บันทึกความรู้สึกเมื่อเขียนครบ 100 เรื่อง
 
1. 
ฉันไม่เคยอยากเป็นนักเขียนเลย ไม่ปรารถนาสักนิด

เคยบอกกับแม่ว่า “อาชีพนักเขียนเป็นอาชีพสุดท้ายที่จะทำ เพราะคงทำได้ไม่ดีเท่าการอ่าน”

แน่นอน ตลอดเวลาที่ผ่านมานับแต่มัธยม 3 ฉันเขียนแทบทุกวัน แต่เป็นการเขียนไดอารี่ สิ่งที่บันทึกคือความรู้สึกของวันนั้น ช่วงขณะนั้นฉันคิดอย่างไรบ้าง

ฉันคิดว่าไดอารี่ช่วงมัธยม 3 จนถึงมหาวิทยาลัยปีที่ 2 คือสนามฝึกฝีมือการเขียนเบื้องต้นของฉัน

2.

ฉันเป็นนักอ่านตัวยง จำได้ว่าหนังสือที่อ่านเล่มแรกคือ เดอะลอร์ดออฟเดอะริง (ตอนนั้นเรียนมัธยม 1) จากนั้นห้องสมุดโรงเรียนคือที่พำนักกายใจของฉัน ฉันอ่านหนังสือแทบทุกเล่มในห้องสมุด ถือเป็นเรื่องดีมากที่คุณครูบรรณารักษ์เลือกหนังสือวรรณกรรมไทยเป็นหลัก หนังสือเข้ารอบรางวัลซีไรต์ หนังสือรางวัลจากคณะกรรมการพัฒนาหนังสือแห่งชาติ การอ่านเติมเต็มโลกทั้งใบของฉัน เมื่ออ่านหนังสือในห้องสมุดเกือบครบทุกเล่ม ตอนนั้นมีห้องสมุดเทศบาลเมืองเปิดใหม่ ฉันไปสมัครสมาชิกทันควันและเริ่มต้นอ่านเพชรพระอุมาที่นั่น หลังจากนั้นเป็นช่วงของการอ่านนวนิยายโดยแท้ อ่านแต่นวนิยาย รวมเรื่องสั้น อ่านจนกระทั่งเรียนมหาวิทยาลัยปี 4 (แน่นอนว่ายืมหนังสือจากห้องสมุดมหาวิทยาลัยเช่นกัน)

ช่วงเริ่มต้นทำงาน เกิดการเปลี่ยนแปลงหลายอย่างในชีวิต ทำให้ฉันและหนังสือห่างกันเรื่อย ๆ ยิ่งพักหลังการเข้ามาของสมาร์ทโฟนดึงเวลาการอ่านของฉันไปมาก สุดท้ายฉันจึงอ่านหนังสือได้เฉลี่ยราวปีละ 12 เล่ม จากที่เคยอ่านสมัยมัธยมปีละ100 กว่าเล่ม

3.

StoryLog ทำให้ฉันกลับมาอ่านหนังสืออีกครั้ง ในช่วงที่เข้ามาในเว็บไซต์นี้แรก ๆ ฉันมีความตั้งใจที่จะพัฒนาฝีมือตัวเอง ฉันเลือกอ่านหนังสือแนวที่แตกต่างออกไป ศึกษาสำนวน ลีลาการเขียน การตัดฉาก จากนั้นจึงเขียน เขียน และเขียนเรื่อย ๆ จนกระทั่งครบ 100 เรื่องในวันนี้

4.

ครั้งหนึ่งฉันเคยบ่นกับพี่สาวว่า ฉันไม่อยากให้อะไร ๆ ในชีวิตและคนรอบข้างฉันต้องเปลี่ยนแปลงไป ในเชิงความสัมพันธ์ที่หมดอายุ หรือการที่ฉันไร้เพื่อนสนิท

พี่สาวของฉันบอกไว้น่าสนใจมาก

เราจะยึดใครเป็นหลักในชีวิตตลอดไปไม่ได้หรอก ถึงที่สุดแล้ว ทุกคนต่างก็มีทางไปเป็นของตัวเอง การยึดเอาใครเป็นที่พึ่ง สุดท้ายเราจะเสียใจเองเมื่อวันนั้นมาถึง 
จากความสัมพันธ์กับเพื่อน(เคย)สนิทที่หายไปอย่างไม่อาจหวนคืน และการอกหักครั้งที่สองในชีวิต สองสิ่งนี้ทำให้ฉันรู้ว่าไม่ควรยึดใครเป็นที่พึ่งไปตลอดชีวิตได้จริง ๆ


5.

การอ่านและการเขียนคือที่พึ่งซึ่งยึดโยงระหว่างฉันกับโลกใบนี้ การอ่านทำให้ฉันหลุดไปอีกโลกหนึ่ง ส่วนการเขียนทำให้ฉันปลดปล่อยความรู้สึกที่อัดแน่นภายในใจ

หนังสือไม่มีวันลาจากฉันไป ตราบใดที่ฉันไม่ละทิ้งมัน

เช่นเดียวกัน การเขียนก็ไม่มีวันที่จะทำให้ฉันเสียน้ำตา แน่นอนว่าฉันอาจจะเคยประกวดรางวัลแคมเปญ Storylog แล้วไม่ได้รางวัล แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้เสียใจ เพราะอย่างน้อยก็ได้เข้าร่วมสนุกกับเว็บไซต์

ฉันอ่านเพราะความสุขและเขียนเพราะความสุข

สองสิ่งนี้เป็นความสัมพันธ์ที่ฉันไม่มีวันสูญเสียไป

การอ่านและการเขียน

SHARE
Written in this book
ประสบการณ์ที่พานพบ
บอกเล่าเรื่องราวในชีวิตที่ได้พบเจอ

Comments

Deux
3 years ago
ครบร้อยเรื่องแล้ว เย้ๆ

ว่าแต่สั้นไปนะ กำลังอ่านเพลิน อ้าว จบซะละ
Reply
niji
3 years ago
ว่าจะร่ายตั้งแต่พ่อแม่เจอกันเพราะชอบอ่านหนังสือเหมือนกันก็เกรงใจคนอ่านค่ะเฮีย 555
การอ่านคือแรงดูด การเขียนคือแรงผลัก อ่านหนังสือมาเยอะขนาดนั้น เมื่อเรื่องเข้าไปอยู่ในสมองเกิดการสมาสปฎิสนธิกับเรื่องอื่น อาจเกิดเป็นเรื่องใหม่ๆ เอามันออกมาครับ
Reply
niji
3 years ago
เป็นการวิเคราะห์ที่เป๊ะมาก ๆ ค่ะ
khwanjai
3 years ago
เขียนแล้วอาจจะไม่รู้ปลายทางของความสำเร็จ แต่รับรู้ได้ถึงความสุขแต่ละขณะที่ปลายปากกาจรดลง หรือเสียงของแป้นพิมพ์ที่พลิ้วไหวตามความคิดที่โลดแล่น ...:)
Reply
niji
3 years ago
เป็นหนึ่งความรู้สึกที่งดงามนะคะ
fangtch
3 years ago
ตามมาอ่านแล้วค้า☺️ ตกใจมากที่ชีวิตของเราแอบเหมือนกัน ตรงข้อ4 เราก็เสียเพื่อนที่เคยสนิทไปเหมือนกัน พร้อมกับการเสียใจอย่างหนักจากการอกหักครั้งที่สองในชีวิต แต่ต่างกันตรงที่พี่สาวเราไม่ได้บอก แต่เราฉุกคิดขึ้นมาได้เอง ^_^ ขอบคุณสำหรับการแบ่งปันเรื่องราวดีๆนะคะ เป็นกำลังใจให้นะ ^^
Reply
niji
3 years ago
ไม่น่าเชื่อเลยว่าจะมีเรื่องราวที่คล้ายคลึงกัน แต่ถึงอย่างไร เราก็ต้องดำเนินชีวิตต่อไปในแบบของเรานะคะ 
porglon
3 years ago
เขียนเยอะมากเลยครับ ตั้ง 100 เรื่องแหนะ
Reply
niji
3 years ago
มีกลอนเปล่า,เขียนบันทึกถึงหนังสือที่อ่านเลยครบ100เร็วค่ะ^_^