EPISODE3: BAD DAY
     สำหรับทุกๆ คนบนโลกใบนี้ ผมเชื่ออย่างยิ่งว่า "วันพังๆ" ย่อมเกิดขึ้นถ้วนทั่วไปทั้งนั้น อยู่ที่จะเจอช้า หรือเร็วแค่นั้นเอง และวาระดิถีดังกล่าวนั้น ก็เพิ่งเวียนวนมาเจอกับผมอย่างสดๆ ร้อนๆ วันนี้นี่เอง (เพิ่งจะปีใหม่แท้ๆ เหอะเหอะ...)

     เรื่องมันก็เริ่มขึ้นตั้งแต่หัววัน

     หัววันที่ว่านี่คือหัววันจริงๆ นะครับ ผมหมายถึงเวลาย่ำรุ่งคล้อยจะตีห้า จู่ๆ เสียงเรียกสายมือถือของผมมันก็ดังขึ้นข้างๆ หูในขณะที่ผมกำลังเคลิ้มฝันถึงตัวละครตัวหนึ่งจากหนังชุดแฮร์รี่พ็อตเตอร์ (พับผ่าสิ ฝันดีซะด้วย!) ตัวผมก็งัวเงียสิครับ งัวเงียพลางเอื้อมมือออกไปคว้าต้นเสียงที่วางอยู่ไม่ไกลจากศีรษะของผมมากนัก แสงจากหน้าจอแยงตาผมจนตาสว่าง (เออ เลิศไม่หยุด...) รูปภาพของปลายสายแสดงหราอยู่บนจอ ทำให้ผมรู้ว่านั่นก็คือรูมเมทของผมเอง

     พอเห็นแบบนั้นแล้ว ผมก็นึกขึ้นมาได้สิครับ นางบอกกับผมเองเมื่อคืนก่อนที่จะพล่อยหลับไปว่า "ฉันจะกลับตอนเช้านะ ก่อนแกออกไปทำงาน" ผมก็ได้แต่ "เอ๊ะ...กูไปทำงานตอนแปดโมงนี่นาาา" ว่าแล้วก็ขอดูนาฬิกาให้ชัดๆ อีกที และมันก็แสดงเวลาเป็นตีห้า... ได้แต่สบถในใจนะครับ "อีดอก..."

     หลังจากที่บ่นพึมพำกับตัวเองเสร็จแล้วผมก็ตะเกียกตะกาย ยกร่างตัวเองให้ลุกขึ้น ก่อนจะเตะข้าวของที่วางอยู่ในระยะ TEEN จนระเนระนาด เห็นผมหัวเสียขนาดนี้ ต้องบอกก่อนว่าไม่ใช่นะครับ ผมมองไม่เห็น...

     มือก็ถูกเอื้อมออกไปกดสวิตช์สร้างแสงสว่างให้ห้องที่ตอนนี้มืดสนิทจนมองไม่เห็นอะไรเบื้องหน้าเลย แสงแยงตาอีกรอบจนพร่ามัวไปหมดก่อนที่จะปรับโฟกัสเข้าสู่อาการปกติอย่างที่ควรเป็น มือข้างขวาถูกส่งออกไปอีกรอบเพื่อคว้ากุญแจห้องออกจากที่แขวนกุญแจที่ติดหนึบอยู่บนผนังห้อง

     ประตูห้องถูกเปิดออก ผมก็พาร่างตัวเองลงไปรับเสด็จหม่อมเพื่อนที่เดินทางมาถึง จนกลับมายังห้องแสนรัก เราทั้งสองก็ทิ้งตัวลงนอนไปอีกยกก่อนที่จะต้องออกทำมาหากินกันอีกในตอนเช้า

     และนั่นก็แค่เรื่องแรกของวันนี้นะครับ ยังมีอีกเรื่องที่ทำให้วันนี้เป็นหนึ่งวันพังๆ สำหรับผม ว่าแล้วก็ต้องย้อนกลับไปเมื่อวันศุกร์ที่ผมได้รับภารกิจให้ไปปฏิบัติงานที่ต่างจังหวัด งานง่ายๆ ไม่มีอะไรมากมายก็แค่การเข้าฟังการประชุมและผมต้องทำการสรุปสิ่งที่ได้จากการประชุมในวันนั้นส่งให้กับหัวหน้างานในวันจันทร์ (ซึ่งก็คือวันนี้...)

     เรื่องของเรื่องก็คือ ในความคิดของผมแล้ว ผมเตรียมตัวไปอย่างดีสำหรับการปฏิบัติงานในครั้งนี้ ระหว่างการเดินทางบนรถตู้อันแสนยาวนาน ผู้ร่วมทางทุกคนพล่อยหลับกันไปหมด ในขณะที่ผมหยิบเอกสารการประชุมครั้งก่อนๆ ขึ้นมานั่งอ่านเพื่อเตรียมความพร้อม

     เมื่อไปถึงห้องประชุมสิ่งแรกที่ผมคิดในใจเลยคือ ไม่ต้องนั่งใกล้บอสก็ได้มั้ง เดี๋ยวเขาต้องใช้ไมโครโฟนในการพูดในที่ประชุมเพื่อให้ทุกคนได้ยินอย่างทั่วถึงกัน ผมเองก็จะได้ใช้มือถือที่พกมาให้เป็นประโยชน์สำหรับการอัดเสียงเพื่อนำกลับไปฟังซ้ำอีกครั้งในกรณีที่อาจจะบันทึกไม่ทัน

     แต่แล้ว everything ที่คิดไว้มันก็พัง บอสฝั่งผมที่เป็นต่างชาติ เขาด้นสดปากเปล่าโดยที่ระดับความดังก็พอให้มดที่อยู่เบื้องหน้าแกได้ยิน ในขณะเดียวกันกับอีกฝ่าย บอสชาวญี่ปุ่นก็ตอบโต้กลับมาในลักษณะเดียวกันเป๊ะ ภายในห้องอันเงียบกริบ เราจึงได้ยินเสียงหึ่งๆ ราวกับมีผึ้งบิดเฉียวใบหูไปมา ครั้งแล้วครั้งเล่า จนในที่สุดพอการประชุมจบลง ผมก้มลงมองสมุดบันทึกที่แทบจะไม่ได้อะไรที่เป็นสาระมาเลย...

     และแน่นอนเพราะเหตุนี้เองที่วันนี้ (วันจันทร์...) ผมจึงโดนหัวหน้างานเรียกเข้าพบและได้รับการเทศนาแต่เช้าจนหูชา ส่วนหนึ่งก็เข้าใจดีว่าเราเองไม่พร้อมรับกับสถานการณ์ที่ไม่คาดคิด คงต้องมีการปรับปรุงกันต่อไป แต่สิ่งหนึ่งที่ทำให้มู้ดของทั้งวันมันหม่นหมองไปหมด คงเป็นเพราะความคิดของผมเอง...

     ด้วยความที่ตลอดเวลาที่ผ่านมาเราเป็นคนที่ทำอะไรก็ตาม มันจะต้องดีเลิศและเพอร์เฟค ซึ่งมันเป็นไปได้ยากมากในโลกแห่งความเป็นจริงนี้ มันจึงเป็นส่วนให้เราได้เรียนรู้ว่า ตอนนี้ เรามาอยู่ในโลกกว้าง ในโลกของการทำงาน เราไม่ได้เป็นนักศึกษา อีกต่อไปแล้ว ความผิดพลาดของเราอาจทำให้งานของผู้อื่นไขว้เขว่ไปด้วย ความไม่พร้อมของเรามันอาจทำให้คนอื่นเดินต่อไปไม่ได้ด้วยเช่นเดียวกัน

     สิ่งหนึ่งที่คิดมาตลอดในสมองเล็กๆ นี้ คือจะทำอะไรก็ได้ แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่ขอทำ นั่นคือ ทำให้ใครสักคนต้องผิดหวังเพราะตัวเรา และวันนี้รับรู้ได้ถึงความผิดหวังอย่างชัดเจนจากหัวหน้าที่แสดงออกมาทั้งทางสีหน้า และการพูด มันจึงทำให้วันทั้งวันของผมเอาแต่คิดเรื่องนี้ซ้ำไปซ้ำมาว่าเราพลาดไปได้ยังไง มันจึงกดดันตัวเองในครั้งต่อไป ว่าเราต้องทำมันให้ดี และจะไม่ทำให้ใครต้องมาผิดหวังอีก

เพราะไม่เคยล้ม วันที่ล้ม จึงเป็นวันที่เจ็บมาก     เพราะชีวิตการเรียนที่ผ่านมามันเพอร์เฟค ไม่เคยเจอกับความผิดพลาดอย่างที่ว่า พอมาวันนี้เราได้มาล้มลงในโลกของความเป็นจริง มันจึงเป็นอะไรที่โคตรเจ็บ และหวังว่าจะไม่ต้องรู้สึกเจ็บแบบนี้อีกในวันต่อๆ ไป...


อะลาดู
16 | 01 | 2017
SHARE

Comments