ขับรถกลับบ้าน จู่ ๆ ก็คิดถึงเรื่องประมาณนี้
สมัยเรียนมหา’ลัย แต่ละปีต้องใช้เงินกว่า 50,000 บาทเป็นค่าเทอม เรียนจบสี่ปีต้องใช้เงินเท่าไหร่ เราไม่รู้หรอกว่าตอนนั้นพ่อแม่จะหาเงินจากไหนส่งเราเรียน ครอบครัวเราก็ไม่ได้ร่ำรวย พ่อแม่ทำงานเป็นลูกจ้างบริษัทเอกชนเงินเดือนไม่มาก 

แต่ไหนแต่ไร เราไม่ใช่คนเรียนเก่ง แถมจำอะไรไม่ค่อยได้ เราห่างไกลกับคำว่าตั้งใจเรียนมากนัก เข้ามหา’ลัยปีแรก จบด้วยเกรดเฉลี่ย 1.86 แม่ตกใจเมื่อเห็นเกรด ตอนนั้นเราไม่ได้สนใจ

ขึ้นปีสอง เราร้องขอกับแม่ว่าอยากได้รถ เห็นเพื่อน ๆ มีแล้วโก้เก๋ เมื่อแม่บอกความจริงว่าไม่มีเงิน เราโกรธ เรางอนอยู่หลายวัน ทั้ง ๆ ที่ความจำเป็นในตอนนั้นแทบไม่มี

โชคดีที่แม่ไม่ตามใจเพราะเป็นได้ว่าครอบครัวอาจไม่มีเงินส่งเราเรียนจนจบ หรือเรียนจบพร้อมภาระหนี้สินที่เพิ่มขึ้น ด้วยความไม่เข้าท่าของตัวเราในตอนนั้น

พูดก็พูดเถอะ เราเป็นคนที่ดื้อเงียบ มีอะไรจะเก็บไว้ในใจ แต่เราไม่เกเร เรารู้ถูกผิด สิ่งไหนควรไม่ควรเรารู้ เราเป็นคนใฝ่เรียนรู้ถ้าเป็นสิ่งที่เราสนใจจริง ๆ อาจเป็นข้อดีข้อเดียวที่เรามองเห็น

รถ คือปมในใจเสมอมา หลังเรียนจบและได้งานประจำ เราซื้อรถทันที โดยตกลงกับแม่ว่าถ้าเก็บเงินได้ 50,000 บาท แม่จะดาวน์เพิ่มให้ เราทำงานทั้งกลางวันกลางคืน (เล่นดนตรี) ใช้เวลา 6 เดือนก็เก็บเงินได้

แต่เมื่อมีรถ เราเหมือนติดกับดักงานประจำไม่สามารถทำอะไรได้ตามใจ ตอนนั้นเรากลัวทุกอย่าง กลัวตกงาน กลัวไม่มีเงินผ่อนรถ กลัวเขาจะมายึดรถ กลัวไม่มีเงินเติมน้ำมัน จ่ายประกัน ต่อภาษี ฯลฯ

เรามีเงินเดือน 8,500 บาท เราผ่อนรถเดือนละ 6,950 บาท เราจำไม่ได้ว่าผ่านช่วงห้าปีนั้นมาได้อย่างไร รู้แต่ว่าใช้ประหยัดและลำบาก เราไม่ได้อยู่กับแม่ตั้งแต่เด็ก แม่ยัดเงินให้เราเสมอครั้งละ 500-1,000 บาททุกครั้งที่ไปหา แม้เรียนจบแต่เราก็ยังเป็นภาระให้แม่ต่ออีกห้าปี

ช่วงทำงานใหม่ ๆ เราไม่มีอะไรไปต่อรองกับบริษัท เราเป็นพนักงานที่ไม่มีคุณค่า ทำงานอะไรก็ได้ขอให้เงินเดือนครบ เราคิดแค่นั้น เราเป็น ‘ตัวแถม’ ที่ไม่มีใครอยากได้เป็นภาระ

เราไม่มีความฝัน เราไม่เคยมองอนาคต เราไม่รู้ว่างานที่ทำอยู่จะพาเราไปไหน เราไม่สนใจดนตรี หรือกิจกรรมที่เราเคยชอบ เราไม่มีสังคม และเราไม่มีเพื่อนที่จริงใจในบริษัท

จุดดีที่คนอื่นมองเห็นคือ เราเป็นมือหนึ่งของเรื่องการถ่ายเอกสาร รับโทรศัพท์ และเดินเอกสารภายใน งานเรามีแค่นี้ เราเบื่อแต่เราต้องทน เราทำอยู่อย่างนี้เกือบสามปี

วันนี้เราเลือกทางเดินของตัวเอง เราต้องหาเงินใช้เอง ทำให้เรารู้ว่ากว่าจะได้เงินแต่ละบาทนั้นยากลำบาก

ถ้าวันนั้นเราตั้งใจมากกว่านี้ชีวิตเราอาจไปไกลกว่าที่เป็นอยู่ เราน่าจะใช้เวลาอยู่ในห้องสมุดของมหา'ลัยมากกว่าอยู่ร้านเกม เราน่าจะเอาเวลาที่เสียไปในช่วงมหา’ลัยมาพัฒนาตัวเอง และอีกหลาย ๆ อย่าง

ถ้าวันหนึ่งเรามีลูก เงินที่เราหามายากลำบากเพื่อส่งลูกเรียนแล้วลูกไม่ตั้งใจเรียน เราคงเสียใจ

คงจะจริงดั่งที่ใครบางคนบอก ตอนเด็กเรามักไม่เข้าใจสิ่งที่ผู้ใหญ่พร่ำสอน พอโตขึ้นได้ออกมาเจอโลกจริง ๆ เราจะเรียนรู้และเข้าใจ วันนี้เรานึกถึงคำพูดเหล่านั้น เราเห็นว่าจริง

ปริญ บุญภูพิพัฒน์ 19-01-60
SHARE

Comments