ไดอารี่ตุ๊ซซิ่ง
    "อยากไปนั่งโง่ๆ อยู่ริมทะเล" 

มาละ ประโยคเสล่อๆ ของคนอกหัก รักคุด ตุ๊ดเมิน เดินไม่เห็นทาง คราวนี้หลุดมาจากปาก"ตู่" เกย์รุก ออกสาว เคราดก 
   "ไปบางแสนกันป่ะ" 
   วันนี้วันเกิดมัน เรานัดเพื่อนๆมากินหมูกะทะกันที่"บ้านเต้" แหล่งรวมพลคนบ้า คนที่ตกปากรับคำรอบนี้มีไม่มาก บุ๋ม บอกจะมาตอนสองทุ่ม เกต บอกถ้างานเสร็จไม่ดึกจะตามมาสมทบ ปู-บิ๊ก คู่ผัวเมียรับปากว่า เดี๋ยวบอกอีกที และอ้อม คนนี้มีประวัติ
   สืบเนื่องจากตั้งแต่เช้า รถอ้อมไปเสียอยู่ด่านเก็บเงินที่บางปะกง รถพัง ลากเข้าอู่แถวแปดริ้ว เต้กับตู่เลยตีรถจากอยุธยาไปรับอ้อมกลับบ้าน ใกล้ถึงบ้านแวะซื้อของมาทำหมูกะทะอย่างยิ่งใหญ่ หมู ผัก ระดับสิบคนแดก ฟูลมูน 1 ลัง เหล้าโซจูรสพีช ครึ่งโหล กะเอาให้อ้วกแตกกันไปข้าง ไม่อ้วกแอลกอฮอล์ก็ต้องอ้วกหมูกะทะนี่แหละ 
   ไปรับอ้อมกลับบ้าน แต่อ้อมไม่ได้กลับบ้าน ตู่กลับไปเอากะทะไฟฟ้าที่บ้านตัวเอง ส่วนอ้อมมาเข้าครัว เตรียมหมักหมู หั่นผัก ในชุดสาวออฟฟิตที่ติดร่างมาตั้งแต่เช้า 
   ตู่มาถึงพร้อมกะทะราวๆหนึ่งทุ่ม เราสามคน เต้ ตู่ อ้อม นั่งปิ้งหมูกะทะส่งเข้าปาก รอเพื่อน 
หมูหมดช้า สุราหมดไว   กินหมูกะทะไม่เท่าไหร่ แต่แอลกอฮอล์ที่เตรียมไว้พร่องไปอย่างรวดเร็ว 

   "ไปป่ะล่ะ" นั่นไง อิพวกเพื่อนไม่เตือนเพื่อน สองทุ่ม แดกเหล้า เคล้าหมูกะทะ แล้วยังจะชวนกันไปบางแสน 
   "ไปดิ่" 
   "ไปดิ่ เก็บของ" 
   "เอารถมึงไปนะ" 
   "บุ๋มจะมากี่โมง" ตู่หันมาถาม 
   "มันบอกจะมาสองทุ่ม" 
   "โทรบอกมันมาไวๆ ไปบางแสนกัน"  ตู่พูดเอง โทรเอง 
    เต้กับอ้อม นั่งรอลุ้นผล คุยไปคุยมาได้ความว่า 
   "บุ๋มมันให้ไปรับที่เมืองทอง" 
ไปบางแสนนะ กลับเช้า   ประโยคสั้นๆ ง่ายๆ
   อ้อม โทรบอกผัว
   เต้ แจ้งข่าวให้คนที่บ้านทราบ
   ตู่ บอกพ่อ ด้วยวิธีไหนไม่ได้้ถาม

   เราช่วยกันเก็บของ หมูหมักเต็มหม้อ ผักสดเต็มจาน เอาเข้าตู้เย็น แอลกอฮอล์ที่เหลือพร้อมกระติกน้ำแข็ง ขนขึ้นรถ 
ออกเดินทาง      ตู่เพิ่งเอารถพ่อมาขับได้ไม่นานเท่าไหร่ สกิลในการขับขี่ถือว่าพอใช้ โปรดฟังอีกครั้งหนึ่ง พอใช้ ไม่ใช่ ดี 
   รถกะบะสองประตู ติดหลังคา คันหนา เหมาะกะหุ่นควายป่าของตู่ ที่สำคัญ เกียร์ธรรมดา เราทุกคน เต้ บุ๋ม อ้อม มีรถของตัวเอง แต่ไม่มีใครขับรถเกียร์ธรรมดา 
   "กูเคยขับเกียร์ธรรมดาเมื่อแปดปีที่แล้ว" อ้อมกล่าว เมื่อเราถามหาคนเปลี่ยนมือ หากตู่ไปต่อไม่ไหว 
   ค่อยเบาใจขึ้นมาหน่อย หืม!!

   เป็นครั้งแรกที่ตู่ขับรถเข้ากรุงเทพ หรือจะพูดให้ถูกคือ ขับผ่านกรุงเทพไปชลบุรี ความไม่รู้เส้นทาง ความใหม่ในการบังคับควบคุมรถ ความตื่นเต้น ความแอลกอฮอล์ในกระแสเลือด ไม่เป็นอุปสรรคหรือทำให้ตู่ถอดใจ เพราะนางมีเป้าหมายที่มุ่งมั่น
   "ไปเช็คอินแล้วก็กลับ" 

   เป็นการนั่งรถที่สนุกและไม่เงียบเหงา เราเปิดเพลงฟัง แต่เสียงเพลงไม่มีความหมาย
   "ปาดหาพ่อมึงหรอ"
   "ชิดซ้ายๆ ตีไฟ เดี๋ยวเลี้ยวซ้าย ซ้ายโว้ยซ้าย!!!"
   "ชะลอๆ กูบอกว่าให้ชะลอ"
   "เบรคสิเบรค โค้งหักสอก อีดอก"
   "รถเยอะชิบหาย ไม่หลับไม่นอนกันไง๊วะกรุงเทพ"
   "โอ้ย ขับดีๆ อิห่า"
   "ข้างไหนซ้าย ข้างไหนขวาวะ โอ้ย"
                   ฯลฯ
เป็นสีสันยามค่ำคืนที่แท้จริง
   สุดท้ายเราก็แคล้วคลาดปลอดภัย ได้มานั่งโง่ๆ อยู่ริมทะเลสมใจ ลมเย็น เสียงคลื่นซัดฝั่ง ฟ้าดำ มีดาวกระพริบกระปริบกระปรอย หนุ่มๆถอดเสื้อเล่นน้ำ คนนั่งกินเหล้าบนชายหาด แม่ค้าพ่อค้าเดินขายพรุ ไฟเย็น ถั่วต้ม หาดบางแสนยามค่ำคืน มีเสน่ห์เฉพาะตัวบางอย่างที่หาที่ไหนไม่ได้
   เรานั่งอยู่ด้วยกัน เต้ ตู่ บุ๋ม อ้อม และทุกคนเล่นโทรศัพท์สลับเงยหน้าคุยกัน ปากพูด สายตามองจอเป็นระยะ 
   เราไม่เคยแอนตี้การเล่นมือถือระหว่างพบปะเพื่อน เพราะเรารู้ว่าทุกคนต่างก็มีโลกคนละหลายใบ ซึ่งโลกแต่ละใบต่างมีความสำคัญกันไปคนละแบบ ไม่น่าจะเป็นเรื่องผิดหากเราอยากอยู่ในโลก 2-3 ใบในเวลาเดียวกันเราไม่ได้พูดคุยกันมากนัก แต่เราก็อยู่ด้วยกัน   ตู่ กำลังมีปัญหาความรัก 
   อ้อม รถเสียและกำลังจะเสียเงินก้อนใหญ่กับการซ่อมรถ 
   บุ๋ม มีเรื่องร้อยพันให้คิดเป็นปกติอยู่ในหัว
   เต้ กำลังคิดถึง...

   เราต่างมีเรื่องวนเวียนอยู่ในหัวของเรา แต่เราไม่ได้เอ่ยเล่าให้กันฟังเท่าที่ควรจะเป็น ท้องทะเลสีดำตรงหน้า ส่งเสียงกระซิบบอกเราว่า "นั่งมองฉันเถอะ แล้วทุกอย่างจะผ่านไปด้วยดี" แปลกที่ในความมืดมิดของขอบฟ้า ความแปรปรวนของเกลียวคลื่น กลับทำให้เรารู้สึกสบายใจและสงบงัน ไม่ใช่เพียงเพราะท้องทะเลตรงหน้าหรอกที่ทำให้เรารู้สึกแบบนั้น คนที่นั่งอยู่ข้างๆก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่ง

   เรานั่งโง่ๆกันอยู่ตรงนั้นราวสองชั่วโมง 
   "ป่ะ เดี๋ยวกูพาไปกินต้มเลือดเจ้าอร่อย" บุ๋ม เป็นเจ้าถิ่นบางแสน นางเรียนที่นี่และมาแถวนี้บ่อยหลังเรียนจบ ทุกตรอก ซอก ซอยแถวนี้นางสามารถพาลัดเลาะ ราวกับมีแผนที่อยู่ในหัว 
   เราพากันเก็บของ เดินซัดเซมาขึ้นรถ หิวและเริ่มง่วง 
   บุ๋มพาไปร้านเจ้าอร่อย แต่โชคไม่ดีร้านกำลังจะปิด เราขับต่อไปหวังจะหาอะไรกินกันข้างทาง
   "อยากกินโจ๊ก" เต้ร่ำร้อง 

   เราขับถึงแยกไฟแดง เลี้ยวซ้ายออกมา มองหาของกิน
   "นั่นไงๆ ร้านโจ๊ก" ซ้ายมือมีร้านโจ๊กหน้าตาน่านั่ง แต่เราเห็นเมื่อรถแล่นผ่านหน้าร้านแล้ว ตู่ไม่เคยทำให้ผิดหวัง นางเบรคกึก หักหัวรถขวับ และหาที่จอด 
   "ไฟอะไรวะ จอดได้ป่าวอ่ะ" ความไม่คุ้นเคย และไม่รู้ห่าอะไร ทำให้เรามองไม่เห็นมอเตอร์ไซค์ตำรวจที่จอดอยู่กลางถนน 
ข้างหน้ามีด่าน   "เดี๋ยวกูไปถามก่อนว่าตรงนี้จอดได้หรือเปล่า" บุ๋มซึ่งนั่งหน้า ลงไปเจรจากับพี่ตำรวจร่างใหญ่ สักพักพี่ตำรวจก็เดินมาขอใบขับขี่ ตู่ยื่นให้ด้วยความยินดี นางมีใบขับขี่และนางภูมิใจที่ได้มาด้วยการทำข้อสอบคะแนน 49 เต็ม 50 
   เราคิดว่ามันคือการขอดูใบขับขี่ปกติธรรมดา เพราะรถตู่ใช้ป้ายทะเบียนอยุธยา วิ่งต่างถิ่นตำรวจก็มักจะสนใจเป็นพิเศษอยู่แล้ว แต่ไม่ใช่ นางขอดูและยึด
   เมื่อเต้กับอ้อมโผล่ออกมาจากแคปหลัง ก็ได้ยินเสียงพี่ตำรวจพูดแบบดุดัน
   "คุณตั้งใจจะหลบด่าน ถ้าคุณจะมากินโจ๊กจริงคุณต้องชะลอรถมาก่อนแล้ว ไม่ใช่มาเบรคตรงนี้"
   เดี๋ยวๆ ก็กูเลี้ยวมาแล้วเพิ่งเห็นร้านโจ๊กกันไง ฮัลโหล 
   บุ๋ม ผู้กล้าชนในทุกแมตพยายามอธิบายกับพี่ตำรวจผู้เชื่อมั่นในความคิดตัวเองและธำรงไว้ซึ่งความคิดนั้น
   "คุณไม่ต้องพูด เอามั้ยล่ะว่าคนขับเมา เดี๋ยวไปเป่าที่ด่าน" ดุไปอี๊ก
   เมื่อเห็นว่าการเจรจาไร้ผล พี่ไม่ฟังหนู พวกเราจึงขอแยกไปกินโจ๊กให้สบายท้องพร้อมๆกับล้อมวงประชุม 
   ร้านโจ๊ก เป็นแหล่งรวมของคนเมาที่ไม่พร้อมจะเป่าโดยแท้จริง คนที่รู้ว่าข้างหน้ามีด่านตรวจ ก็จะจอดแวะกินโจ๊ก พยายามนั่งแช่จนกว่าด่านจะเลิก 
   แต่พวกกูป่าวไง กูอยากกินโจ๊กจริงจริ๊ง 
   เมื่อก้าวเข้าไปในรัศมีของร้าน สายตาแทบทุกคู่พุ่งตรงมาทางเราอย่างห่วงใย หลายคนถามไถ่ หลายคนให้คำแนะนำ เจ้าของร้านโกรธเกรี้ยวแทน
   "บอกมันไปสิ มีสิทธิ์อะไรมายึดใบขับขี่ ทำอะไรผิด ไอ้ห่า"
   บุ๋มเป็นคนคุยกับคนง่าย ใครถามอะไรก็ตอบแถมอธิบายอย่างละเอียด เมื่อพบปะพูดคุยกับพี่ๆที่ให้ความสนใจเสร็จแล้ว นางจึงมานั่งสั่งต้มเลือดหมูกินและเริ่มประชุม
   "มึงกินมาจริง ถึงไม่เมาแต่เป่ายังไงก็ต้องโดน" 
   "แดกน้ำเยอะๆ"
   "กินนมเปรี้ยวเค้าว่าช่วยได้"
   "ไปเยี่ยวไป"
   "นั่งพักก่อน รออีกพักค่อยไป"
   "ไปกระโดดตบไป"
   "ไปเจรจากะเขา เอาใบขับขี่มาให้ได้ก่อน"
   "ถ้าเป่าเจอมึงนอนคุกนะอิดอก"
   "มึงจะต้องไปบำเพ็ญประโยชน์"
   ถึงจะรู้สึกกังวลแต่ในบทสนทนาที่เรามีนั้นกลับผ่อนคลายและปนไปด้วยเสียงหัวเราะเป็นระยะ อาจเพราะเราโตกันเกินกว่าจะมานั่งทุกข์ท้อกับเรื่องที่เกิดขึ้นแล้วและไม่สามารถแก้ไขอะไรได้ หรืออาจเพราะเราอุ่นใจ ที่อย่างน้อยๆ เราก็มีเพื่อนดีๆร่วมทุกข์ด้วยกัน
   ตู่กินโจ๊กเสร็จก็ดื่มน้ำราวกับอยู่กลางทะเลทราย ซัดนมเปรี้ยวอีกกล่อง แถมลุกไปฉี่ 2 รอบ หน้าตาตู่ดูกังวล ก็แน่ล่ะ ถึงจะกินไม่มาก ไม่มีอาการเมามาย แต่แอลกอฮอล์ก็ยังคงอวลอยู่ในกระแสเลือด 
   "เสียประวัติเลยนะมึง" นางเป็นครูประถมที่ประวัติราชการกำลังจะด่างพล้อย 
   ทุกคนเป็นกังวล ทั้งสงสารเพื่อน ทั้งรู้สึกผิด เรานั่งคุยกันอยู่เกือบชั่วโมงก่อนจะตัดสินใจลุกไปเผชิญปัญหาที่ร่วมกันก่อ
   ตู่ขับรถออกไปจอดตรงด่านใหญ่ พี่ตำรวจหน้าตาใจดีเดินมาขอค้นรถ 
   "ดื่มมาเยอะมั้ย" 
   "ไม่เยอะครับ แต่ไม่รู้จะเป่าเจอหรือเปล่า" 
   ตำรวจที่ด่านใหญ่ดูใจดีและผ่อนคลายกว่าตำรวจตรงหน้าด่านราวฟ้ากับเหว เสมือนเดินผ่านยักษ์หน้าตาถมึงทึงที่หน้าโบสถ์แล้วจึงพบพระพุทธองค์
   "เดี๋ยวเชิญไปเป่าหน่อยนะครับ" นางบอกด้วยท่าทางสบายๆก่อนจะไปเรียกน้องตำรวจหน้าละอ่อน ให้มาช่วยพาไปเป่า
   เอาละ โดนเป่าแอลกอฮอล์ครั้งแรกก็ไม่ตื่นเต้นเท่าได้ใกล้ชิดผู้ชายหล่อ แถมเป็นชายในเครื่องแบบ ความกังวลในสีหน้าแทบมลายหายเป็นปลิดทิ้ง หลงเหลือเพียงนอแหลมเรียวที่พุ่งทะลุจมูกออกมาเท่านั้น
   พวกเราเดินมาให้กำลังใจตู่ตรงจุดตรวจวัด แม้แววตาระริกระรี้ของนางจะดูไม่ต้องการกำลังใจจากเพื่อนและไม่ต้องการให้เพื่อนเข้ามาใกล้ นี่มึงกำลังจะได้นอนคุกไง ฮัลโหลเฟรนด์

   "เรียบร้อยครับ ผ่านครับ" น้องตำรวจหน้าหล่อแจ้งหลังอ่านค่าผลการตรวจวัด ก่อนจะเดินไปขอใบขับขี่มาคืนให้
   เป็นความดีใจแบบไม่เคยดีใจแบบนี้มาก่อน ตู่ละล่ำละลักขอบคุณ ทุกคนดีใจจนอยากกระโดดโลดเต้นอยู่ตรงนั้น เราเดินอย่างแทบจะลอยมาขึ้นรถ ไหว้ขอบคุณพี่ตำรวจที่ค้นรถ ขอบคุณคุณพระคุณเจ้า ขอบคุณทุกสิ่งที่คิดว่าควรขอบคุณ ออกรถมาแล้วพักใหญ่พวกเราจึงตั้งสติและควบคุมความดีใจของตัวเองได้
   "ความจริงเราต้องขอบคุณตำรวจตรงหน้าด่านนะ เพราะถ้าเราขับไปเจอด่านเลย มึงอาจจะไม่รอด นี่ยังดี มึงยังได้กินน้ำ กินนม ได้นั่งพักก่อน" บุ๋มสรุปและเราทุกคนเห็นด้วย
ในความโชคร้าย มีความโชคดี
    เรามุ่งหน้ากลับบ้าน เกือบๆตีสี่ ถนนยังคงมีรถวิ่งประปราย ไฟทางสาดแสงสีส้มนวลตาสว่างไสว เคล้าไปกับเสียงเพลงในรถที่เราเริ่มตั้งใจฟังมากขึ้น ตู่ขับรถได้ผ่อนคลายขึ้นเพราะรถยังบางตา หมดเวลาสนุกแล้วสำหรับวันนี้ เราต่างต้องกลับไปเผชิญเรื่องราวหลากหลายในชีวิต ปัญหา ความทุกข์ท้อที่แทรกเข้ามาเป็นระยะ ความโชคดี โชคร้าย ยังจะผ่านมาให้ประสบพบเจออยู่เสมอ ให้เราได้รู้ว่าชีวิตเป็นเรื่องชั่วคราวทั้งสิ้น ไม่มีอะไรอยู่กับเรานาน ไม่ว่าดี ร้าย สุข ทุกข์ แต่สิ่งหนึ่งที่เรามั่นใจและวางใจได้เสมอ คือ เราจะไม่เผชิญความเป็นไปเหล่านั้นอยู่ลำพัง การมีเพื่อนที่ดีเป็นพรอันประเสริฐในชีวิตของคนคนหนึ่ง และเราต่างรู้ว่า เราทุกคนได้รับพรนั้น 


   "มึงจะเร่งตอนเข้าโค้งเพื่อ??!!"
   "มึงยังคุมรถตอนเข้าโค้งไม่ได้ มึงต้องขับช้าๆโว้ย นี่พอโค้งทีก็กินเลนไปที อิดอก"
   "ไฟแดง เบรคๆๆๆๆๆ"
   "ขับรถดีๆสิอิห่าน" 
   และเพื่อนที่ดีต้องคอยตักเตือนเพื่อน..ในทุกๆโค้งของชีวิต


SHARE

Comments

Phylira
7 days ago
เล่าเรื่องได้น่ารักมาก
Reply
emmika
3 days ago
ชอบสำนวนมากค่ะ 
Reply