การเงินมั่งคั่ง:ชีวิตดี๊ดีถ้ารู้งี้ตั้งแต่อายุ 25 ภาคผนวก 2
ภาคผนวก:การเงินมั่งคั่ง2

6. สร้างอนาคตทางการเงินที่ดีได้ด้วยการสร้างนิสัยที่ถูกต้อง

            การสร้างนิสัย คือการลงมือทำบางสิ่งบางอย่างที่เปลี่ยนแปลงความเคยชินเดิมให้ไปสร้างความคุ้นชินใหม่ๆ พาตัวเองออกจาก Comfort Zone ไปสู่ Challenge Zone ซึ่งเราสามารถศึกษาเพิ่มเติมวิธีการดังกล่าวนี้จากหลักการของ "7 Habits" 7 อุปนิสัยสำหรับผู้ที่มีประสิทธิผลสูง

           สิ่งที่ท้าทายตัวเราอย่างมากในการเริ่มต้นสร้างแผนทางการเงินคือการตัดสินใจ "หยุดวงจรหนี้" ให้ได้ เพื่อให้มีเงินเหลือเก็บออมตามเปอร์เซ็นต์ที่เรากำหนดให้ได้อย่างต่อเนื่องทุกวัน ทุกสัปดาห์ หรือทุกเดือน ทุกปี เมื่อผ่านไปนานเข้าด้วย "วินัยที่ดี" นี้ก็จะกลายเป็น "นิสัย" ที่ถูกต้อง

          สมการของการมีเงินเหลือเก็บคือ "รายได้" ลบด้วย "การออมเป้าหมาย " เหลือเท่าไหร่ค่อยเอาไปใช้จ่าย เช่นหากเรามีรายได้เดือนละ 30,000 บาท ตั้งใจออม 20% ของรายได้จำนวน 6,000 บาท เมื่อเรานำเงินก้อนนี้ไปเก็บออมตามที่กำหนดไว้แล้ว เราจะใช้จ่ายสูงสุดได้เพียงแค่ 24,000 บาทเท่านั้น

          วิธีนี้นอกจากทำได้ง่ายเพราะไม่ต้องไปคอยจดบันทึกมากมายยิบย่อยว่าจ่ายอะไรไปบ้าง? แล้ว ยังเป็นการเริ่ม "สร้างวินัยการออม" สร้างนิสัยทางการเงินที่ถูกต้องในขั้นตอนที่ยากมากๆ ให้ผ่านไปได้ด้วยดี หลังจากนั้นขั้นตอนต่อไปสำหรับปฏิบัติการทางการเงินของเราจะเป็นเรื่องที่ง่ายมากยิ่งขึ้น ทำได้อย่างต่อเนื่องจนไม่ต้องพยายาม ผลสุดท้ายคือทำได้อย่างเป็นธรรมชาติเพราะเราคุ้นชินแล้วนั่นเอง

          หลายปีมาแล้วผู้เขียนเองเคยใช้วิธีการหลายวิธีแต่ก็ไม่สำเร็จในการพ้นกับดักหนี้(จน) แม้ว่าจะได้ทำประกันชีวิตเพื่อปกป้องรายได้(รายจ่าย 5 ปี ของครอบครัว)ครบแล้วก็ตาม ทั้งนี้เนื่องจากเป็นคนที่ชอบท่องเที่ยว ชอบช็อปปิ้งมาก เงินที่หามาได้จึงหมดไปกับกิจกรรมดังกล่าว และยังติดภาระต้องจ่ายดอกเบี้ยบัตรเครดิตที่สูงอยู่หลายปี รวมถึงการที่มีคนในครอบครัวเจ็บป่วยต้องพักรักษาตัวในโรงพยาบาลเป็นระยะเวลายาวนานก็ดึงเงินออมของเราออกไปด้วยเช่นกัน

          ในส่วนของความเป็นคนดี(ตัวเองเข้าใจเอง) เช่น เราชอบช่วยเหลือคนตกทุกข์ได้ยาก ให้ทุนการศึกษากับเด็กยากจนหรือนักศึกษาที่ขาดแคลน ช่วยเหลือเกื้อกูลคนในครอบครัว ญาติ ๆ เช่นพาญาติไปเที่ยวต่างประเทศโดยจ่ายเงินให้ซึ่งทุกกิจกรรมต้องใช้เงินและเวลาทั้งสิ้น

          แม้ว่าเราจะมีรายได้มากพอสมควรก็ยังคงติดขัดในบางเวลา จนถึงวันที่ได้เข้าศึกษาความรู้ทางการเงินเพื่อเป็นนักวางแผนทางการเงินส่วนบุคคลในหลักสูตร Registered Financial Consultant หรือ RFC และในเวลาต่อมาได้เข้าอบรมในหลักสูตรความรู้ทางการเงิน Fellow Chartered Financial Practitioner หรือ FchFP ซึ่งมีการฝึกปฏิบัติวางแผนการเงินจริงที่ทำให้เรา
-เห็นโทษของการต้องเสียเงินไปกับหนี้บัตรเครดิตอยู่นานหลายปี
-เศร้าใจที่ตนเองไม่ได้เก็บออมได้ตามที่อยากทำซะที
-ทำประกันชีวิตในสัดส่วนที่จ่ายเบี้ยประกันมากเกินไปกว่าใช้สิทธิ์ลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดามาก
-แปลกใจว่าเวลาบริจาคหรือทำบุญใส่ซองก็ไม่เคยเก็บใบเสร็จเพื่อนำมาใช้ลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

          สิ่งที่เราทำได้ถูกต้องในตอนนั้นก็คงมีเพียงทำประกันชีวิต ประกันสุขภาพและประกันอุบัติเหตุที่ครบถ้วนแล้วเท่านั้น เมื่อนำความรู้ที่ได้มาทบทวนซ้ำแล้วซ้ำอีกและปรึกษากันในครอบครัว เราจึงมีความมุ่งมั่น ตกลงใจร่วมกันเปลี่ยนแปลงตนเองกันตั้งแต่บัดนั้น มีแรงบันดาลใจวางแผนการเงินในครอบครัวอย่างครบวงจรและรู้สึกได้เลยว่าต้องเริ่มเปลี่ยนแปลงทันที ต้องทำให้ได้

          จากการตัดสินใจดังกล่าว เราสามารถหลุดจากกับดักหนี้(จน) โดยเฉพาะอย่างยิ่งหนี้บัตรเครดิตในอีก 2 ปีต่อมา กล่าวคือเมื่อรูดบัตรใช้เงินไปเท่าไหร่เราก็สามารถจ่ายครบเต็มตามจำนวนในรอบบิลนั้นๆ และไม่เคยต้องเสียดอกเบี้ยจากการใช้บัตรเครดิตอีกเลย

          เรามาจัดการกับทุนประกันชีวิตและเบี้ยประกันชีวิตที่เหมาะสมเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์คือได้ทุนประกันที่คุ้มครองรายได้อย่างน้อย 5 ปีขึ้นไป และนำเบี้ยประกันที่จ่ายไปมาหักลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาได้เต็มจำนวน ซึ่งนับเป็นโอกาสดีที่ประเทศไทยเริ่มมีประกันบำนาญเข้ามาให้บริการพอดี เราตัดสินใจซื้อประกันบำนาญเพื่อนำมาเป็นส่วนที่ทำให้โครงการ "เกษียณสุข" มีความเสถียรมากยิ่งขึ้น จึงทำให้เรายังคงได้ประโยชน์ประการที่สามด้วยหลังจากการปรับเปลี่ยนดังกล่าวนี้ นั่นคือการยังคงสิทธิ์เป็นลูกค้า VIP ของบริษัทต่อไป

          ในส่วนของการเก็บออมนั้นมาสำเร็จได้โดยเราตั้งใจเก็บออมเงินเดือนละ 10,000 บาทเพื่อไปซื้อ RMF ทุกเดือน การซื้อ RMF ก็เพื่อเป้าหมายเกษียณสุข และป้องกันตัวเองไม่ให้ขายกองทุนนี้ออกก่อนเวลาจนกว่าอายุจะครบ 55 ปี และยังได้สิทธิ์ลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาอีกด้วย แม้จะตั้งใจมั่นอย่างดีแต่ก็ทำได้จริงในปีแรกเพียง 50,000 บาทเท่านั้น

          ในปีต่อๆ มามีรายได้ปีละ 1,500,000 บาท แต่ซื้อ RMF ได้ 100,000 บาทและ 150,000 บาทในปีที่ 3 และหลังจากนั้นเมื่อมีรายได้มากขึ้นไปอีกก็สามารถตัดเงินออมมาซื้อ RMF ได้เติมตามสิทธิ์ 15% ของรายได้ในแต่ละปี รวมทั้งเมื่อตัดเงินออมได้มากขึ้นจึงมีเงินซื้อกองทุน LTF ได้อีก 15% ของรายได้ ซึ่งเมื่อรวมกับเบี้ยประกันชีวิตปีละ 100,000 บาท และเบี้ยประกันบำนาญอีกปีละ 200,000 บาท เปอร์เซ็นต์การออมจึงสูงขึ้นในระดับ 40% ของรายได้ ในส่วนของการบริจาคก็ทำอย่างสม่ำเสมอเช่นเดิมอีกประมาณ 5% ของรายได้ เพียงแต่ทุกครั้งที่บริจาคก็ขอรับใบเสร็จมาด้วยเสมอ

          การที่จะทำสิ่งเหล่านี้ได้ต้องปรับเปลี่ยนอุปนิสัยของตัวเองด้วยความมุ่งมั่น อดทน และยืนกรานจนกว่าจะสำเร็จ นานนับ 10 ปี ปัจจุบันแม้มีรายได้มากขึ้นเราก็สามารถตัดเงินออกไปเพื่อการออมและลงทุนโดยอัตโนมัติ

สรุปได้ว่าชีวิตทางการเงินที่ถูกต้องคือ
1. ใช้เงินให้น้อยกว่าที่หาได้
2. เก็บออมเงินตามเป้าหมายทันที
3. คำนึงถึงปากท้องมากกว่าหน้าตา 
4. อยู่ในที่ที่มีรายได้มาก

          การสร้างนิสัยทางการเงินที่ถูกต้องคือหัวใจสำคัญของความสำเร็จเพื่อให้มีการเงินมั่งคั่งทั้งในวันนี้และอนาคต

7. การแสวงหาความรู้ทางการเงินด้วยการมีประสบการณ์ตรงดีที่สุด

          นิสัยที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งคือการเริ่มสร้างวินัยในการเพิ่มความรู้ทางการเงินเพิ่มเติมอยู่เสมอ โดยเฉพาะการเรียนรู้จากประสบการณ์โดยตรง ผู้เขียนขอยกตัวอย่างที่เราได้ทำผ่านมาแล้วดังนี้

          7.1 ทบทวนกรมธรรม์ของตนเองว่ามีความคุ้มครองอะไรบ้าง? มีมูลค่ากรมธรรม์เท่าไหร่แล้ว? ยังขาดอะไร?ควรต้องเพิ่มส่วนใด หากสงสัยก็สอบถามตัวแทนฯ ที่บริการเราเพิ่มเติม ปัจจุบันบริษัทประกันชีวิตก็มีแอพพลิเคชั่นให้เราสามารถใช้เช็ครายละเอียดในกรมธรรม์ที่เราได้ทำเอาไว้ทั้งหมดได้แล้ว เช่น บริษัท เอไอเอ มีบริการ AIA iService เป็นต้น
          7.2 ปรับเปลี่ยนวิธีเช็คยอดเงินในธนาคารที่เราใช้บริการ จากการปรับสมุดเงินฝากมาใช้บริการผ่านแอพพลิเคชั่นที่ให้บริการทั้งการโอนเงิน การซื้อสินค้า การซื้อกองทุน LTF/RMF และอื่นๆ
          7.3 ติดตามข่าวสารทางการเงินจากรายการทาง Money Channel หรือจาก YouTube ที่เราสนใจ
          7.4 ติดตามบทความหรือข้อเขียนทางการเงินจากผู้ที่มีความรู้ซึ่งปัจจุบันนี้มีอยู่มากมายทั้งจากเฟสบุ้ค (Facebook)หรือไลน์ (Line)
          7.5 ศึกษาเปรียบเทียบข้อมูลกองทุนรวม หรือหุ้นได้จากแหล่งความรู้ที่หลากหลาย เช่น Bloomberg.com, MorningstarThailand.com, WealthMagik.com,Siamchart.com,Jitta.com,Setscope.com,iTAX.com,
Stock Radars ,MarketAnyware,MutualFund,FIN แอพพลิเคชั่น เป็นต้น
          7.6 เปิดพอร์ตการลงทุนตามแผนที่กำหนด เช่นการซื้อกองทุนเพื่อประหยัดภาษี LTF/RMF และเริ่มต้นโครงการเกษียณสุขไปพร้อมๆ กัน ติดตามผลการดำเนินงานของกองทุนอย่างต่อเนื่องจนอ่านรายงานหรือบทวิเคราะห์ประจำสัปดาห์ ประจำเดือนได้อย่างเข้าใจจริงๆ
          7.8 อ่านหนังสือเกี่ยวกับการเงินหรือเข้าร่วมสัมมนาในหัวข้อที่น่าสนใจและอัพเดตความรู้อยู่เสมอ
          7.9 ปรับพอร์ตการเงินของตนเองให้เหมาะสมอยู่เสมอในแต่ละปี และควรทบทวนร่วมกับตัวแทนที่ปรึกษาทางการเงินที่เราไว้ใจได้

          นอกจากนั้นเรายังอาจมีการแสวงหาความรู้ทางการเงินอื่นๆ อีกตามที่เราสนใจ และมีเวลาที่เหมาะสม เช่น การอ่านรายงานประจำปีของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เป็นต้น

          จากความรู้ที่เราเรียนรู้ด้วยตัวเองทั้งในระบบและนอกระบบตลอดเวลาทำให้มีความรู้สึกว่าจำเป็นต้องทบทวนเงินที่ตั้งใจออมว่าได้อยู่ในที่ที่ถูกต้องเหมาะสมกับเป้าหมายชีวิตแล้วจริงหรือ?

          ผู้เขียนขอยกตัวอย่างจริงจากการจัดสำรับทางการเงิน (Portfolio) พอร์ต "เกษียณสุข" นั่นคือตั้งแต่เริ่มซื้อ กองทุน RMF ครั้งแรก เนื่องจากในขณะนั้นเรายังไม่ได้มีความรู้ทางการเงินมากนักจึงซื้อกองทุนเปิดเคบาล้านซ์เพื่อการเลี้ยงชีพ (K-Balance Retirement Mutual Fund : KBLRMF) ของบลจ.กสิกรไทย และกองทุนกรุงศรีตราสารหนี้ระยะกลางเพื่อการเลี้ยงชีพ (KFMTFIRMF) จาก บลจ.กรุงศรีตามที่ได้รับคำแนะนำมาว่ามีผลตอบแทนที่ดี สู้กับอัตราเงินเฟ้อได้ ปลอดภัยไม่เสี่ยง

          ต่อมาเมื่อมีความรู้มากขึ้นเกี่ยวกับ Life Stage Planning ว่าอายุของเรายังไม่มากมีเวลาอีกเกือบ ๆ 20 ปีกว่าเราจะได้ใช้เงินก้อนนี้ และอัตราผลตอบแทนทบต้นจากการลงทุนระยะยาวจะให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าจึงย้ายกองทุน RMF เดิมไปอยู่ที่กองทุนเปิดเคโกลด์เพื่อการเลี้ยงชีพ (KGDRMF) ของ บลจ.กสิกรไทย เพราะเราได้ไปพูดคุยกับเพื่อนที่อยู่ในแวดวงการลงทุนบอกว่า 20 ปีที่ผ่านมา "เคยเห็นทองราคาลงมั๊ย?" มันมีแต่เพิ่มขึ้น ๆ แล้วเราก็เชื่อเพื่อน

          เมื่อมองย้อนกลับไปจากปัจจุบันจะเห็นว่า การตัดสินใจซื้อกองทุน RMF ครั้งแรกดังกล่าวเพราะเรากลัวตลาดหุ้นมาก กลัวขาดทุนเกินไป ทั้ง ๆ ที่เราทยอยซื้อ แต่พอเปลี่ยนกองทุนในครั้งที่สองก็เลือกกองทุนที่เสี่ยงมากเกินไปและไม่ค่อยเหมาะสมกับความเชื่อหรือการรับความเสี่ยงพื้นฐานของตนเอง พูดให้ชัดก็คือว่า ตัวเองสับสนในการตัดสินใจของตัวเอง หาใช่กองทุนที่เปลี่ยนมาไม่ดีแต่อย่างใด เพราะกองทุนทุกแบบล้วนมีข้อดีในตัวเองสำหรับคนที่มองหาแบบที่ใช่ได้อย่างเหมาะสม

          เราซื้อ RMF กองทุนนี้สะสมไปได้ไม่ถึงปีและเมื่อได้มาตรวจสอบกับเป้าหมายทางการเงินของตนเอง เปรียบเทียบผลตอบแทนและความเสี่ยงของกองทุนจากมอนิ่งสตาร์ไทยแลนด์ และ Siamchart.com ในตอนนั้นพบว่ามีกองทุนอื่นที่น่าสนใจและเหมาะกับตนเองมากกว่า ประกอบกับราคาทองคำกำลังผันผวน(หลังจากนั้นก็ตกต่ำมาอีกเกือบ ๆ 3 ปี) จึงย้ายเงินกองทุน RMF ทั้งหมดมาอยู่ที่กองทุนกรุงศรีหุ้นปันผลเพื่อการเลี้ยงชีพ (KFDIVRMF) ของบลจ. กรุงศรี เราซื้อสะสมไปอีกประมาณ 2 ปีก็เกิดวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ซับไพร์ม(subprime crisis) ที่สหรัฐอเมริกา ตลาดหุ้นทั่วโลกตกต่ำอย่างหนัก และกองทุนนี้ก็อยู่ในภาวะที่เติบโตช้าลงเพราะมีเม็ดเงินส่วนใหญ่ไปลงทุนในหุ้นบริษัทสื่อสารในปริมาณที่มากอย่างมีนัยสำคัญซึ่งจำเป็นต้องจ่ายค่าประมูลคลื่นความถี่จำนวนมากให้รัฐ ทำให้อัตราผลตอบแทนได้ไม่มากเหมือนก่อนหน้านั้น แต่ยังจ่ายเงินปันผลได้ดีมากเช่นเดิม

          โชคดีที่ก่อนหน้านั้นเราได้ย้ายกองทุนออกไปอยู่ใน 2 ส่วน คือ กองทุนหุ้นขนาดกลางและขนาดเล็กที่ บลจ.บัวหลวงซึ่งเพิ่งเปิดกองทุน RMF ประเภทนี้ใหม่ ๆ คือ กองทุนเปิดบัวหลวง Small-Mid Cap เพื่อการเลี้ยงชีพ (B-SM-RMF) กับกองทุน RMF ประเภท Healthcare คือ กองทุนเปิดบัวหลวงโกลบอลเฮลธ์แคร์เพื่อการเลี้ยงชีพ (BCARERMF) ของ บลจ.บัวหลวง กับ กองทุนเปิดกรุงศรีโกลบอลเฮลธ์แคร์อิคควิตี้เพื่อการเลี้ยงชีพ(KFHCARERMF) ของบลจ.กรุงศรี

          สาเหตุที่มีการย้ายในครั้งนี้เพราะเราได้ติดตามอ่านนโยบายการลงทุนและแนวโน้มของสังคมที่กำลังมุ่งไปในทิศทางใด และศึกษาเปรียบเทียบกองทุนต่างๆ จาก FIN แอพพลิเคชั่น รวมทั้ง WealthMagik.com และ Morningstarthailand.com ผลตอบแทนของกองทุน B-SM-RMF ซึ่งลงทุนในหุ้นประเภทขนาดกลางขนาดเล็กเติบโตดีมากพอสมควร ในขณะที่กองทุน Healthcare เพื่อการเลี้ยงชีพทั้ง 2 กองยังไม่ไปถึงไหน แถมยังติดลบอีกด้วย แต่เราก็เชื่อว่าในอนาคตระยะยาวจะค่อยๆ ดีขึ้น

          เพราะว่าจากการศึกษาและประสบการณ์ชี้ชัดว่า หากมีระยะเวลาที่ยาวพอ(15-20ปีขึ้นไป) กองทุนที่นำเงินไปลงทุนในหุ้นบริษัทขนาดกลางและขนาดเล็กจะเติบโตได้ดี เช่นเดียวกันกับโลกกำลังประสบกับภาวะ "สังคมสูงอายุ" หรือ Ageing Society มากขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งญี่ปุ่น ยุโรป สหรัฐอเมริกาและรวมถึงประเทศทางเอเชีย การแบ่งพอร์ตการลงทุนระยะยาวมาไว้ที่กองทุน Healthcare บ้างก็ยังเป็นเรื่องที่สมควรทำ แม้ว่าลักษณะของกองทุนประเภทนี้จะไม่ได้เติบโตเร็วอีกต่อไป เราก็ใช้วิธีทยอยซื้อสะสม หรือที่เรารู้จักกันในชื่อ DCA -Dollar Cost Averaging ไปเรื่อยๆ จนครบเป้าหมายสัดส่วนของพอร์ตโฟลิโอ

          เมื่อซื้อสะสมกองทุน RMF มาเรื่อย ๆ จนเกือบครบตามเป้าหมายแล้ว รู้สึกว่าควรมีการกระจายความเสี่ยงจากการลงทุนในประเทศไปลงทุนในต่างประเทศด้วย คือการ Diversification ทั้งในแง่พื้นที่และ Asset Class เราจึงเลือกซื้อสะสมกองทุนเพื่อการเลี้ยงชีพที่มีโอกาสเติบโตที่ต่างประเทศในระยะยาวต่อไปคือกองทุนเปิดทิสโก้ ไชน่า อินเดียเพื่อการเลี้ยงชีพ(TCIRMF)กองทุนจะลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุนรวมอีทีเอฟ (Exchange Trade Fund:ETF) ในต่างประเทศที่มีนโยบายเน้นการลงทุนใน หุ้นของบริษัทที่จดทะเบียนจัดตั้ง หรือประกอบธุรกิจในประเทศจีนและประเทศอินเดีย

          ในขณะที่ในสภาวะดอกเบี้ยยังต่ำอยู่ทั่วโลกทำให้กองทุนประเภทตราสารหนี้มีผลตอบแทนน้อยไปอีกยาวนาน ดังนั้นจึงควรกระจายผลตอบแทนที่ดีกว่าและความเสี่ยงที่รับได้ไปกับกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ หรือ REITs ซึ่งเราเองเลือกกองทุนเปิดซีไอเอ็มบี พรินซิเพิล พร้อพเพอร์ตี้ อินคัมเพื่อการเลี้ยงชีพ CIMB-PRINCIPAL iPROPRMF ของ บลจ. ซีไอเอ็มบี พรินซิเพิลมาเป็นส่วนหนึ่งของพอร์ตและเริ่มนำเงินออมที่ตั้งใจซื้อกองทุนในแต่ละเดือนสะสมไปเรื่อยๆ

          ในส่วนของกองทุนที่เรานับรวมอยู่ในการจัดสำรับทางการเงินเพื่อการจัดพอร์ต "เกษียณสุข" ที่ซื้อสะสมในประเภทกองทุน LTF ก็คือกองทุนเปิดบัวหลวงหุ้นระยะยาว(B-LTF) ของ บลจ.บัวหลวง กองทุนเปิดภัทรหุ้นระยะยาวปันผล (PHATRA LTFD) ของ บลจ.ภัทร รวมทั้งการทุนเปิดกรุงศรีหุ้นระยะยาวปันผล(KFLTFDIV) ของ บลจ.กรุงศรี และมีอีกส่วนหนึ่งที่อยู่ในกรมธรรม์ประกันบำนาญ AIA Annuity Fix และประกันชีวิตควบการลงทุนยูนิต ลิ้งค์แบบ Life Issara ของบริษัท เอไอเอ จำกัด สำหรับกองทุนรวมที่เราเลือกเพื่อจัดพอร์ตก็คือกองทุนเปิดอเบอร์ดีน สมอลแคป(ABSM) ของ บลจ .อเบอร์ดีน กับ กองทุนเปิดกรุงศรีตราสารหนี้ระยะกลาง(KFMTFI) ของ บลจ.กรุงศรี (โปรดกลับไปอ่านสัดส่วนการจัดพอร์ตเกษียณสุขในส่วนที่ 1)

          การที่ผู้เขียนยกตัวอย่างข้างต้นมิได้มุ่งหวังหรือต้องการให้ผู้อ่านจัดพอร์ตสำรับทางการเงินหรือลงทุนตามแต่อย่างใด เพราะโดยหลักการแล้วคนเรามักมีอคติต่อสิ่งที่เราเชื่อ คิดว่ามีความถูกต้องและดีที่สุด หลังจากที่ท่านได้อ่านหนังสือเล่มนี้จบ เราก็อาจเปลี่ยนแปลงกองทุนของพอร์ตในสัดส่วนที่ไม่เหมือนเดิมไปแล้ว นอกจากนั้นหลักการในการคัดเลือกผลิตภัณฑ์ทางการเงินเพื่อนำมาเป็นส่วนหนึ่งในสำรับทางการเงินของเราก็ต้องใช้ความรู้ ทักษะและประสบการณ์ที่เพียงพอจึงจะทำได้ด้วยตนเองอย่างมั่นใจ หนทางที่ดีที่สุดก็คือการเลือกพูดคุยและปรึกษากับที่ปรึกษาทางการเงินอิสระที่เราไว้ใจได้

          อย่างไรก็ดีการยกตัวอย่างดังกล่าวข้างต้นเพียงแต่อยากให้ผู้อ่านได้เห็นถึงวิธีคิดและพัฒนาการในการจัดพอร์ตตามความรู้ ความสามารถและทักษะที่ตัวเราสะสมเพิ่มพูนขึ้นมา ซึ่งคนแต่ละคนย่อมมีความคิดความเชื่อเป็นของตัวเอง ศึกษาค้นคว้าจนรู้สึกว่าใช่ แล้วจึงค่อยลงมือทำ เพราะ "การลงทุนที่ดีที่สุด" ก็คือ "การลงทุนกับการแสวงหาความรู้ที่ถูกต้องจากประสบการณ์ของตัวเอง" ตัวอย่างที่ยกมาข้างต้นนั้นผู้เขียนต้องลองผิดลองถูกไปพร้อมๆ กับการศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมทางการเงินอยู่เสมอยาวนานมากกว่า 10 ปี

          เราขอจบในส่วนนี้ด้วยการขออวยพรให้ท่านผู้อ่านจงมีเป้าหมายชัดเจนสำหรับชีวิตที่ประสบความสำเร็จทางการเงินของตนเอง และมีชีวิตสุขสมดุลตลอดชีวิต ขอขอบคุณ

ชำนาญ จองพิพัฒน์
รัตนา กมลงามพิพัฒน์
#MDRT iFA
27/1/2560


SHARE
Writer
ChamnanJ
MDRTiFA Coach ,Invester,Writer
Senior Distric Manager_TEAMCHART AIA ผมจบการศึกษาด้านรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ในระดับปริญญาตรีและโทที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มีความสนใจพิเศษในด้านนิเทศศาสตร์และจิตวิทยา เริ่มต้นทำงานในด้านการฝึกอบรมตัวแทนที่ AIA รวมทั้งฝ่ายบริหารตัวแทน ตำแหน่งสุดท้ายคือผู้อำนวยการตัวแทน เมื่อลาออกมาเป็นผู้บริหารทีมงานขายก็ได้ทำหน้าที่ด้านการฝึกอบรมต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน จาก Trainnng Advisor,Premier Agency Trainning งานในฐานะ Moderator เริ่มต้นเมื่อปี 2551 ในหลักสูตรของ Limra's Crossroad และ โดยเฉพาะ Agency Management Trainning Course (AMTC 23 ครั้ง) เมื่อมารับผิดชอบ Sales Builder ผมก็นำมาใช้กับกลุ่ม MDRT และประสบความสำเร็จอย่างมากที่เชียงใหม่ มีตัวแทน MDRT 3 คนในปีแรก 6,8,10 และ16 คนในปีที่ผ่านมา ปัจจุบันทำหน้าที่ผู้ดำเนินการสัมมนาหลักสูตร High Trust Financial Advisor เพื่อมอบตัวแทนนักวางแผนการเงินอิสระให้สามารถช่วยลูกค้าได้อย่างเป็นมืออาชีพและมีจรรยาบรรณ งานเขียนส่วนใหญ่เขียนจากประสบการณ์ตรงจากตนเองและประสบการณ์ของ คุณรัตนา กมลงามพิพัฒน์ 7MDRT,FchFP,RFC ผู้ซึ่งมีอายุการทำงานเป็นตัวแทนประกันชีวิตและที่ปรึกษาทางการเงินมากว่า 29ปี และได้วางแผนการเงินส่วนบุคคลให้ลูกค้าแล้วจำนวนมาก ได้รับรางวัล Prime Minister's insurance Award ติดต่อกัน 7ปี 2553-2558,2561 จากนายกรัฐมนตรีไทย (คุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร,พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา) ภาพประกอบการเขียนส่วนใหญ่นำมาจากอินเตอร์เน็ตขอขอบคุณมา ณ โอกาสนี้ งานเขียนแรกเริ่มต้นเดือนเมษายนเป็นต้นมาในหนังสือที่ใช้ชื่อว่า " สร้างนิสัย MDRT ได้ใน 10 สัปดาห์" และเดือนพฤศจิกายน เรื่อง "การเงินมั่งคั่ง:ชีวิตดี๊ดีถ้ารู้อย่างนี้ตั้งแต่อายุ 25" โดยเป็นบทความเกี่ยวกับแนวคิด ความรู้สึกและนิสัยของคนที่ประสบความสำเร็จ รวมทั้งทิปเกี่ยวกับการวางแผนการเงินส่วนบุคคลที่ทำได้จริงในภาคปฎิบัติ หากเพื่อนๆ มีข้อแนะนำเชิญ Inbox มาได้เลยครับ ขอขอบคุณผู้สร้าง Storylog และเหล่านักเขียนทั้งหลายที่สร้างที่ที่พวกเราได้มารู้จักกันผ่านตัวหนังสือ

Comments