและสำนึกในสิ่งที่ตัวเองทำไปเป็น

แล้วเลิกโยนความอวิชชาที่สถาปนาเอาเองว่าพวกผู้หญิงชอบคิดมากซึ่งผู้ชายไม่คิดมากก็เป็นเรื่องปกติ

มันน่าใจหายเหมือนกันเพรานั่นเป็นความคิดที่ผิดมหันต์ ไม่รู้บ้านใครเขาสอนกันแบบนั้น นอกจากจะเป็นการเหยียดผู้หญิงกับทัศนคติที่ฝั่งลึกแบบขยายความว่า -พวกผู้หญิงก็ดีแต่คิดเพ้อเจ้อ เรื่อยเปื่อย เฉื่อยแฉะ ย้ำคิดย้ำทำแต่เรื่องเดิมที่หลุดจากวงจรความคิดตัวเองไม่ได้ไปวันๆ- แล้ว...มันยังย้อนกลับไปเหยียดแม่ของตัวเองอีกด้วย

เพราะไม่ว่าจะผู้หญิงหรือผู้ชายเราต้องเข้าใจเรื่องของความเป็นมนุษย์ เพื่อหันกลับมามองคนคนหนึ่งไม่ว่าเขาจะอยู่ในฐานะทางเพศอะไร
ทั้งชายทั้งหญิงทั้งหลากหลายทางเพศว่า
เขาก็เป็นคนเหมือนๆกัน

เขามีสิทธิที่จะส่งเสียงพูด พอๆกับส่งเสียงเศร้า
แล้วหาทางออกในแบบของใครก็ของใครไป
ซึ่งมันไม่จำเป็นต้องเหมือนกัน

ฉะนั้นการที่ใครสักคนจะไม่คิดมาก ก็ไม่ใช่เหตุผลที่จะเอามาอ้างทำร้ายใครคนอื่นๆ ไม่สุดสิ้น ทั้งผ่านคำพูด ผ่านท่าทาง ผ่านการกระทำที่ส่งผ่านมาจากสันดารที่ฝั่งอยู่ภายในจิตใต้สำนึก โดยการแสดงออกแบบทีเล่น ทีจริง ซึ่งมันไม่เนียน อีกทั้งยังเป็นการสารภาพความตกต่ำทางศักยภาพในการสื่อสารทางอารมณ์กับคนในสังคมอีกด้วย

เพราะลึกๆแล้ว การแสดงออกแบบนั้นคือเราต้องการ "ความปลอดภัยจากสิ่งที่ซ่อนอยู่ลึกๆในใจ" เพียงแต่ไม่สามารถแสดงมันออกมาได้อย่างตรงไปตรงมา เราจึงต้องการซ่อนมันเอาไว้เพื่อไม่ให้คนอื่นรู้ชัดว่าเรามีจุดประสงค์อะไร
เพราะไม่มีใครอยากออกมาปรากฏตัวตรงที่สว่างหรอก
จนกว่าจะแน่ใจอะไรบางอย่าง

5
“เดี๋ยวนี้เธอไม่อาจอยู่ที่ห้องภายในได้อีกแล้ว เธอต้องอยู่ใกล้ใครสักคนตลอดเวลา ทำบางอย่างทุกนาที และหากเธออยู่คนเดียว เธอจะนับหรือนึกถึงแต่ตัวเลข เธอนับกุหลาบทุกดอกบนกระดาษติดฝาผนังในห้องอาหาร คำนวณหาพื้นที่รูปลูกบาศก์ของบ้านทั้งหลัง นับใบหญ้าทุกใบที่สนามหลังบ้าน และใบไม้ทุกใบบนพุ่มไม้ต้นหนึ่ง เพราะหากไม่เอาความคิดไปอยู่ที่ตัวเลขแล้ว เธอจะรู้สึกถึงความหวั่นกลัวเลวร้าย”*

ถนนยังคงชื้นๆ จากน้ำค้างที่ถูกละลายจากแดดแรกของวันอันอุ่นนุ่ม
เราอยู่ในจุดเดียวกับตัวละครและกำลังนั่งนับดอกหญ้าที่ขึ้นแซมบนถนนจนเข้าถึงได้เลยว่า เวลานั่งนับอะไรสักอย่างมันเต็มไปด้วยความเคว้งคว้างและว้าเหว่แค่ไหน
ในวันที่ต้องอยู่ที่ไหนสักที่ ที่มันแปลกหน้าและปราศจากคนที่รู้จักมักคุ้น

เรากำลังหมายถึง
คนที่มักโผล่มาในความคิดเพื่อยืนยันว่าเราไม่ได้อยู่คนเดียว
และสถานที่ไหนก็ตามจะดูเปลี่ยวเหงาจนเกินไปเมื่อขาดคนที่เข้าใจเราดี
ซึ่งมันก็แค่นี้, เราต่างต้องการคนที่รู้ว่าเราเป็นใคร คนที่มีภาพเราเปร่งประกายในดวงตาเวลาที่จ้องมอง บนแสงสุดท้ายของวันที่กำลังจะลาลับฟ้า

เรามักแบ่งกลุ่มคนที่รักและทำร้ายจิตใจเราไว้เป็นระดับชั้นตามร่องรอยของความทรงจำเท่าที่จำได้ น่าแปลก, ที่ชั้นที่หนาที่สุดอีกทั้งยังมีฝุ่นเกาะ ดันเป็นชั้นของคนที่ผ่านเข้ามาเพื่อขโมยน้ำตาของเราไม่รู้จักพอ

6
คนเป็นโรค "โลกส่วนตัวสูง" มันจะเป็นอยู่อย่างนั้นและไม่มีวันหาย สองเท้าที่ยื่นย่ำในตอนกลางวัน รอจมกับความลำพังในตอนกลางคืน เป็นกิจวัตรในชีวิตอย่างหนึ่ง คล้ายกับถูกสาปเอาไว้ ซึ่งมันไม่มีทางแก้ เราทำได้แค่เอาตัวให้รอดจากตัวเราเอง และเอาตัวให้รอดจากคนที่พยายามทำให้เราไร้ตัวตน

พวกเขามักสร้างกำแพงกระจกที่กั้นเราออกห่างจากพวกเขาอยู่หลายครั้ง
เขาทำเหมือนมองเราไม่เห็น
ซึ่งแท้จริง
เราก็นั่งอยู่ตรงนี้

หรือมันอาจเพราะเราอยากจะรับฟังทุกๆเสียงที่ไม่ใช่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง อาจเพราะเราเป็นคนเยอะ อาจเพราะมีคนไม่เชื่อใจกลัวว่าเราจะเปิดเผยความลับที่ตนเองก็เอามาพูดลับหลังผู้อื่น หรืออาจเพราะโรคโลกส่วนตัวสูงที่เป็นอยู่นี้

ที่ทำให้ทั้งคนอื่นและตนเองปิดกั้นจนไม่มีใครเข้าใจกันและกันได้อย่างแท้จริง

จนเหมือนเหลือเพียงลมหายใจเดียวที่ เข้า ออก บนดาวเคราะห์อันเงียบเหงาแห่งนี้
หรือไม่ว่าจะด้วยอะไรก็ตาม

"แต่อย่างน้อยการเริ่มต้นเปิดใจเพื่อเข้าใจความเจ็บปวดของผู้อื่นผ่านการอ่าน ก็อาจจะช่วยให้หัวใจของ 'นักล่า' ทั้งหลายไม่ต้อง 'ว่าเหว่' มากจนเกินไปนัก"*
SHARE
Writer
SHN
somewho
Facebook Page : You found me

Comments

khaikung
3 years ago
ดีงามเหมือนเคย :)
Reply
SHN
3 years ago
มาให้กำลังใจเหมือนเดิมเลย ขอบคุณครับ .)
JariJari
3 years ago
อ่านแล้วชอบมากค่ะ
Reply
SHN
3 years ago
ขอบคุณเพื่อนนักล่ามากครับ
MonsterCats
3 years ago
ชอบมากค่ะ
Reply
SHN
3 years ago
ครับ .)