ทฤษฎี “ความหวัง”
คอลัมน์ THINK OUT LOUD | หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ | วันศุกร์ที่ 20 มกราคม 2560 
โดย เมษ์ ศรีพัฒนาสกุล | maysr@alumni.gsb.stanford.edu | may@lukkidgroup.com

เมื่อเริ่มต้นปีใหม่ เรามักจะได้ยินหมอดูและนักพยากรณ์หลายคนพูดถึง “ปีชง” หรือปีนักษัตรที่มีดวงชะตาไม่ดีในปีนั้น ๆ … มีการไหว้พระ บูชาเทพเจ้าต่าง ๆ มากมายเพื่อ “แก้ชง” บรรเทาเคราะห์กรรมตั้งแต่ช่วงต้นปี

ปีที่แล้ว (2559) เป็นปีชงของดิฉัน ... การ countdown ในปีที่แล้วช่างเป็นการ countdown ที่รู้สึกไม่ปลอดโปร่งหรือเป็นสุขใจ เพราะได้รับคำเตือนจากคนรอบข้างที่หวังดีมากมายว่าให้ระมัดระวังในทุก ๆ เรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสุขภาพ การเดินทาง หรือการทำงาน ตลอดทั้งปี ...

แต่หากเราเชื่อว่าชะตาชีวิตนั้น ถูกกำหนดด้วย “ปีเกิด” มากกว่า “การใช้ชีวิต” อย่างมีสติ ... ความคิดเช่นนั้นก็คงทำให้ปีนั้น ๆ เป็นปีชงของเราจริง ๆ เพราะเราคงดำเนินชีวิตด้วยความไม่มั่นใจ และขาดความสุขในทุก ๆ อย่างที่ทำ ...

นักจิตวิทยาเชิงบวก ชาร์ล สไนเดอร์ (Charles Snyder)เจ้าของผลงานวิจัยเรื่อง “ทฤษฎีความหวัง” (Hope Theory) เชื่อว่าความสำเร็จในชีวิตของคนเรานั้นต้องเริ่มต้นจากการมี 3 สิ่งต่อไปนี้:

1. “ความหวัง” – การดำเนินชีวิตอย่างมีจุดหมาย หรือมีเป้าหมายที่ชัดเจน

2. “ความรู้” – การรู้และเข้าใจถึงวิธีการหรือหนทางต่าง ๆ ที่จะนำไปสู่เป้าหมายที่คาดหวังไว้

3. “ความมุ่งมั่น” – ความตั้งใจและความอดทนที่จะฝ่าฝันอุปสรรคต่าง ๆ เพื่อไปถึงเป้าหมาย

ชาร์ล สไนเดอร์ บอกว่าข้อ (1) “ความหวัง” เป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของภารกิจทุกอย่าง เพราะไม่ว่าเราจะมีทักษะหรือพรสวรรค์มากมายแค่ไหน หากไม่มีความหวัง ก็เหมือนขาดทั้งทิศทางและแรงผลักดันที่จะทำให้ประสบความสำเร็จ

อีกงานวิจัยที่สอดคล้องกันพบว่า “พนักงานขาย” ที่ “มองโลกในแง่ดี” นั้นสามารถปิดการขายได้มากกว่าพนักงานขายที่มองโลกในแง่ลบกว่า 88% … นั่นเป็นเพราะเมื่อประสบปัญหาขายของไม่ได้ พนักงานที่มองโลกในแง่ดีนั้นจะเสาะหาวิธีการแก้ปัญหา เช่น การรลองโทรหาลูกค้าซ้ำ ๆ หรือ ทดลองเข้าหากลุ่มลูกค้าใหม่ ๆ ... พนักงานที่คิดบวกนี้มีความพยายามต่างจากพนักงานขายที่มองโลกในแง่ลบที่มักจะยอมแพ้ และล้มเลิกความตั้งใจในการขาย นั่นเป็นเพราะความคิดในแง่ลบส่งผลต่อประสิทธิภาพของสมองในการคิดหาทางออกที่สร้างสรรค์

การมองโลกในแง่ดี ทำให้เกิดความมั่นใจ และความมั่นใจนั้นเอง ที่นำไปสู่ “การทดลอง” หรือ “การลงมือทำ” ... หรือที่เราเรียกว่า “Bias towards Actions” ซึ่งเป็นทัศนคติสำคัญที่องค์กรจะต้องมีหากต้องการที่จะทดลอง หรือสร้างสรรค์อะไรใหม่ ๆ … Bias towards Actions นั้นเป็นแนวคิดตรงกันข้ามกับ Discussion-based Work หรือการประชุมถกเถียง ... เน้นลงมือทำแล้วปรับ มากกว่าการพิจารณาความเสี่ยง หรือข้อดี / ข้อเสีย ... ผิดพลาดก็ไม่เป็นไร ถือเป็นประสบการณ์แล้วเริ่มต้นใหม่

เพราะหากกลัวและระวังไปหมดทุกอย่าง ... ก็จะไม่สามารถลงมือทำอะไรได้เลย

ไม่น่าแปลกใจที่คนที่เป็น “Serial Entrepreneurs” (เจ้าของกิจการที่ดำเนินธุรกิจมากกว่า 1 ประเภท ภายใต้แบรนด์เดียวนั้น) มักเป็นคนที่มองบวก ไม่กลัวการเสี่ยง หรือการทำอะไรผิดพลาด

กลับมาที่เรื่อง “ปีชง”

การแก้ปีชงเป็นความเชื่อทางโหราศาสตร์ของจีน ... จะจริงหรือไม่จริงอย่างไรอาจเป็นความเชื่อตามวิจารณญาณของแต่ละคน ...

แต่หากเราลองเอาหลักจิตวิทยามาวิเคราะห์ ....

วิธีการแก้ชงที่ดีที่สุด อาจจะเป็นการรักษา “ความหวัง” ... มองโลกในแง่ดี ... “ทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุด” ตามพระราชดำรัสของในหลวงรัชกาลที่ 9

เพราะชะตาชีวิตของเราจะเป็นอย่างไรนั้นขึ้นอยู่กับการกระทำและการใช้ชีวิตอย่างมีสติของเราเอง

ขอให้เพื่อน ๆ ผู้อ่านทุกท่านมาร่วมต้อนรับปีระกา ด้วย “ความหวัง” และ “พลังบวก” กันค่ะ
_____________________________________________________________________________
เมษ์ ศรีพัฒนาสกุล เป็นนักออกแบบกระบวนการสร้างสรรค์นวัตกรรมและที่ปรึกษาด้านนวัตกรรมขององค์กรภาคธุรกิจและภาคสังคม จบการศึกษาด้านบริหารธุรกิจจากมหาวิทยาลัยแสตนฟอร์ด เป็นนักเรียนนำสอนกระบวนการสร้างสรรค์นวัตกรรม Design Thinking (d.Leader) ที่ Stanford d.school และได้รับการอบรมด้าน Executive Coaching จาก Berkeley, Executive Coaching Institute

SHARE
Writer
MaySripata
Design Thinker
Co-Founder of Asian Leadership Academy and LUKKID www.asianleadershipacademy.com / www.lukkidgroup.com

Comments

Mooninjar
2 years ago
จะมีวิธีให้ความกลัวลดลงได้อย่างไรบ้างคะ 😊
Reply