งานคิดสร้างสรรค์ งานอันยากเย็นและเจ็บปวด
          งานคิดสร้างสรรค์ คือ งานที่ต้องเปิดกว้างกับความคิด รับรู้เรื่องราวต่างๆ      ที่เคลื่อนไหวไปมา หาจัวหวะและคว้ามันมาใช้งานให้ได้
ฟังดูน่าสนุก แต่ ...
ความจำกัดส่วนตัวของผม คือ ความขี้เกียจ 
ชอบซุกตัวอยู่แต่ในห้อง อ่านหนังสือพอประมาณ 
ดูคลิปยูทูป ไปเรื่อยๆ
การทำงานเป็นครีเอทีฟฟรีแลนซ์เต็มไปด้วยแรงกดดัน
แม้มีเวลามากมาย แต่กลับต้องเผชิญหน้ากับความว่างเปล่าอยู่บ่อยครั้ง
(คนอื่นอาจจะไม่เป็นนะ)

ผมเป็นคนที่จะรู้สึกสนุกมากตอนขายงานลูกค้า
รู้สึกว่าตัวเองเป็นคนมีพรสวรรค์ในการขายไอเดียแรก ได้ว้าว
ทำให้ลูกค้าตกหลุม อยากเจอเราอีก

ยิ่งประทับใจ ยิ่งคาดหวัง 
นี่แหละความยาก 
การกลับไปหาลูกค้าอีกครั้งกับความว้าวที่มากขึ้น
หรืออย่างน้อยก็ให้ว้าวเท่าเดิม แต่มีดีเทล เจ๋งๆ ไปอวด
และสุดท้าย 
มันจะต้องนำไปสู่การโอนตังค์ก้อนแรกเข้าบัญชีให้ได้ 
สิ่งนี้ถึงจะกลายเป็นอาชีพ

แต่ช้าก่อน อย่าเพิ่งฝันถึงเงิน
ในโลกแห่งความเป็นจริง
มันไม่ง่ายเลย ที่จะกลับไปรอบสอง รอบสาม แล้วมันจะน่าสนใจมากขึ้นเรื่อยๆ 
 
สิ่งที่ต้องทำขั้นต่อไป คือ คิดต่อ 
ไม่ใช่ คิดใหม่ 
เราอาจมีประสบการณ์มากพอที่จะรู้ว่าอะไร “น่าสนใจ” ในหมัดแรก
แต่การจะทำเรื่องที่น่าสนใจ กลายเป็น “ชิ้นงาน”
จนมันถูกจารึกอยู่บนโลกใบนี้ ไม่ง่าย

แน่นอน … ในโลกนี้ ไม่มีอะไรใหม่
คนทำงานครีเอทีฟทั้งหลายคงทราบกันดีว่า
สิ่งที่ทำให้ลูกค้าซื้องาน ไม่ใช่ “สิ่งใหม่” แต่ต้องเป็น “สิ่งที่โดน” 
 
สิ่งที่(ฟังดู)น่าสนใจ กับ สิ่งที่โดน มันคล้ายคลึงกันมาก
ต่างตรงที่ สิ่งที่โดนจะเข้าใจได้เลย และรู้สึกได้ถึงแรงกระทบ

ผมว่าการคิดงานเหมือนกับการแต่งเพลง หรือแต่งนิยาย
เราได้ประเด็น ได้ชื่อเรื่อง ที่น่าสนใจแล้วก็จริง แต่ความยากคือ การใส่เนื้อหา
เนื้อหา คือมุมมอง คือประสบการณ์ คือการปรุงแต่งให้ได้รสชาติ 
ให้ตรงอย่างที่ฝัน
กลายเป็นสิ่งที่เรียกว่า “เรื่องราว” (ชิ้นงานนั้นเอง) 
 
ภาระสำคัญของครีเอทีฟ คือ เล่าเรื่อง
เล่าไปแล้ว ด้นให้น่าสนใจ ห้ามทำให้มันดูติดขัดเด็ดขาด
เล่าไปเรื่อยๆ อย่าหยุดเล่า
ยิ่งสนุก ยิ่งต้องสร้างรายละเอียดให้ชัดเจน
แน่นอน … สิ่งที่จะทำให้ ลื่นไหล เพลิดเพลิน 
เกิดรายละเอียด กระจ่างแจ้งแบบนั้น

ทางเดียว คือ การศึกษา Study วิจัย จะเรียกอะไรก็ตามแต่ 
และบางครั้งเราอาจจะได้ความคิดสำคัญจากเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้องกันเลยก็ได้ 
ถ้าเราหมกมุ่นพอ  

สุดท้ายคือ เล่าเรื่องนั้นให้สนุก สมจริง ไม่ใช่สมจริงตามความเป็นจริง
แต่ต้องสมจริงในแบบที่มันควรเป็น 
มันอาจจะไม่สมเหตุสมผลมาก แต่อาจจะโดนสุดๆ ก็ได้ 
(ไม่ได้พูดให้งงนะ มีความหมายจริง แต่ไม่อยากขยายความตรงนี้ เดี๋ยวออกนอกเรื่อง) 

งานคิดสร้างสรรค์จึงเป็นงานศิลปะ แต่มีศาสตร์ 
ที่ใคร ๆ ก็ทำออกมาดูดีได้เสมอ
ถ้ามีมุมมอง
ที่สำคัญ มันเป็นความงดงาม(หรือโดน)ของใครของมัน
ไม่จำเป็นต้องผลิตผลงานออกมาเหมือนกัน

สุดท้ายผลงานออกมา เราชอบ ลูกค้าชอบ
มันก็กลายเป็นอาชีพได้
แต่บางคน(ไม่ใช่ลูกค้า) อาจจะ ไม่ชอบ งานชิ้นนั้น
ตรงนี้แหละที่เจ็บปวด ความคิดสร้างสรรค์ คือ ตัวตนของเรา
ใครว่า ใครวิจารณ์ชิ้นงาน เราก็เจ็บไปถึงกระดูก 

ไม่เชื่อลอง 
ทำงานสร้งสรรรค์ง่ายๆ (จริงๆ ยากหน่อยจะดี) อะไรก็ได้ที่เข้าทางและถนัด 
ทำให้เสร็จสักชิ้น ด้วยความภูมิใจ 
แล้วให้เพื่อนสนิทวิจารณ์ดู 
ถ้าได้รับแต่คำชม ก็ยินดีด้วย (ระวังลูกเกรงใจ) คุณได้ไปต่อ 555
แต่ถ้าเพื่อนพูดไม่เข้าหู ก็ต้องยอมรับนั้นแหละ 
ความเจ็บปวด

ถ้าเราทำเต็มที่แล้ว เราก็ควรจะนับถือตัวเองให้ได้ 
แม้งานเราจะเป็น “งานห่วย” ในสายตาใครบางคน   

ในทางกลับกันถ้าคำวิจารณ์นั้นมาจาก "ลูกค้า" (พระเจ้า 555) 
คำวิจารณ์ที่ตรงไปตรงมา ที่เราเองก็แอบค้านมันอยู่ในใจ 
เพราะมันเป็นสิ่งที่เราไม่เชื่อ ไม่เคยเชื่อ 
ทั้งที่เราเองบอกตัวเองว่า "เราไม่ได้ทำแบบนั้น ลูกค้าเข้าใจผิด" 
แต่ทำไมมันกลับสร้างความเจ็บปวดบาดลึกได้มากขนาดนั้น
เป็นไปได้ไหม เพราะมันไปโดนโลกด้านที่มืดบอดของเรา
คำวิจารณ์เหล่านั้น อาจกำลังเปิดเผยสิ่งสำคัญที่เรามองไม่เห็น
เพราะมันอยู่นอกเหนือ โลกที่เป็นตัวตนของเรา
มีทางเลือก คือ เรียนรู้โลกใบใหม่จากคำวิจารณ์ 
ความเจ็บปวดนี้อาจจะสร้างเราให้กลายเป็นคนใหม่ อีกคนก็ได้ 
ฟังดูเหมือนจะง่าย พอเจอเข้าจริงๆ 
มือสั่น ใจสั่น อยากจะเถียง อยากโต้แย้ง ใจจะขาด 
แต่ก็ต้องข่มใจ แก้ไขงาน
เพราะคนพูดคือ ลูกค้า 555
ตอนขายงาน มันดันโดน แต่ทำเสร็จออกมาจริงกลับไม่โดน
ลูกค้าค้าไม่ผิดหรอก เราต้องพิจารณาตัวเอง

นี่อาจจะเป็นข้อดีที่ทำให้ผมหลงรักงานคิดสร้างสรรค์ 
เพราะมันขัดเกลาตัวเราอยู่ตลอดเวลา
 
SHARE
Writer
SuebsakunNaksawat
Story Person
[ Logic will get you From A to Z. Imagination will get you everywhere. ] – Albert Einstein [ Language lead you to logic. Travel lead you to imagination. ] - My friend

Comments