นิสิตอวกาศ
เวลา 2 นาฬิกา 59 นาที ตามเวลาอาณาเขตอวกาศ สหพันธรัฐอาเซียน

ตัวผมลอยหลุดจากแรงที่เหนี่ยวผมไว้กับเบาะ หูผมอื้อขณะกระสวยอวกาศวายุภักษ์ที่สลัดชิ้นส่วนขับเคลื่อนหลังจากทะลุชั้นบรรยากาศของโลกออกมาได้สำเร็จ

ก็แน่นอน ใช่ว่าผมจะไม่เคยได้ยินได้ฟังเรื่องอะไรพวกนี้มาก่อน.. ทั้งเสียงอึกทึก ทั้งแรงมหาศาลที่ยึดคุณอยู่กับเบาะ ทั้งความตื่นตะลึงหลังจากนั้น.. แต่อธิบายยืดยาวยังไง มันก็ยังไม่เท่าความรู้สึกจริงๆที่คุณได้มารู้สึกด้วยประสาทสัมผัสทั้งห้า..หรืออาจจะหก ของคุณเองหรอก

ภาพเส้นโค้งเว้าชั้นบรรยากาศของโลกสีฟ้าที่สะท้อนแสงอย่างงดงาม.. สวยกว่าอะไรที่ผมเคยเห็นมาก่อนในชีวิต ภาพท้องฟ้า..ไม่ใช่สิ ภาพอวกาศสีดำสนิท ตัดกับแสงระยิบระยับของดวงดาวมากมายเกินกว่าจะนับไหว เป็นภาพเฉพาะของอวกาศ ที่ผู้คนบนโลกไม่มีทางได้เห็น จากแสงไฟมากมายที่บดบังมันไว้

ภาพไฟกระพริบบนหน้าปัดที่นั่งผู้โดยสาร บอกผมให้คาดเข็มขัด การเดินทางเที่ยวนี้ผมต้องใส่เข็มขัดตลอดเที่ยว พวกวิศวกรคงคิดว่ามันคงวุ่นวายเกินไปที่จะให้นักท่องเที่ยวที่ไร้ประสบการณ์ลอยไปลอยมาเท้งเต้งในสภาวะไร้แรงโน้มถ่วง บนยานโดยสารสุดซับซ้อนของพวกเขา ไม่งั้นได้ชนนู่นชนนี่เละเทะไปหมดแน่ๆ อีกอย่างเที่ยวบินนี้กินเวลาไม่เกินสามชั่วโมง ทนกับเรื่องแค่นี้เป็นอะไรที่สบายมาก

..แสงไฟบนเครื่องเริ่มหรี่ลง

ผมเอนหลังพิงไปบนเบาะ สภาวะไร้แรงโน้มถ่วงทำให้ ผมไม่รุ้สึกอึดอัดหรือรู้สึกไม่สบายอะไรนัก ผมขอถอนคำพูดทั้งหมดที่เคยบ่นพวกวิศวกรพวกนั้นไว้ อย่างน้อยไอ้เบาะนี่กับเข็มขัดก็ไม่ได้แย่อะไรสักเท่าไรคงเป็นเพราะสภาวะไร้แรงโน้มถ่วงนี่ด้วยล่ะมั้ง ผมเลยนอนได้สบายกว่าที่คิด ผมรู้สึกง่วงมากถึงมากที่สุด คงจะเป็นเพราะผมนอนไม่หลับมาตั้งแต่เมื่อคืนวาน

ยานเที่ยวนี้ได้ถูกกำหนดการปล่อยไว้ที่เวลา 1 นาฬิกา 11 นาที..ให้ตายเถอะ จะปล่อยกระสวยอวกาศทั้งทีพี่แกก็ยังเชื่อฤกษ์ยามกันอยู่ ก็นะ "ปลอดภัยไว้ก่อน" และก็ ไอ้ “ไม่เชื่ออย่าหลบลู่” อย่างที่เขาบอก ถ้ามีปัจจัยอะไรเพียงน้อยนิดที่จะทำให้การเดินทางของผมปลอดภัยขึ้น ผมก็ขี้เกียจจะบ่น อีกนัยนึง มันก็ทำให้ผมอุ่นใจดีเหมือนกัน แต่บางทีก็แอบรำคาญตัวเองไม่ได้ ว่าเรียนวิทยาศาสตร์มาไม่รู้กี่ร้อยชั่วโมง ยังเชื่ออะไรพวกนี้อีก แต่ก็ช่างมันเถอะ..

ผมเอนหลัง เสียบหูฟังที่ต่อจากโทรศัพท์ของผมเข้าที่หู ก่อนหลับตาพัก..พบกับในอีกสองชั่วโมงเพื่อนรัก

....

"สวัสดีครับท่านผู้โดยสารกระสวยอวกาศวายุภักษ์ เที่ยวบิน TSC3265 ผมกัปตันรุจน์ ย่างนภากาศ ขณะนี้เหลือเวลาอีกครึ่งชั่วโมงจะถึงมหาวิทยาลัยอวกาศนานาชาติ ท่านสามารถมองเห็นสถานีอวกาศนานาชาติแห่งใหม่หรือไอเอสเอสสองได้จากหน้าต่างฝั่งซ้าย และวงแหวนมหาวิทยาลัยจากหน้าต่างด้านหน้ากระสวยของผู้โดยสาร..ที่จะเป็นจุดที่สว่างสไวที่สุดในด้านนั้น"

กัปตันบรรยายต่ออย่างยืดยาวน่าเบื่อพร้อมกับแปลคำบรรยายทั้งหมดไปเป็นภาษาสากลอีกหลายภาษาของโลก ซึ่งแหงล่ะ เช่นเดียวกับคนอื่นๆ หยุดฟังตั้งแต่พวกเรารู้ว่าจะเห็นสถานีอวกาศนานาชาติได้ยังไงแล้ว

สิ่งก่อสร้างทรงกลม ล้อมรอบด้วยวงแหวนรูปร่างมหึมาราวกับเป็นเมืองทั้งเมืองที่มนุษย์สร้างขึ้นในอวกาศ มันช่างงดงาม ยิ่งใหญ่ น่าแปลกใจที่มนุษย์ตัวกระจ้อยร่อยอย่างพวกเราจะสร้างสิ่งยิ่งใหญ่ได้ถึงขนาดนี้

ความงัวเงียง่วงเหงาทั้งหมดของผมพลันหายไปในทันทีที่ผมได้เห็นสิ่งก่อสร้างมหัศจรรย์นี้..มันใหญ่ยิ่งกว่าภาพใดๆที่ผมเคยเห็นในเน็ตเสียอีก นี่ขนาดผมเอาภาพมันมาตั้งเป็นวอลล์เปเปอร์แล้วนะ หน้ากระดาษนี้ทั้งหน้าก็คงไม่เพียงพอกับการบรรยายความงดงามและยิ่งใหญ่ของมันได้

หลังจากสถานีนานาชาติแห่งเก่าได้หมดอายุลง และถูกทำลายลงไปยังก้นมหาสมุทร สถานีอวกาศแห่งชาติแห่งใหม่นี้ก็ได้กลายเป็นสิ่งก่อสร้างเดี่ยวที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ มหาอำนาจจากทั่วโลกต่างก็ต้องการจะมีส่วนในเค้กก้อนใหญ่นี้ทั้งนั้น

แทบจะทุกประเทศที่มีเงิน หรือยังพอมีเงิน ต่างก็ทุ่มทุนเพื่อช่วยสร้างสถานีอวกาศแห่งนี้ เพื่อที่จะได้สิทธิ์เล็กๆน้อยในการร่วมเป็นเจ้าของสถานีอวกาศนี้และร่วมสภาอวกาศแห่งแรกของโลก

ถึงแม้นาซ่าจะบอกว่าไม่จำกัดจำนวนเงินขั้นต่ำในการสร้าง แต่ก็แหงล่ะ ใครจะยอมน้อยหน้า? ในโลกที่ชื่อเสียงและอำนาจสำคัญยิ่งชีพ

ทั้งสหรัฐที่เศรษฐกิจกะร่องกะแหร่ง พี่บึ้มมหาอำนาจจีน พี่หมีรัสเซีย เจ้าเทคโนโลยีญี่ปุ่น และอีกหลายประเทศทั้งพัฒนาแล้ว กำลังพัฒนา หรือด้อยพัฒนาอย่างบางประเทศและประเทศเรา

หลังจากเศรษฐกิจฟื้นตัวขึ้นมาคงที่ได้ไม่นาน งบประมาณแทบจะทั้งหมดในประเทศก็ถูกตัดลงเหลือต่ำกว่าครึ่ง เพื่อนำเงินไป "บริจาค" สร้างสถานีอวกาศนานาชาติและสถานีมหาวิทยาลัยอวกาศนานาชาติ

แม้ว่าจะมีปัญหาวุ่นวายมากมายในรัฐบาลทหาร ที่แก้ไขปัญหาประเทศได้อย่างกะหร่องกะแหร่ง แต่มันก็กลายเป็นภาพความชาชินที่เจ็บปวดของประชากรในประเทศเราไปแล้ว ทำให้พวกเราได้แต่หวังว่า อวกาศ คงจะเป็นพรมแดนใหม่แห่งความหวังของพวกเรา และผมก็เป็นหนึ่งในผู้ได้รับทุนจากรัฐบาลทหาร ที่ถ้ารู้ว่าผมมานั่งนินทาพวกลุงๆท่านๆอยู่แบบนี้ คงริบทุนกลับไปแทบไม่ทัน ฮ่าๆๆ สิ่งที่อยู่ทางฝั่งซ้ายของผมทั้งยิ่งใหญ่และงดงามมากมายก็จริง แต่นั่นก็ไม่ใช่จุดหมายของผม สิ่งก่อสร้างที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับสองของประวัติศาสตร์มนุษยชาติต่างหาก ที่ผมกำลังมุ่งหน้าไป

มหาวิทยาลัยอวกาศนานาชาติ "International Space College" โครงการต่อยอดของสถานีอวกาศนานาชาติ เพื่อให้ความรู้แก่เด็กๆรุ่นใหม่ ที่เกิดใน"ยุคเทคโนโลยีอวกาศ"

ให้ตายเถอะ ผมน่าจะเกิดทันยุคอินเตอร์เน็ตนะ อะไรๆมันคงซับซ้อนน้อยกว่านี้เยอะ แสงอาทิตย์ยามเช้าที่สะท้อนกับพื้นโลหะอะไรสักอย่างที่มีความทนทานสูงของสถานีมหาลัย ที่ถึงจะเล็กกว่าสถานีอวกาศนานาชาติเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้ดูงดงามด้อยไปกว่ากัน

พวกคุณอาจจะรำคาญความหมกหมุ่นเรื่องอวกาศกันสักหน่อย แหงล่ะ ใครๆก็คงรำคาญกันทั้งนั้น แต่ไอ้สิ่งนี้แหละที่ทำให้ผม คนธรรมดาที่ขี้เกียจตัวเป็นขน ได้มีความฮึดมากพอที่จะ... ขี้เกียจน้อยลงนิดนึง จนได้มาอยู่ที่จุดนี้ บนนี้ "ทุนการศึกษาจากรัฐบาลและกองทัพบกแห่งชาติ เต็มจำนวนจนจบการศึกษา ณ มหาวิทยาลัยอวกาศนานาชาติ"

ความหนักอึ้งของมันที่มาพร้อมกับความคาดหวังของคนทั้งประเทศ ผมก็ไม่ค่อยแน่ใจว่าผมคู่ควรกับมันหรือเปล่า แต่อย่างน้อย ผมก็ไม่ได้โกงข้อสอบ หรือโกงคะแนนอะไรทั้งนั้น (ถ้าท่านจะเชื่อคำผม) ผมอาจจะฟลุค แต่ผมก็มาที่นี่ได้ ด้วยตัวผมเอง

ด้วยความต้องการ ความรัก ความหมกหมุ่นในอวกาศของผม ความเชื่อมัน ว่าข้างนอกนั่นมันต้องมีใครหรืออะไรสักอย่างอยุ่นอกจากมนุษย์กะจ้อยร่อย ไอ้แรงผลักดันบ้าๆพวกนี้แหละ ทำให้ผมมาอยุ่ที่นี่ได้ ผมเหม่อมองสถานีมหาลัย..ที่ที่ผมจะได้ไปอยู่เรียน ไปอยู่กิน ไปใช้ชีวิต ในตลอดห้าปีของผมบนนั้น..ถึงผมจะได้กลับบ้านทุกสองเดือนก็เถอะ แต่มันจะเป็นยังไงกันนะ การอยู่บนอวกาศ มันคงไม่ลำบากมากนักล่ะมั้ง

ผมไม่เคยมีปัญหากับการเปลี่ยนที่อยู่สักเท่าไรอยู่แล้ว..

"First time out here?(ครั้งแรกในอวกาศล่ะสิ?)" ชายหนุ่มที่นั่งข้างๆผมถาม คนเอเชียหน้าตาหล่อเหลาอายุรุ่นราวคราวเดียวกับผม "Yep(ใช่เลย..)" ผมถอดหูฟังออกข้างหนึ่งก่อนตอบพลางยิ้มรับ "I'm Noppakit call me Nop(ผมนพกิจ เรียกผมว่าณพก็ได้)" เขาพูดพลางยื่นมือออกมา เขาคงจะเป็นคนไทยเหมือนกันละมั้ง

"คนไทยใช่มั้ยครับ?" ผมถามเป็นภาษาไทย "อ้าว คนไทยเหมือนกันหรอครับ วันนี้โชคดีจังแฮะ ได้ที่มองเห็นวิว แล้วยังได้เจอคนไทยเหมือนกันอีก" เขายิ้มหน้าบานก่อนจะยื่นมือมาจับมือผม "

"ผมปัจเจก เรียกหนึ่งก็ได้ครับ"

"ปัจเจก สุวรรณคีรี? คนที่ได้ทุนใช่มั้ยครับ?"

"ใช่เลยครับ ฮ่าๆ"

"ว้าววววว วันนี้โชคดีสองเด้งเลยแฮะ สวัสดีครับเพื่อนร่วมมหาลัย"

"อ้าว นี่ไปเรียนเหมือนกันหรอครับ"

"ใช่ครับ สุดสายที่มหาลัยนะครับเที่ยวบินนี้ ฮ่าๆ"

"อ๋อ ผมนึกว่าไปทัศนะศึกษา หรือไปเป็นอาจารย์ อะไรประมาณนั้น ฮ่าๆ"

"เฮ้ยยย ผมว่าหน้าผมไม่แก่ขนาดนั้นนะ"

"ไม่หรอกๆ ล้อเล่นน่ะครับ นี่คงเคยขึ้นมาบนนี้อยู่บ้างแล้วใช่มั้ยครับ”

"ผมเกิดในอวกาศครับ พ่อผมเป็นนายทหารประจำการอยู่ที่ไอเอสเอสสอง ส่วนแม่ผมเป็นทันตแพทย์ประจำการที่ลูนาร์เบส"

"เด็กอวกาศ เจ๋งแฮะ"

"อะไรนะครับ?"

"อ๋อ มหาลัยนี่เจ๋งมากเลยนะ..ว่ามั้ย?"

"ใช่ครับ สวยมากจริงๆ.."

ผมพยักหน้าแล้วยิ้มให้เขาก่อนจะหันกลับมาใส่หูฟัง แล้วมองออกไปด้านนอกอีกครั้ง.. ก่อนที่จะได้รับการทักทายที่ใกล้ชิดขึ้นกับโครงสร้างสถาปัตยกรรมโลหะอวกาศ ทรงวงแหวนใหญ่มหึมา ที่หมุนโคจรอยู่ตลอดเวลาเพื่อสร้างแรงโน้มถ่วงเทียม พร้อมกับภาพสวนสีเขียวในโดมแก้ว อาคารต่างๆ และผู้คนมากมายที่มองจากบนนี้ ดูเหมือนกับมดที่เดินกระจัดกระจายอยู่บนชิ้นโดนัทไม่มีผิดเพี้ยน..

"ท่านผุ้โดยสารทุกท่านโปรดทราบ เที่ยวบิน TSC3265 จะทำการเชื่อมจอดกับประตูที่ 3 ของมหาวิทยาลัยอวกาศนานาชาติในอีกห้านาที ขอให้ผู้โดยสารเตรียมตัวเพื่อการลงจอด"

เที่ยวบินนี้ถึงจุดหมายแล้ว แต่นี่คงเป็นแค่จุดเริ่มต้นในการเดินทางในอวกาศครั้งแรกของผมเท่านั้น..
SHARE
Writer
MheeVariety
Bear with mhee.
Movie lover, Video Game Player, Eccentric Writer

Comments

Momoko
11 months ago
เขียนได้น่าติดตามดีจังค่ะ ^^
Reply
MheeVariety
11 months ago
ขอบคุณนะครับ เรื่องนี้เขียนไว้ครั้งแรกตั้งแต่ปีหนึ่ง ช่วงประมาณ ค.ศ. 2012 นู่นเลย พอดีปัดฝุ่นฮาร์ดดิสก์ตัวเก่า แล้วเจอเป็นไฟล์ .txt อยู่ เลยลองเอามาแก้ไขนิดหน่อย แล้วหาที่ลงดู 5555 
Sukuman
11 months ago
Cool!
Reply
MheeVariety
11 months ago
Thank you :)
Bouquet
11 months ago
บรรยายดี น่าติดตามมากเลยค่ะ :)
Reply
MheeVariety
11 months ago
ขอบคุณครับ