เรื่องเล่าวันธรรมดาๆ
เคยนั่งรถเลยป้ายหรือรถพาออกนอกเส้นทางไหมครับ
สมัยยังเรียนอยู่เกิดเหตุการณ์นี้บ่อยครั้ง
บ้านอยู่รามอินทราแต่สถานศึกษาอยู่ลาดกระบัง
เพราะจากการเรียนและเล่นกีฬาหลังเลิกเรียนอันหนักหน่วง
บวกกับการเดินทางอันไกลแสนไกลจึงทำให้เพลียเผลอหลับเลยทางบ่อยมาก
แรกๆไม่คุ้นยังตกใจรนลานร้อนรนเมื่อสะดุ้งตื่นเลยป้ายจึงพุ่งพรวดลุกไปกดกริ่งแบบล่กๆทำของนั่นนี่ตกเป็นที่อดสูของคนรอบข้างประจำ
พอเป็นอย่างนี้ทีไรก็ออกอาการเหวอไม่เคยจำซักที

จนมีเหตุการณ์หนึ่งเป็นจุดเปลี่ยนที่จะเป็นอย่างเดิมไม่ได้แล้ว
ตอนเรียนโทศิลปากรมีรถปอ.สายหนึ่งวิ่งจากสนามหลวงมารามอินทรา
สมัยนั้นรถติดมากแถมไม่เคยได้นั่งเพราะคนแน่นเคยยืนนานสุด 5 ชม.
แต่วันนั้นเรียนเลิกดึกมากจึงได้นั่งแล้วหลับยาว
พอรู้สึกตัวอีกทีจึงสะดุ้งโหย่งเพราะนั่งเลยป้ายจีงแสดงอาการตกใจอย่างเห็นได้ชัด
กระเป๋ารถเมล์รุ่นน้าเดินหน้าบึ้งเข้ามาถาม

"ขอดูตั๋วหน่อย คุณซื้อตั๋วลงไหน?"
"ลงกิโล 4 ครับ"
"เหย ไม่ได้นะคุณ นี่กิโล 10 แล้วคุณต้องจ่ายเพิ่ม 10 บาท"
"อ้าวพี่ครับผมเพิ่งสะดุ้งตื่นพี่ก็เห็น ผมไม่ได้ตั้งใจตุกติกแต่ผมหลับเลยป้ายเดี๋ยวผมจะลงแล้วเนี่ย"
ข้าพเจ้าตอบไปน้ำเสียงละห้อยแบบหน้าตาเพิ่งตื่น
"เข้าใจค่ะ! แต่คุณนั่งเลยป้ายเพิ่มเงินมาเลย 10 บาท จ่ายมา!!"
อยู่ๆน้ากระเป๋าขึ้นเสียงใส่ข้าพเจ้าลั่นรถ
"อ้าว!!!สลัดแล้วไหมน้าเป๋า ไม่มีน้ำใจต่อคนหลับเลยป้ายเลยนะเมิง"(ในใจคิด)
แม้ในใจนั้นถีบหน้าน้าไปแล้ว
แต่ในความเป็นจริงเป็นคนรักสงบไม่ชอบมีเรื่องจึงควักเงินจ่ายน้าเป๋าโดยดี
พอลงรถต้องข้ามสะพานลอยรอรถเมล์นั่งย้อนกลับด้วยใจที่บอบช้ำและร่างกายที่อ่อนเพลีย
เสียเงินโดยใช่เหตุก็เรื่องหนึ่งแต่เจ็บใจเพราะกระเป๋าไร้น้ำใจต่อคนเลยป้ายนี่ยิ่งกว่า
เพราะเหตุการณ์ครั้งนั้นจึงทำให้การหลับเลยป้ายครั้งต่อไปคุมสติได้ดีขึ้น
ไม่แสดงอาการกระต่ายตื่นตูมอีกต่อไป

แต่วันนี้เอาอีกแว้ว
กลับจากสอนขึ้นตู้ที่ฟิวเจอร์ครั้งแรกในรอบหลายปี
อ่านข้างรถก็เป็นเส้นทางปกติที่กลับบ้านจึงเดินขึ้นไปอย่างคล่องแคล่ว
พอขึ้นรถได้นั่งแถวหน้ามีที่วางของจึงวางถุงขนมที่ซื้อมาไว้ข้างหน้า
ซักพักนึกแปลกใจที่คนขับมาเก็บเงินทุกคนในรถก่อนจะออกรถ
คือปกติเราจะจ่ายตอนลงแล้วบอกคนขับว่าขึ้นมาจากที่ไหนแล้วเค้าจะคิดตามระยะทาง
แต่วันนี้มาเก็บก่อนจึงแอบแปลกใจแต่ไม่ถามเพราะอ่านข้างรถแล้วมั่นใจมากว่าขึ้นถูกคันชัวร์
พอรถออกซักพักรถติดมากข้าพเจ้าจึงหยิบหนังสือขึ้นมาอ่าน
พออ่านไปซักครู่เหลือบมองข้างทางไม่ค่อยคุ้นวิวแต่ก็ไม่ได้สงสัยอะไรเพราะคิดว่าเค้าคงซอกแซกหลบไฟแดงมั้ง

มารู้สึกตัวอีกที
รถดันมาโผล่มอเตอร์เวย์เห็นป้ายไปสุวรรณภูมิไกลลิบๆทั้งที่จริงๆแล้วมันต้องวิ่งสะพานใหม่ออกรามอินทราสิ

สัส!!!
นี่คือคำอุทานแรกที่ดังขึ้นในใจ
แม่งเอ้ย!!นี่มันที่ไหนวะ?
นี่คือคำถามในใจที่ถามตัวเองลำดับต่อไปจากคำอุทาน

พอลืมตาตื่นด้วยใจที่ร้อนรนแต่หน้าโคตรนิ่งแล้ว
จากนั้นคือการรักษาฟอร์มอย่างนิ่งเงียบดูเชิงแล้วมองป้ายมองทางอย่างรักษาอาการ
ดูซิป้ายนั่นนี่มีอะไรบ้างนะ อ้อ!ลำลูกกา อ้อ!กาญจนาภิเษก อ้อ!สุวรรณภูมิ อ้อ!รามอินทรา
พอมั่นใจว่ารถคันนี้ออกถนนหลักแถวบ้านชัวร์แต่เลยบ้านไกลแน่ๆจึงค่อยนอนตาหลับได้ซักที
แต่ระหว่างนั้นหาได้นอนตาหลับสนิทไม่เพราะมาเส้นทางที่ไม่คุ้นเคย
จึงหลับๆตื่นๆมองข้างทางเป็นระยะๆ
จนมั่นใจว่ากำลังจะออกจากมอเตอร์เวย์เตรียมเลี้ยวเข้ารามอินทราแล้วจึงต้องรีบเตรียมตัว
ข้าพเจ้าจึงค่อยๆเปิดเปลือกตาเอียงคอไขว่ห้างมองข้างทางด้วยมาดละมุน
กรีดกรายหยิบมือถือสไลด์สมาร์ทโฟนอย่างมีฟอร์ม
แล้วนั่งเชยคางเสพบรรยากาศข้างทางอีกซักสามสี่ป้าย
จากนั้นค่อยยืดตัวยักไหล่เปล่งเสียงจากนาสิกอย่างหล่อ

"พี่ครับป้ายหน้าด้วย"

พอรถจอดป้ายจึงค่อยๆก้าวขาอย่างเนิบช้าเปิดประตูแล้วเคลื่อนกายลงรถอย่างมั่นใจ
พอลงป้ายจึงเดินข้ามสะพานลอยเพื่อรอรถนั่งย้อนกลับบ้านอีก 6 กิโล
พอถึงบ้านด้วยใจที่สงบจากการปลอบประโลมตัวเองแล้ว
อยู่ๆก็นึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้

เชี่ย!!!ลืมเค๊ก!!!!!
SHARE
Writer
Vanont
Freelance Designer
Everything is possible

Comments