ศิิลปะ/การตลาด บทเรียนจาก Hollywood 2016

ศิลปะย่อมส่องทางให้แก่กันและเราสามารถค้นหาความเป็นจริงได้จากตัวเลขหรือสถิติ สองประโยคนี้สะท้อนถึงความจริงอันน่าสนใจ ผู้เขียนเป็นคนชอบอ่านบทความสรุปความเป็นไปของวงการต่างๆ โดยเฉพาะหลังผ่านหมดปีเพราะมักมีแง่มุมน่าสนใจที่สามารถนำไปปรับใช้กับชีวิตและการทำงานได้ ไม่ว่าคุณจะทำอาชีพใดก็ตาม อย่างน้อยก็ช่วยให้ทันกระแสโลกมากขึ้น


แต่ก่อนมักมีบทความวิเคราะห์เช่นนี้เยอะตามนิตยสาร น่าเสียดายในภาวะสื่อกำลังเปลี่ยนในปัจจุบัน รวมทั้งค่านิยมของคนในประเทศเราที่ไม่สนใจเชิงข้อมูลนัก ทำให้บทความเช่นนี้ถูกนำมาแปล/เขียน เผยแพร่น้อยลง ในโอกาสที่ได้อ่านบทวิเคราะห์วงการหนังฮอลลีวู้ดจากหลายแหล่งเช่น Variety หรือ Indie wire จึงขอสรุปประเด็นน่าสนใจไว้เป็นข้อแบบกระชับสั้นดังนี้


ลองอ่านดู บางทีมันอาจจะทำให้คุณเห็น...เรียนรู้...หรือได้ไอเดียบางอย่างท่ามกลางกระแสโลกอันหมุนเร็ว


1.ถ้าบ้านเรามีการพูดถึงประเด็นการล่มสลายของสื่อเก่ากันมาก วงการหนังระดับโลกอย่างฮอลลีวูดเองที่เป็นยักษ์ใหญ่ระดับโลกก็ประสบปัญหาเช่นเดียวกัน ถ้านับจากค.ศ. 2002 ซึ่งเป็นปีที่สามารถขายจำนวนตั๋วได้สูงสุด หลายปีหลังจากนั้นจนถึงปี 2016 ก็มีแต่ทรงกับทรุด ถ้ามีเม็ดเงินเติบโตก็ไม่ได้มาจากจำนวนคนดู แต่มาจากราคาตั๋วที่เพิ่มสูงขึ้นในทุกปี ซึ่งถือเป็นการเติบโตอย่างไม่ยั่งยืนหรือสวยงามนัก



2.สูตรสำเร็จเก่าเริ่มไม่ได้ผล สิ่งที่น่าสนใจสำหรับปี 2016 คือหนังภาคต่อหรือหนังรีบูทซึ่งเป็นสูตรสำเร็จที่ฮอลลีวูดนิยมใช้เพื่อทำกำไรแบบเน้นชัวร์ ผลลัพธ์หลายเรื่องกลับเป็นความล้มเหลว โดยเฉพาะหนังดังที่ใส่ความสร้างสรรค์มาน้อยอย่างเช่น X-men ภาคใหม่ หรือ ID4 ภาค 2 ดังนั้นการคาดหวังเก็บเงินโดยคิดว่าผู้บริโภคเป็นของตายจากชื่อเสียงเก่าคงไม่ใช่เรื่องง่ายในยุคข้อมูลข่าวสาร และเสียงวิจารณ์กระจายรวดเร็วเช่นนี้





3 ถ้ามองในแง่ดี ในมุมกลับกันปี 2016 ถือเป็นปีที่ผู้ที่ทดลองทำอะไรแปลกใหม่หรือพลิกสูตรไปจากเดิม (แม้จะเล็กน้อย) ได้รับผลตอบแทนที่คุ้มค่า ซึ่งอาจจะถือเป็นผลดีต่อแง่มุมการสร้างสรรค์โดยรวม อย่างเช่นหนังซุปเปอร์ฮีโร่เรต R Deadpool การ์ตูนยุคใหม่ที่มีแง่มุมให้ตีความเช่น Zootopia หรือหนังทุนต่ำขายไอเดียอย่าง don't breathe





4.นอกจากนี้ผลจากความสำเร็จของการ์ตูนหลายเรื่อง ยังเป็นการตอกย้ำว่ากลุ่มเป้าหมายในวงกว้างโดยเฉพาะเด็กยังคงเป็นลูกค้าในฝันที่ดีที่สุด





5.อย่างไรก็ตามมองในแง่ร้ายอีกครั้ง ถึงแม้จะบอกว่าน่ายินดีในเรื่องความพยายามแปลกหรือพลิกสูตร แต่เอาเข้าจริงแล้วเรื่องส่วนใหญ่ที่ประสบความสำเร็จ ก็ล้วนถูกครอบอยู่ภายใต้หมวดเดิมและมีความหลากหลายน้อยมาก หลายเรื่องทำเงิน(แม้สร้างสรรค์) ล้วนเป็นหนังแนวซุปเปอร์ฮีโร่ในจักรวาลของดีซีหรือมาร์เวล ภาคแยกของสตาร์วอร์ หรือกระทั่งอนิเมชั่นของ...ค่ายดังที่มีความเชี่ยวชาญสร้างความฮิตระดับโลกรายเดิมๆ เราหาอะไรที่ฮิตและเป็นออริจินอลจริงได้ยากมาก



6.ความหลากหลายลดลงทุกที ถ้าคุณสังเกตดูให้ดีจะเห็นว่าพื้นที่สำหรับหนังแนวดราม่าหรือโรแมนติกช่างน้อยนิด และกลายเป็นของหาได้ยาก ส่วนใหญ่ถ้าลงฉายก็มักจะถูกลืมเลือนหรือผู้ชมไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่ามันฉายไปแล้ว ถึงแม้กระแสหวนรักของเก่าหรือรีบูทจะมากมาย แต่บรรยากาศแบบยุค 80-90 ที่เต็มไปด้วยหนังดราม่าเล็กๆ หรือหนังรักโรแมนติกที่ฮิตขึ้นมาเป็นของโดดเด่นในแต่ละปี กลับอยู่ในระดับใกล้สูญพันธุ์



7.พลังดาราที่ไม่สำคัญเท่ายุคก่อน ทอมแฮงค์ ไม่สามารถแบก Inferno ให้รุ่งได้ (ในขณะที่ไปได้ดีกับ Sully มากกว่า) รวมทั้งดารา/ผู้กำกับหลายคนอย่าง สตีเฟ่น สปีลเบิร์ก/ จอนห์นนี่ เดปป์ / เบน สติลเลอร์ ที่เคยเป็นชื่อการันตีหนังทำเงินกลับเป็นผู้รับผิดชอบหนังเจ๊งระดับมหากาฬจำนวนมากในปีที่ผ่านมา



8.สิ่งที่น่าสังเกตอีกอย่างคือแบรนด์ที่เคยดัง นอกเหนือวงการหนังอย่างเช่นแดนบราวนด์ หรือกระทั่งเจเค โรว์ลิ่งล้วนเผชิญปัญหาภาวะขาลงที่แสดงให้เห็นว่าการจับความนิยมผูกขาดกินเวลาหลายปีอย่างสมัยก่อนเป็นไปได้ยากแล้ว ถ้าคุณไม่สามารถสร้างผลงานเด่นมากได้ทุกปี หนังอย่าง Fantastic beasts แม้ประสบความสำเร็จแต่มีบทความวิเคราะห์ตั้งแต่ออกฉายว่าถ้าประเมินตัวเลขให้ดี คุณจะเห็นความเสื่อมถอยเพราะคนดูส่วนมากล้วนแต่เป็นคนดูมีอายุ 25 ขึ้นที่แสดงถึงการเป็นแฟนเก่าจักรวาลแฮรรี่ตั้งแต่ยุค 10 ปีก่อน ในขณะที่เด็กอายุน้อยกว่านั้น ที่เป็นลูกค้าที่ควรใส่ใจให้ความสนใจลดลง



9.ช่องว่างระหว่างงานที่นักวิจารณ์ชื่นชมในเวทีรางวัลและผลงานที่ได้รับความนิยมในหมู่มหาชนวงกว้างเริ่มถ่างกว้างขึ้นเรื่อยๆ



10.ข่าวดี! คือดูเหมือนเรากำลังอยู่ในยุคทองของ Creative writing การคิดการเขียนเชิงสร้างสรรค์แปลกใหม่แต่.....ไม่ใช่ในวงการหนังแต่กลับเป็นทีวีโดยเฉพาะช่องอย่าง HBO FX Netflix (เคยมีบทความวิเคราะห์ภาวะสมองไหล คนเขียนบทดีที่ไหลไปอยู่แถวนี้อยู่บ้าง เอาไว้วันหลังมีโอกาสจะเขียนถึงให้ฟัง)



11.จากหลายข้อที่ผ่านมา ทำให้ดาราชื่อเคยดังหลายคน รวมทั้งไอเดียหนังหลายแนวเริ่มต้องไหลจากจอเงินไปพึ่งพาจอแก้วแทน ถ้าในปี 2016 ที่ผ่านมาคุณคิดว่ามีโอกาสเห็นดาราหนังมาเล่นทีวีเยอะแล้ว ในปี 2017 คุณจะได้เห็นเพิ่มขึ้นกว่าเดิมอีก



12.ยุคแห่งสตรีมและออนดีมานด์ เปลี่ยนวิสัยการบริโภคของคนดู ทุกคนต้องการได้ทุกอย่าง ในที่ๆเขารู้สึกสะดวก ทำให้พฤติกรรมการดูหนังแบบเดิมฉายในโรงเริ่มโดนบีบให้เปลี่ยนไปมากขึ้นเรื่อยๆ ล่าสุดช่องว่างระหว่างการฉายโรงและเอามาลงจอทีวีของหลายเรื่องจะยิ่งบีบแคบ กินระยะเวลาน้อยลงโดยเฉพาะหนังที่ไม่ได้ประสบความสำเร็จทางการเงินมากนัก



13.หนังทำรายได้สูงระดับ Top 10 ทั้งในอเมริกาและระดับโลกล้วนแต่เป็นชื่อเดียวกันทั้งนั้น แสดงให้เห็นถึงรสนิยมของผู้คนแต่ละประเทศที่เชื่อมโยงเป็นหนึ่งเดียวตามเทคโนโลยีไปด้วย



14.ตลาดจีนเติบโตสูงและเป็นความหวังของฮอลลีวูดที่ถ้าคุณสังเกตจะเห็นการพยายามสร้างหนังหลายเรื่องโดยยัดดาราจีนลงไปด้วย เพื่อความง่ายในการตีตลาดประเทศนี้นั่นเอง



15.สิ่งที่นายทุนในวงการต้องการหาที่สุด คือหนังประเภท one-size-fits-all model นั่นคือหนังประเภทที่ทำขึ้นมาแล้วสามารถกวาดเงินคนประสบความสำเร็จ ได้รับการตอบรับที่ดีจากคนดูไม่ว่าเพศไหน อายุแบบใด 

อ่านบทสรุปทั้ง 15 ข้อแล้วคุณเห็นอะไรบ้าง หวังว่าจะเจออะไรบางอย่างที่สามารถนำไปปรับใช้ เอาตัวรอดกับชีวิตการงานและธุรกิจในโลกที่ทุกอย่างกำลังแปรเปลี่ยนอย่างรวดเร็วจนเกินจะตามทันครับ 

เขียนลงครั้งแรกที่  https://www.facebook.com/pongwutwriter/

SHARE
Writer
Pongwut
writer
เป็นนักเขียนที่มีผลงานตีพิมพ์ราว 70 เล่ม ทั้งสายวรรณกรรมเข้มข้นควบคู่กับงานเชิงพาณิชย์ เป็นผู้ได้รับรางวัลทางวรณกรรมจากหลายเวทีเช่น พานแว่นฟ้า สุภาว์ เทวกุลฯ ตะวันส่องอะวอร์ด นายอินทร์อวอร์ด เซเว่นบุ๊คส์อะวอร์ด มีผลงานบางชิ้นได้รับการแปลเป็นภาษาต่างประเทศ ล่าสุดในปี 2015 เป็นผู้เข้ารอบสุดท้ายซีไรต์อะวอร์ดจากนิยายเรื่อง 'ประเทศเหนือจริง'

Comments

niji
4 years ago
สาระมากๆ ชอบมากค่ะ
Reply