ยายปลาทองกับเจ้าฟองสบู่ ตอน อีกครั้งแล้วสินะ ความบังเอิญของฉัน


ไม่เคยรู้สึกว่าบ่อจระเข้น่าตื่นเต้นเท่านี้มาก่อน... 
ไม่มีความคิดอยากไปงานเกษตรเลยเสียด้วยซ้ำ เพราะความขี้เกียจตัวเป็นขน 
แต่แล้วคำชักชวนของเพื่อนก็ดลใจให้สลัดความขี้เกียจออกไปจนได้ 
เดิน...
เดิน..
เดิน...
ผ่านผู้คนมากมาย ร่างกายเบียดเสียดกันไปมา
นั่นเพราะสถานที่คับแคบหรือผู้คนที่เนืองแน่นกันแน่ 
ฝุ่นตลบ ความหนาวสัมผัสผิวกายเป็นครั้งครา 
นี่คงเป็นข้อผิดพลาดที่ไม่ได้หยิบเสื้อกันหนาวมาด้วย
เราเดินกันมาจนถึงโซนประมง 
เวลานี้ ไม่มีแสงตะวันแล้ว ความมืดปกคลุมไปทั่วท้องฟ้า
 แสงสว่างที่ได้ตอนนี้นั้นมาจากหลอดนีออน น้อยใหญ่ที่ต้องอาศัยพลังงานไฟฟ้าทั้งสิ้น 
"ไปดูจระเข้กันไหม" เสียงหนึ่งทัก 
"เอาดิ" เสียงหนึ่งตอบรับ 
นั่นทำให้ฉันต้องเดินตามเพื่อนไปต้อย ๆแม้ในใจตอนนั้น ฉันคิดว่า 
'จระเข้อีกแล้วเหรอ ปีที่แล้วก็ดูนี่นา ไม่เห็นน่าตื่นเต้นตรงไหนเลย'
แต่พอไปถึงบ่อจระเข้ 
"นี่ของจริงหรือเปล่า" ฉันชี้ไปยังร่างจระเข้เล็ก ที่ถูกสตัฟให้แข็ง 
"ว้าว ๆ มันตื่นแหละขยับด้วย" ฉันเองที่พูดออกไป นี่ฉันไม่ได้ตื่นเต้นเล้ยสาบานสิ
ฉันง่วนอยู่กับการนับจระเข้ครู่ใหญ่ ในขณะทีี่อากาศหนาวเฉียดผิวกายจนต้องเอาแขนไขว่หลัง
"นั่น หนึ่ง สอง สาม " ฉันยังคงไม่เลิกนับจำนวนจระเข้ในบ่อ
"คนนั้นน่ารักจัง ดีต่อใจสงสัยจะเนื้อคู่" เพื่อนข้างกายเอ่ย จนฉันต้องละสายตาจากจระเข้ แล้วมองตาม
 
กึก !!! 

ราวกับไฟช๊อตอีกแล้ว 
"นั่น...." ฉันเรียกชื่อ เขาคนที่เพื่อนฉันบอกว่าดีต่อใจ ฉันหันมองเขาอีกครั้งก่อนที่จะจิกแขนเพื่อนแน่นด้วยความรู้สึกบางอย่าง 
".... ว่าละหน้าคุ้นๆ" เพืื่อนพึมพำ 
ตอนนั้นเองที่หัวใจฉันเริ่มเต้นแรง เหมือนทุกครั้งที่บังเอิญพบเขา ตอนนี้รู้สึกร้อนๆ ชอบกล ความหนาวเมื่อครู่หายไปไหนเสียแล้ว 

ชายหนุ่มร่างสูง ในชุดเสื้อช็อฟสีน้ำเงิน ใส่เข้าในกางเกงยีนส์ขายาวสีดำหม่น ๆ รัดเอวด้วยเข็มขัดหนังสีดำตราคณะ รองเท้าผ้าใบสีเทาเข้ม มีแถมสมพูเข้มออกแดง ทำให้เขาดูเท่ห์ไม่เบา  องศาการหันข้างทำเผยให้เห็นสันจมูกที่่่ดูคมชัดยิ่งขึ้น เขาก้มมองพืื้น ก่อนจะทอดสายตาไปยังบ่อจระเข้ ด้วยใบหน้าที่ปราศจากรอยยิ้ม 

ฉันไม่กล้าหันไปมองเขาอีกและไม่กล้าแม้จะขยับไปในรัศมีของเขาไปมากกว่านี้อีกแล้ว เพราะเกรงว่าหากไปใกล้กว่านี้เขาอาจจะได้ยินเสียงหัวใจที่รัวเป็นกลองของฉันได้  จากนัั้นเพื่อนของฉันก็ชักชวนให้เดินทางต่อ พวกเราเดินอ้อมไปทางด้านหลังของเขา ฉันหันกลับมามองเขาอีกครั้ง ในขณะทีี่เขาหันหลังเดินไปอีกทาง ทันทีที่พวกเราออกจากบ่อจระเข้แห่งนั้น ในหัวยังคงวุ่นวายแม้หัวใจจะเลิกสั่นแล้ว แต่ภาพเขายังคงชัดเจน งานออกจะกว้าง ผู้คนก็มากมายเหลือเกิน เราไม่มีโอกาสพบเขาอีกหรอก ฉันพร่ำบอกตัวเอง 

จนเวลาผ่านไป.... 
เราเดินเกือบทั่วงาน และวกกลับมาเพื่อดูเพื่อนที่รู้จักเล่นดนตรีเปิดหมวก หนึ่งคนเล่นกีต้าร์อีกคนถือไมค์ร้องเพลง ดูสนุกไม่น้อย ระหว่างที่เพื่อนฉันกำลังตัดสินใจว่าจะเดินเข้าไปดูดนตรีเปิดหมวกหรือเปล่า นัยน์ตาของฉันก็ต้องสะดุดอีกครั้ง ความร้อนเริ่มแผ่ซ่าน ร่างสูงในเสื้อสีน้ำเงินนั่นสะดุดตาเสียจริง หัวใจระส่ำ

"นะ..นั่น..." ฉันเสียงสั่น

"ไปสิเดินไปเลย" เพื่อนฉันบอก
"บ้า ใครจะกล้า" ฉันท้วง 
"มานี่ฉันจะพาแกเดินตามเขาทั้งงานเลย" ว่าพลางเพื่อนของฉันก็จูงมือฉันตรงตามเขาไป เขาไม่หันมา แต่เขาจะสงสัยไหมว่ามีคนตามเขาอยู่ ฉันเดินตามแรงจูงไปด้วยหัวใจสั่น ระหว่างที่เพื่อนอีก 2 คน ยืนดูดนตรีอย่างเพลิดเพลิน  เขาเลี้ยวตรงทางแยก เพื่อนฉันตะโกนชื่อเขาออกไป 

"...ทางนี้ "

"ไ......." จังหวะนั้นเองที่ฉันรู้สึกราวกับทำความผิด จากตอนแรกที่ปล่อยตัวเองเดินตามแรงจูงของเพื่อน คราวนี้เป็นฉันเองเป็นคนลากเพื่อนให้วิ่งกลับมาแทบไม่ทัน เจ้าเพื่อนหัวเราะร่า 
ในขณะที่ฉัน ยังใจสั่นไม่หาย 

ความบังเอิญทำให้ฉันได้พบเขาอีกครั้ง ในใจลึก ๆ มันก็รู้สึกดีเหมือนกันนะ แม้จะทำได้แค่มองทุกครั้ง อย่างที่เขาไม่เคยรู้เลยก็ตาม 


SHARE
Writer
Elva
writer
เพราะพรหมลิขิตให้ฉันรู้จักเธอ แต่พรหมไม่ได้ลิขิตให้เรารู้จักกัน....

Comments