เล่มนั้น..(ของเรา) OUR BOOK
    
     น้ำสีเหลืองทอง ที่นอนอยู่ก้นแก้วพลันไหลรินลงผ่านลำคอของผม ความแสบซ่านของมันค่อยๆแผลงฤทธิ์จากกลางกระเดือก... ลงสู่อก รสชาติขมปนเฝือนพิลึกตลบอบอวลเต็มช่องปาก ผมวางแก้วเปล่าใสลงบนโต๊ะตามแรงเหวี่ยงของความมึนเมา พร้อมสอดเงินค่าสุราในค่ำคืนนี้ไว้ที่ใต้แก้วใบนั้น ก่อนเดินจากมา ที่นี่เป็นร้านประจำของผมไปตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ ผมผลักประตูบานหนาทึบของบาร์ออกมาด้านนอก สายลมแผ่วๆพัดเข้ามาปะทะใบหน้าและเส้นผมสยายไปตามแรงลม พาให้เย็นสะท้านในฉับพลัน...นี่เป็นเดือนสุดท้ายของปี  ผมซุกมือทั้งสองข้างลงสู่กระเป๋าแจ็คเกทยีนส์ลีวายส์ทักเกอร์ตัวหนา ก่อนออกเดินไปเรื่อยๆอย่างเคว้งคว้าง จับจดสายตาลงสู่ปลายเท้าของตัวเองเพียงเท่านั้น   ในหัวผมยังคงวนเวียนคิดภาพของใครบางคนที่เคยพบเจอกันบนถนนเส้นนี้อย่างนับครั้งไม่ถ้วน....



ผมพบกับเธอครั้งแรก ณ ร้านหนังสือที่ผมทำงานอยู่ ในช่วงสายๆของวันธรรมดาๆวันหนึ่ง..
ในขณะที่ผมกำลังรีบเร่ง กับการจัดเรียงหมวดหมู่หนังสือที่กองพเนินอยู่ตรงหน้า เสียงฝีเท้าของใครบางคนได้ย่างก้าวเข้ามาในร้าน ผ่านความเงียบเชียบจนผมได้ยินอย่างถนัดชัดเจน นั่นคือลูกค้ารายแรกของวัน ผมผละตัวเองออกจากงานที่ทำอยู่ครู่หนึ่ง เพื่อเอ่ยคำทักทาย สายตาของผมพลันเหลือบไปกระทบเข้ากับหญิงสาวผู้เรียบเฉย ในชุดเครื่องแบบยูนิฟอร์มที่คลับคล้ายว่าจะเป็นพนักงานบริษัท ด้วยเสื้อเชิ๊ตแขนยาว สีขาว ของเธอปักษ์ตราสัญลักษณ์บางอย่างที่ผมคุ้นเคย นั่นเป็นบริษัทแห่งหนึ่งที่อยู่ใกล้ๆกับระแวกที่พักของของผม ซึ่งผมต้องเดินผ่านทางนั้นเพื่อที่จะมาทำงานเป็นประจำ นี่คงจะไม่ใช่เวลาที่เธอจะออกมาเดินเถลไถลได้เป็นแน่ นั่นคือสิ่งที่ผมคิด หญิงสาวค่อยๆเดินทอดน่องตรงดิ่งไปยังแผงชั้นวางหนังสือในหมวดหมู่นวนิยาย ละไล้ไล่นิ้วอย่างแผ่วเบาไปตามขอบหนังสือที่วางอยู่บนชั้น สายตาของเธอช่างดูว่างเปล่าและครุ่นคิด.. ผมจมดิ่งลงไปในอากัปกริยาที่เธอทำได้ครู่หนึ่ง หญิงสาวก็พลันหันมาเอ่ยถามกับผมด้วยใบหน้าที่เรียบเฉย


"เส้นแสงที่สูญหาย เราร้องไห้เงียบงัน ของมุราคามิ หมดแล้วหรอค่ะ?"

ผมเก้ๆกังๆก่อนจะตอบออกไป "เอ่อ.. คะ-ครับ พอดีเล่มนี้ขายดีมากๆเลย กว่าล๊อตใหม่จะมาก็คงอาทิตย์หน้าหน่ะครับ" 

เธอไม่ได้เอ่ยอะไรต่อ เพียงแค่เอามือปัดเส้นผมที่ปีนป่ายไปบนแก้มอันเนียนใสของเธอไปทัดไว้ที่หูพร้อมพยักหน้ารับ

นิยายเล่มนี้ผมยังไม่เคยอ่านมันเลยสักครั้ง... ชื่อของมันช่างดูเงียบเหงาและว่างเปล่าไม่ต่างอะไรกับเธอเลยในตอนนี้ นั่นเป็นสิ่งที่ทำให้ผมรู้สึกได้ว่าเธอคงจะมีอะไรบางอย่างอยู่ในใจ
หญิงสาวเลือกนิยายบางเล่มขึ้นมาเปิดอ่านแบบผ่านๆ หนึ่งหน้ากระดาษแล้วกรีดผ่านไปอย่างนั้น อยู่สองสามครั้ง มารู้ตัวอีกทีผมนั้นไม่สามารถที่จะละสายตาจากเธอได้เลย ผมเหลือบหลบและจดจ้องเธออยู่เป็นระยะๆ ราวกับมีอะไรบางอย่างในตัวเธอที่ดึงดูดความสนใจของผม....


"ทำงานอยู่ที่ร้านหนังสือแบบนี้--ก็คงจะดีเหมือนกันนะค่ะ"  หญิงสาวเอ่ยขึ้นทั้งที่สายตายังจับจดอยู่กับหนังสือบนมือ

"อะ--เอ่อ คุยกับผมหรือครับ?" ผมขานรับด้วยความสงสัยปนเขอะเขินจนยากจะอธิบาย พลางหันซ้ายแลขวาทั้งที่รู้ดีว่าในร้านตอนนี้มีแค่ผมกับเธอ

"ใช่หน่ะสิค่ะ ก็ทั้งร้านตอนนี้มีแค่คุณกับฉัน" เธอหันมามองผมแล้วเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย พลางปิดหนังสือลง

"คะ--ครับ ก็เป็นงานง่ายๆไม่ได้ซับซ้อนอะไร คอยต้อนรับลูกค้าแนะนำสินค้า.. แล้วก็...ทอนเงิน บางทีก็แสนจะน่าเบื่อนะครับ" ผมหัวเราะเล็กๆก่อนจะเอ่ยต่อ "ที่จะต้องทำอะไรแบบนี้ซ้ำๆเหมือนเดิมในทุกๆวัน"


"เปล่าค่ะ ฉันหมายถึง.. ดีที่ได้อยู่ในที่ๆเงียบๆสงบๆ... ลูกค้าของคุณทุกๆคนที่เข้ามาก็ไม่ได้ส่งเสียงดังอะไร ทุกอย่างราบเรียบไม่วุ่นวายดีค่ะ" เธอพูดพลางยัดหนังสือเก็บเข้าบนชั้น

นั่นเป็นคำตอบที่ช่างแตกต่างกับสิ่งที่ผมคิดไว้ในตอนแรกไว้เสียมากมาย เธอทำให้ผมอดที่จะอมยิ้มเบาๆและแสนประทับใจไปไม่ได้เลยกับคำตอบอันแสนเรียบง่ายของเธอ 


"ฉันเคยฝัน.. ว่าอยากจะมีร้านหนังสือเล็กๆแบบนี้กับเขาบ้างเหมือนกัน" ผมนิ่งฟังอย่างสนใจ
"มีชั้นวางหนังสือไม้ดีไซน์สวยๆ... รอบๆร้านวางประดับไปด้วยกระถางดอกไม้เล็กๆ มีมุมร่มรื่นให้ลูกค้าได้มานั่งจิบกาแฟเย็นๆ..." สีหน้าและแววตาของหญิงสาวพลันดูสดใสชื่นมื่นขึ้นมาในทันทีที่เธอเริ่มเอ่ยถึงความคิดความฝันเล็กๆที่สวยหวานในใจ

"ดีจังเลยนะครับ--นั่นคงจะเป็นร้านหนังสือที่ดูดีทีเดียว เหมาะกับการปลีกหนีจากความวุ่นวายไปพักผ่อนมากๆเลยนะครับ" ผมเอ่ย

"แต่มันก็ไม่รู้ว่าจะอีกนานแค่ไหน--กับพนักงานออฟฟิศธรรมดาๆคนนึง งานที่ทำในแต่ละวันก็ยุ่งจนหัวปั่น" เธอพูดพลางกลั้วหัวเราะแห้งๆ "ก็คงจะไม่มีเวลาที่จะมาเดินตามฝันกันในตอนนี้แล้วล่ะค่ะ"  พลันจบประโยคหญิงสาวถอนลมหายใจทิ้งเล็กๆ พลางแหงนมองไปรอบๆร้าน

"แต่ถ้ามันสำเร็จ ยังไงผมก็คงไม่พลาดที่จะแวะเวียนไปอุดหนุนแน่นอนครับ" ผมพลันเอ่ยเสริมกำลังใจให้กับเธอ

"แล้วฉันจะมาเล่าความฝันเพี้ยนๆกับเรื่องเครียดๆของตัวเองให้คุณฟังกันทำไมล่ะเนี่ย ทั้งๆที่เพิ่งเคยเจอกันแท้ๆเชียว" เธอและผมต่างหัวเราะขึ้นมาเบาๆ แต่ถึงอย่างนั้นในใจของผมกลับเริ่มคิดว่าต่อให้เธอจะเล่าเรื่องราวเหล่านี้ของเธออีกมากมายสักแค่ไหนผมก็พร้อมและยินดีที่จะรับฟังอย่างเต็มใจ

"แล้วคุณ.. เป็นคนชอบอ่านนิยายหรือครับ" 

"ใช่ค่ะ แต่ก็มักจะซื้อเก็บเอาไว้เฉพาะเล่มที่ฉันชอบจริงๆ"

ผมพยักหน้าก่อนจะหยิบหนังสือจากบนชั้นลงมาเล่มหนึ่งพลางพลิกดูไปรอบๆก่อนจะเอ่ย "หนังสือก็เหมือนกับเพื่อนเราคนนึงเลยนะครับ"
 เธอหันมองมาที่ผมอย่างจับจ้องและเปี่ยมไปด้วยสีหน้าอันสงสัย
 
"ก็ในเวลาที่เรามีความสุขมันมักจะมีหนังสือบางเล่มที่ทำให้เรายิ้มได้ และในบางเวลา..ที่เราเศร้าก็มักจะมีสักเล่มที่เศร้าไปกับเราด้วย----แต่ผมมักจะชอบเลือกเพื่อน..ที่เข้ามาทำให้ผมยิ้มได้ในตอนที่เราเศร้าซะมากกว่า" 

พลันสิ้นประโยคทุกอย่างนิ่งสงบสายตาของผมพลันเหลือบหลบไปกระทบกับสายตาของเธอ ทุกๆสิ่งไม่ไหวติงนี่เป็นครั้งแรกที่ผมได้จ้องมองลงไปยังใบหน้าเธอได้อย่างเต็มตา ความรู้สึกหวิวๆหล่นลงไปถึงปลายเท้า หัวใจนั้นเต้นระส่ำถี่ขึ้นเรื่อยๆ เธอเป็นผู้หญิงที่เข้ามาทำให้ผมรู้สึกแบบนี้ได้อีกครั้งจากในช่วงเวลาอันแสนยาวนานที่มันได้หายไป.. เธอเป็นคนตะโกนร้องเรียกให้มันหวนกลับมาอีกครั้ง

"เอ่อ--ฉันต้องไปแล้วค่ะ" เสียงของเธอเอ่ยขึ้นในฉับพลัน

"อ่อ--คะ-ครับ" เราสองคนต่างทิ้งสายตาหลบไปทางอื่นพร้อมกับท่าทางที่ดูเก้กังๆไม่เป็นตัวของตัวเอง ณ ช่วงเวลานี้ รอยยิ้มบางๆเติมแต้มขึ้นบนใบหน้าของผมและเธออีกครั้ง

หญิงสาวเดินไปหยิบนิตยสารผู้หญิงรายสัปดาห์เล่มหนึ่งบนชั้นวางนิตยสารทั่วไปพร้อมกับยื่นมาให้ผม
 "คิดเงินด้วยค่ะ"

"ได้ครับ.." ในทันทีที่คิดว่าเธอจะต้องไปเสียแล้ว ผมก็พลันเสียดายที่ไม่ได้ลองเอ่ยถามชื่อเพื่อทำความรู้จักกับเธอ อีกทั่งเนื่องด้วยในฐานะที่เธอเป็นลูกค้านั่นจึงเป็นสิ่งที่ต้องยับยั้งชั่งใจเอาไว้เสียจะดีกว่า แต่ก็ไม่รู้ว่าผมจะได้พบกับเธออีกครั้งเมื่อไหร่กัน 

เธอยื่นธนบัตรหนึ่งใบเพื่อจ่ายเป็นค่านิตยาสาร ในระหว่างนั้นที่ผมกำลังก้มหน้าก้มตาคำนวณเงินทอนให้กับเธอผมก็พลันคิดได้ว่า ในกระเป๋าเป้สะพายของผมมีหนังสือตลกเล่มโปรดอยู่เล่มหนึ่งที่ผมชอบอ่านมันในยามที่ผมรู้สึกอ้างว้างหรือไม่สบายใจ มันมักจะช่วยให้ผมยิ้มได้เป็นอย่างดีผมหวังเพียงแค่จะทำให้เธอรู้สึกดีขึ้นได้บ้างไม่มากก็น้อย ผมหยิบมันขึ้นมาพร้อมกับแนบเงินทอนไว้บนปกเพื่อจะส่งให้กับเธอ แต่ก็พบว่าหญิงสาวผู้เรียบเฉยคนนั้นไม่ได้อยู่ตรงนี้เสียแล้ว


     ใบหน้าของเธอลอยเคว้งอยู่ในหัวของผมตลอดวัน ผมอยากจะพบเธออีกสักครั้ง..  ในระหว่างทางกลับบ้านผมเดินผ่านบาร์ที่พบเจออยู่เป็นประจำแต่ในวันนี้ จะเป็นครั้งแรกที่ผมจะเข้าไปลองลิ้มชิมบรรยากาศของมัน คงเป็นเพราะบางอารมณ์อันแสนคลุกรุ่นวนเวียน เลยทำให้ผมอยากที่จะหาอะไรบางอย่างเพื่อมาบรรเทา  ทันทีที่ก้าวเข้าไปในร้านเสียงเพลงฝรั่งช่วงยุคราวๆ 80s เพลงหนึ่งที่ผมไม่เคยรู้จักลอยพุ่งเข้ามากระทบแก้วหู ฟังดูแสนนุ่มละมุนเกลี่ยกล่อมอารมณ์ของผมให้โปรยปลิว กลุ่มหมอกควันจางๆแผ่วพริ้วไปตามกลุ่มคนที่นั่งกันอยู่ประปราย แสงสีแดงสลับฟ้าจากหลอดไฟเล่นสีของบาร์ สาดตกกระทบไปยังหน้าเคาว์เตอร์ ผมมองเห็นแสงสีส้มดวงเล็กๆจากปลายของมวนบุหรี่ แดงวาบขึ้นวูบหนึ่งก่อนจะแผ่วลงพร้อมๆกับควันที่พวยพุ่ง ออกจากปากของหญิงสาวบางคนที่แสนจะคุ้นตา นั่นเป็นเธอจริงๆหญิงสาวผู้เรียบเฉยที่ผมพบเจอ ณ ร้านหนังสือเมื่อช่วงสาย  ผมเดินดิ่งเข้าไปด้วยใจที่ตื่นเต้น มือเย็นเฉียบและชุ่มเหงื่อ ความรู้สึกที่ปะปนเหมือนผีเสื้อบินวนอยู่ในท้อง ควบรวมกันกับความยินดีที่ได้พบเธออีกครั้ง

"คุณลืมเงินทอนนะครับ" ผมเอ่ยพร้อมกับนั่งลงที่เก้าอี้ข้างๆ

หญิงสาวหันมามองที่ผมก่อนจะหันไปพ้นควันที่อยู่ในลำคอออกมามวลใหญ่ก่อนจะตอบ "อ่อ--คุณนั่นเอง" เธอกะเทาะขี้บุรี่ลงบนที่เขี่ยอย่างช้าๆ "คือฉันมีธุรด่วนหน่ะค่ะก็เลยไม่ได้อยู่รับไว้" 

นั่นเป็นสิ่งที่ทำให้ผมประหลาดใจอยู่บ้าง กับการที่หญิงสาวผู้แสนราบเรียบและแลดูอ่อนไหวอย่างเธอนั้นจะมานั่งจิบเหล้าเคล้าบุหรี่คนเดียวในบาร์แบบนี้

ผมชูนิ้วชี้ขึ้นทำสัญญาณมือเพื่อสั่งสุราจากบริกรมาแก้วหนึ่ง "คุณมานั่งที่นี่--บ่อยหรือครับ ผมเดินผ่านประจำแต่ก็ไม่เคยที่จะเข้ามาสักที นี่เป็นครั้งแรก"

"ตั้งแต่ย้ายมาที่นี้ก็แทบจะทุกวันเลยล่ะ ฉันชอบเพลงและบรรยากาศของที่นี่นะคนก็ไม่แออัด--มันจะมีบาร์สักกี่ที่กันที่จะสงบและไม่วุ่นวายอย่างร้านหนังสือของคุณ" 

"แต่บาร์ที่คนไม่แออัดนั่น มันเสี่ยงต่อการที่จะเจ๊งซะมากกว่าเลยนะครับ" พลันจบประโยคหญิงสาวและผมต่างพากันหัวเราะลั่น นี่เป็นครั้งแรกที่ผมเห็นเธอหัวเราะและยิ้มได้สดใสอย่างที่สุด
ความสวยและรอยยิ้ม ที่แต่งเต็มใบหน้าของเธอช่างจับใจผมในตอนนี้

"อืม--ก็จริงนะ" เธอยิ้ม

"แล้วคุณไปทำอะไรที่ร้านหนังเมื่อช่วงเช้าหรือครับ" ผมเอ่ยถามก่อนจะหยิบแก้วสุราที่บริกรส่งมาให้

เธอวนแก้วเหล้าที่มีวิสกี้ค่อนแก้วกับน้ำแข็งก้อนหนึ่งอยู่สองสามรอบ สายตาพลางมองเหม่อไปที่มันก่อนจะตอบ "ไม่มีอะไรหรอกค่ะ--แค่ไปเดินเล่นหน่ะ"

"เอ่อ--ผมขอโทษนะครับที่ถามเรื่องส่วนตัวออกไปเพียงแค่คิดว่าบริษัทคุณไม่น่าจะปล่อยพนักงานออกมาเดินเล่นได้ในช่วงเช้าๆแบบนั้น" ผมเร่งแก้ต่างด้วยเกรงว่าจะเธอขุ่นเคือง

"ไม่เป็นไรค่ะ--ก็งานมันน่าเบื่อนิค่ะ คนเรา..เมื่อเจอความวุ่นวายก็อยากจะหลีกหนีเป็นธรรมดา" เธอหัวเราะเบาๆพลันยกแก้วขึ้นดื่ม

ผมจับจดไปที่เธอสักครู่หนึ่งด้วยความสงสัย ไปกับสิ่งที่เธอกำลังรู้สึกนึกคิดอยู่พลางยกแก้วสุราขึ้นกระดกอึกหนึ่งตามเธอไป

"คุณสูบบุหรี่ไหม?" เธอยื่นซองบุหรี่ให้กับผมนั่นทำให้ผมเห็นได้ว่าบุหรี่ที่เธอสูบนั้นแรงกว่าที่ผู้หญิงทั่วๆไปเขาสูบกันเป็นไหนๆ "ไม่ต้องเกรงใจนะเรื่องเล็กน้อย"

ผมยกมือขึ้นปาดคราบเหล้าที่ติดตามริมฝีปากและไรหนวดที่รกรุงรังด้วยแขนเสื้อแจ็คเกทยีนส์ตัวเก่ง พลันค้างอยู่อย่างนั้นเมื่อเห็นซองบุหรี่ของเธอก่อนจะยื่นมือไปรับ

"ฉันชอบการเปรียบเทียบของคุณนะ" หญิงสาวเอ่ย

"อะไรหรือครับ?" ผมหยิบบุรี่จากในซองมาคาบไว้ที่ปาก

"ก็ที่คุณเปรียบหนังสือเป็นเหมือนเพื่อนไง ฉันว่ามันก็เข้าท่าดีเหมือนกัน" หญิงสาวรูดมือขึ้นเสยผมที่ยาวสลวย ก่อนจะยกไฟแช็คขึ้นจุดบุหรี่ให้กับผม

"ขอบคุณครับ'' ผมอัดควันอยู่หนึ่งช่วงปอดก่อนจะพ้นออกมาเบาๆพลันเอ่ยต่อ
"ก็...ครับผมคิดแบบนั้นนะ มันเป็นเหมือนเพื่อนที่คอยปลอบประโลมและร่วมรู้สึกไปกับเรา ในทุกๆครั้งที่ผมหยิบหนังสือสักเล่มขึ้นมาอ่าน มันทำให้ผมรู้สึกว่าโลกทั้งใบที่เคยเคลื่อนไหวไปอย่างรวดเร็ว ก็พลันนิ่งสงบ.."

"นิ่งสงบหรอ..?" เธอพลันเอ่ยลอยขึ้นมาพร้อมทิ้งสายตาลงต่ำและนิ่งเงียบอยู่ชั่วครู่ "ฉันชอบมันนะ" หญิงสาวยิ้มแห้งๆแววตาเคลือบคราบความเศร้าให้เห็นถนัด

"เออนี่--ผมมีอะไรบ้างอย่างจะให้คุณด้วยครับ" ผมรีบเอ่ยด้วยเกรงว่าเธอจะเศร้าหม่นลงไป ผมเร่งวางบุหรี่ลงพลันเปิดซิปกระเป๋าเป้ใบหนาที่ติดมากับตัว เพื่อหยิบหนังสือตลกเล่มนั้นที่ผมตั้งใจจะมอบให้กับเธอ

 "นี่ครับ มันเป็นเล่มโปรดของผมเลยนะ" ผมไสหนังสือเล่มกระทัดรัดนั่นไปบนโต๊ะตรงหน้าของหญิงสาว เธอหันมองมาที่ผมด้วยสีหน้าที่งุนงงพลางหยิบมันขึ้นมาดู 

"นั่นเป็นเพื่อนใหม่ที่ผมอยากจะแนะนำให้คุณได้รู้จัก" ผมยกแก้วเหล้าขึ้นคลับคล้ายว่าจะขอชนแก้วกับเธอ หญิงสาวหันมายิ้มให้กับผม ผมยิ้มตอบพร้อมพยักหน้ารับ เราสองคนชนแก้วกันและดื่มไปอึกใหญ่

ค่ำคืนนั้นเป็นคืนที่มีเรื่องราวต่างๆมากมาย ที่เราได้คุยและแลกเปลี่ยนกันแต่ก็คงจะไม่ใช่เรื่องชีวิตส่วนตัว หรือเรื่องเศร้าหม่นที่ผมจะหยิบยกขึ้นมาสนทนาให้เธอรู้สึกแย่ขึ้นไปอีกเป็นแน่ บรรยากาศการพูดคุยของเราตลบอบอวลไปด้วยมุขตลกฝืดๆ และเพลงเก่าๆที่เอามาเล่นสนุกเธอร้องผมทาย ช่างเป็นค่ำคืนที่ผมมีความสุขและแสนพิเศษ ต้องขอบคุณความมึนเมาที่ทำให้ผมกล้าที่จะจ้องหน้าเธอได้อย่างไม่ลดละ ความสวยใส รอยยิ้ม และเสียงหัวเราะ ของเธอประทับตรึงเข้าไปในใจของผมเสียแล้ว


"ให้ผมไปส่งไหมครับ" ผมและเธอมาหยุดยืนอยู่ริมถนนหน้าบาร์ เราสองคนเมากรึ่มด้วยฤทธิ์สุราที่ดื่มเข้าไปอย่างพอควร

"ไม่เป็นไรค่ะ--ฉันกลับเองได้แค่นี้สบายมาก" เธอยักไหล่ขึ้นพร้อมผายมือท่าทางยียวนและขบขัน

ผมหัวเราะร่าพลันเอ่ย "ครับ--ถ้าอย่างนั้นกลับบ้านปลอดภัยนะครับคุณ...?"

"นิสาค่ะ" 

"ผมภาคครับ" เราสองคนต่างยิ้มปริ่มให้แก่กัน

"คุยกันมาตั้งนานเพิ่งจะถามชื่อกันเนี่ยนะ" เธอหัวเราะพลันเอ่ยต่อ "ฉันกลับบ้านแล้วนะค่ะ ยังไงก็ขอบคุณสำหรับคืนนี้--เอ่อ แล้วก็เจ้าเล่มนี้ด้วย" เธอชูหนังสือเล่มนั้นให้เห็นถนัด

"ด้วยความยินดีครับ" ผมยิ้ม นิสาโบกมือลาก่อนจะหันหลังกลับไปโบกรถแท็กซี่ที่กำลังแล่นมาจอด พลันเปิดประตูรถ

"นิสาครับ!" ผมตะโกนเรียกเธออย่างรีบเร่ง หญิงสาวเหลือบมองทั้งที่ยังหันหลังให้กับผม

"แล้วเจอกันอีกนะครับ.." เธอไม่เอ่ยอะไรต่อพลางหยุดนิ่งชั่วขณะและเดินขึ้นรถไป

ผมหยุดมองดูรถที่ไปแล่นไปพร้อมกับหญิงสาว ที่ผมได้รู้จักเพียงชั่ววันกับใจที่ผองโตดั่งเด็กแรกรุ่นเพิ่งหัดรักผมมีความสุขอย่างบอกไม่ถูกจริงๆ ณ เวลานี้..  

ผมตื่นมาในห้องนอนที่แสนรกและแคบดั่งรูหนูของผมพร้อมๆกับพบว่า สายเอาเสียมากกับวันทำงานแบบนี้ผมพลันรีบเร่ง อาบน้ำแต่งกายและวิ่งไปขึ้นรถประจำทาง ณ ถนนใหญ่ที่ห่างออกไป ในใจของผมกระหยิ่มยิ้มย่อง ทันที่ที่ผ่านหน้าบริษัทที่นิสานั้นทำงานอยู่ นั่นเป็นการไปทำงานสายที่มีความสุขที่สุดของผม ระหว่างรอขึ้นรถประจำทางมีเสียงจากคุณป้า ที่ยืนอยู่ข้างๆร้องบอกให้ผมผูกเชือกรองเท้าให้แน่นเพราะเกรงจะอันตรายในระหว่างขึ้นรถ นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ผมลืมมันแต่มักจะเป็นทุกๆครั้งที่ผมเร่งรีบ และผมนั้นคงไม่พยายามที่จะนึกหรอกนะว่ามันกี่ครั้งกัน

ผมเฝ้ารอนิสาด้วยใจที่เต้นระรัวตลอดวัน แต่วันนี้ไม่มีวี่แววว่าเธอจะมาที่ร้านหนังสืออีกครั้งคงเป็นเพราะการงานที่ยุ่งเหยิงอย่างที่เธอบอก ผมตัดสินใจไปรอเธอที่บาร์หน้าเคาว์เตอร์กับเก้าอี้ตัวเก่าของเราเมื่อวันก่อน... แต่ก็ไม่พบเธอแม้แต่เงา ผมยังคงเฝ้ารอเธอจนบาร์ปิดอยู่อย่างนั้น.. 

นี่ก็ล่วงไปหนึ่งอาทิตย์แล้วที่นิสาหายไปจากชีวิตของผม ผมยังคงทำแบบนั้นซ้ำๆเฝ้ารอเธออย่างเดิมเหมือนที่ผมเคยทำ ผมเฝ้ามองทุกๆครั้งที่ผ่านหน้าบริษัทของเธอทั้งเช้าและค่ำ ไปที่บาร์เพื่อนั่งเก้าอี้ตัวเดิมในทุกๆวันเพียงหวังว่าเธอจะมา... จะมาพบผมอีกครั้ง นิสาคุณอยู่ที่ไหนกันในตอนนี้.. ผมคิดถึงคุณเหลือเกิน...
ในช่วงเช้าของวันหนึ่งผมเดินมาหยุดอยู่ที่หน้าบริษิทที่นิสา นั้นทำงานอยู่เพื่อแอบเฝ้าดูเผื่อว่าจะได้พบเธอ ผมมีคำถามมากมายที่อยากจะถามเธออยู่เต็มหัวไปหมดในตอนนี้ ใจที่เปลี่ยวเหงาเคว้งคว้าง ภาพรอยยิ้มของเธอที่วนเวียนอยู่ในหัวของผมไม่เคยจางไป 

"คุณครับ!!" เสียงของชายแปลกหน้าตะโกนผ่านหน้าต่างที่เป็นกระจกลงมาจากชั้นสองของตึกพร้อมโบกมือ "คุณครับรอผมเดี๋ยวนะครับ!!"

ชายหนุ่มดูเร่งรีบลงมาหาผมเขาหายใจกระหืดกระหอบเล็กน้อยด้วยความเหนื่อยก่อนจะเอ่ย
"คุณภาคใช่ไหมครับ?"

"ใช่ครับ" ผมตอบ

"พี่นิสาฝากอันนี้ไว้ให้คุณหน่ะครับ" ชายหนุ่มยื่นซองสีน้ำตาลถึบส่งให้กับผม 

ผมรับมาด้วยความงุงงงและสงสัยหลากหลายความรู้สึกปนเปกับอยู่ในหัว 
"เอ่อ--แล้วเธออยู่ไหนครับ?" ผมเอ่ยถาม

ชายหนุ่มนิ่งเงียบจนผมขนลุกและหวาดหวั่นก่อนจะเอ่ย "เธอเสียแล้วครับ.."

ทันที่ที่สิ้นประโยคโลกทั้งใบของผมเหมือนหยุดนิ่งลง ไม่มีสิ่งใดที่จะสามารถเข้ามากระทบโสตประสาท ของผมได้ในตอนนี้ ใจที่มีหลุดลอยหายไปอย่างฉับพลันความว่างเปล่าวิ่งเข้าแทนที่ทุกๆสิ่ง น้ำตาที่เอ่อคลออยู่บนบ่อน้ำตาที่ร้อนผ่าว พลันร่วงหล่นในทันที คุณจากผมไปแล้วจริงๆหรือ....นิสา มันไม่จริงใช่ไหม...? 

"พี่นิสาเพิ่งตรวจพบโรคร้ายเมื่อช่วงเช้าราวๆอาทิตย์ก่อนนี่เองครับ หลังจากที่เธอรู้ตัวไม่กี่วันว่ามันสายเกินรักษา--เธอก็มาฝากซองนี้ไว้ที่ผมก่อนจะเสีย และบอกว่าถ้าผมได้เข้ามาทำงานแทนเธอตรงนี้...ในทุกๆเช้าจะมีชายหนุ่มคนนึงที่ชอบเดินไปทำงานผ่านทางนี้อยู่เป็นประจำเขาชื่อภาค ถ้าผมพบเขาให้ผมเอาซองนี้ให้...กับคุณ--ต้องขอโทษด้วยนะครับที่ผมเพิ่งเจอคุณตอนนี้เพราะตั้งแต่พี่นิสาเสียไปแผนกเราก็ยุ่งๆมากเลยครับ"

ผมแหงนมองขึ้นไปยังห้องกระจกนั่นด้วยความเคว้งคว้างและน้ำตาที่อาบแก้ม "นั้นคือห้องทำงาน--ของนิสาหรือครับ.."

"ใช่ครับ.... แล้วยังให้บอกคุณอีกว่า ทุกๆครั้งที่คุณรีบก็อย่าลืมที่จะมัดเชือกรองเท้าให้แน่นๆด้วยนะครับ" 

ทันทีที่รู้ว่าเธอแอบเห็นผมอยู่บนนั้นเป็นประจำมันยิ่งทำให้ความเสียใจของผมเพิ่มขึ้นมาเป็นทวีคูณ..

"ผมไปทำงานก่อนนะครับ--ผมเสียใจด้วยนะครับ'' ชายหนุ่มตบมือลงที่บ่าผมก่อนเดินออกไป

ผมแกะซองถึบนั่นด้วยมือที่สั่นเทาน้ำตาหยดร่วงหล่นลงมาเป็นสาย ในซองผมเห็นหนังสือตลกเล่มนั้นที่ผมมอบให้กับเธอไปผมหยิบมันขึ้นมาลูบไล้นิ้วมือไปบนปก ด้วยความคิดถึง คิดถึงเมื่อครั้งที่เราได้เคยคุยกันรอยยิ้ม เสียงหัวเราะที่ยังคงวนเวียน ผมเปิดผ่านหน้าปกหนังสือพร้อมกับพบหน้ากระดาษที่เปื่อยนูน เผยให้เห็นคราบน้ำตาของเธอ หยดโปรยเป็นทางประปรายไปบนหน้าหนังสือตลกเล่มนั้น... พร้อมข้อความบางอย่างที่เธอเขียนทิ้งไว้ในหน้าสุดท้าย..


ขอบคุณนะ ที่แนะนำเพื่อนใหม่ที่ทำให้ฉันยิ้มได้ ในวันที่เศร้ามากที่สุด 



คุณจะอยู่ในใจของผมตลอดไป...นิสา.





SHARE

Comments