อนาคต ‘ของเขา’
“เป็นพ่อแม่เดี๋ยวนี้เหนื่อยนะ” บทสนทนาของผมกับพี่พนักงานที่ร้านในบ่ายวันเด็กแห่งชาติเริ่มต้นขึ้นแบบไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย

“นั้นสิเฮีย เฟซบุ๊ก ยูทูป เกมส์มือถือ อะไรก็ไม่รู้เต็มไปหมด” เขาตอบอย่างเข้าอกเข้าใจ “แถมไม่พอ โตมาก็ดื้อกันหมดทั้งพี่ทั้งน้อง พูดอะไรก็เถียง บอกเราล้าหลังบ้างหล่ะ ไม่ทันสมัยบ้างหล่ะ” แม้พยายามหัวเราะกลบเกลื่อนแต่ความรู็สึกตัดพ้อถูกส่งพร้อมน้ำเสียงอย่างชัดเจน

ในความซับซ้อนของโลกออนไลน์ที่ทับซ้อนกับโลกของความจริง ในยุคสมัยที่ข้อมูลเข้าขั้นอนันต์ ไม่ว่าไปที่ไหนก็มีเรื่องราวใหม่ๆให้เรียนรู้ได้เสมอในหลากหลายช่องทางที่เข้าถึงได้ง่ายขึ้นทุกขณะ มันเป็นเรื่องที่น่ายินดีที่สิ่งเหล่านี้ทำให้มุมมองของเด็กเจนเนอเรชั่นใหม่นั้นเปิดกว้างมากยิ่งขึ้น แต่ในขณะเดียวกันมันคล้ายเป็นดาบสองคมที่อันตราย ถ้าไม่รู้จักวิธีใช้ที่ถูกต้อง ปล่อยปละละเลยให้เด็กๆที่ยังขาดวุฒิภาวะและการยับยั้งชั่งใจให้ตัดสินเลือกกันเอาเองว่าอยากรู้อะไรบ้าง (ที่จริงผู้ใหญ่บางคนก็ยังไม่ได้อยู่ในจุดที่สามารถเป็นตัวอย่างได้หรอกนะ แต่เราข้ามเรื่องนั้นไป เดี๋ยวยาว)

เมื่อวันก่อนผมมีโอกาสได้อ่านบทความหนึ่งเกี่ยวกับการเลี้ยงลูกสำหรับอนาคตที่กำลังจะมาถึง เขาพูดถึงว่าพ่อแม่ยุคนี้ควรส่งเสริม “ทักษะ” แบบไหนให้ลูกตัวเองเรียนอะไรบ้าง ยกตัวอย่างของผมในยุคอนาล็อคเด็กเกิดปี 80’s - 90’s พ่อแม่ที่พอมีฐานะการเงินก็พยายามผลักดันให้ลูกเล่นเปียโน เรียนไวโอลิน เต้นบัลเล่ เรียนขี่ม้า ฯลฯ ที่มันดูโก้หรูสักหน่อยเพื่อให้ลูกตัวเองนั้นมีความสามารถพิเศษที่มากกว่าเด็กคนอื่น เผื่อไว้ว่าในอนาคตเขาสามารถเอาไปพัฒนาใช้ได้ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง (ชอบไม่ชอบก็ตามแต่จริตของแต่ละคนละกัน)

แต่พอมาถึงยุคที่เรียกว่า “Internet of Things” ที่ทุกอย่างบนโลกใบนี้เชื่อมโยงกันด้วยเครือข่ายใยแมงมุมไร้สายที่เรียกว่าอินเตอร์เน็ตนั้น ทักษะแค่เพียงเล่นดนตรีหรือขี่ม้าเหล่านั้นเริ่ม “Obsolete” หรือเก่าแก่เกินไปที่จะเป็นผลประโยชน์ต่ออนาคตของชีวิตเด็กๆยุคนี้ซะแล้ว แล้วอะไรหล่ะคือทักษะแห่งอนาคต คำตอบที่เขาบอกคือ

“ให้ลูกเรียนเขียนโปรแกรม”

ใช่ครับ...อ่านไม่ผิด เทคโนโลยีนั้นอย่างที่รู้กันอยู่แล้วว่าไม่มีวันหยุดอยู่แค่นี้อย่างแน่นอน การเปลี่ยนแปลงมีอัตราความเร่งที่มากขึ้นเรื่อยๆ เทรนด์มาและไปอย่างรวดเร็วจนน่าใจหาย สินค้าที่เพิ่งโฆษณาเปิดตัวเดือนที่แล้วบางครั้งวันนี้ต้องสร้างโปรโมชั่นเพื่อกระตุ้นการขายกับสินค้าคู่แข่งที่เปิดตัววันนี้ (ดูง่ายๆก็พวกโทรศัพท์มือถือที่ตอนนี้รุ่นใหม่เปิดตัวกันแบบวันเว้นวัน) หรือบางทีนักแสดงดาราที่พุ่งเป็นจรวดติดระเบิดแตกกระจายเป็นพลุบนฟากฟ้า แต่อยู่ได้ไม่นานก็มีพลุลูกอื่นที่สว่างกว่า งดงามกว่า เด่นกว่า ปะทุแตกมาดับรัศมีของพลุลูกก่อนหน้าแบบไม่มีการเกรงใจ ข่าวสารที่มาแบบฉับไวทันด่วนยิ่งกว่าการลวกเส้นมาม่าแล้วฉีกซองเครื่องปรุง หน้าฟีดข่าวที่ถูกกลบด้วยเรื่องราวที่น่าสนใจเพื่อนกี่พันคนแชร์ต่อกันมาบนเฟซบุ๊ก แล้วไหนจะ ig twitter อีกหล่ะ และเทคโนโลยีเหล่านี้ถูกสร้างด้วยมือของเหล่าประชากรที่เรียกตัวเองว่า “Programmer” หรือนักพัฒนาโปรแกรมนั้นแหละครับ

เพราะฉะนั้นความจริงที่หลีกเลี่ยงไม่ได้เลยคือ ต่อไปในอนาคตภาษาคอมพิวเตอร์จะกลายเป็นทักษะที่จำเป็นอย่างแน่นอนไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ในหนังสือ “The Inevitable” (Kevin Kelly) ได้พูดเอาไว้อย่างน่าสนใจว่าในอนาคตนั้นมนุษย์เราจะต้องอยู่ร่วมกับสิ่งที่เรียกว่า “Artificial Intelligence” หรือ AI สมองกลหุ่นยนต์ทั้งหลายแหล่ที่ถูกพัฒนาให้ทำงานอันซ้ำซากน่าเบื่อแทนมนุษย์ และมนุษย์ต้องยกระดับความสามารถของตนเองเพื่อควบคุม “ระบบ” ของพวก AI ทั้งหลายเหล่านี้ และความสามารถที่ขาดไม่ได้เลยคือทักษะความรู้ด้านการภาษาคอมพิวเตอร์ อย่างน้อยๆต้องเข้าใจพื้นฐานเบสิกการเขียนโปรแกรม ไม่งั้นรับรองว่าได้ถูกเหล่าหุ่นยนต์ (ที่ทำงานได้อย่างสม่ำเสมอ แม่นยำ และค่าบำรุงรักษาแสนถูก) แย่งงานไปอย่างแน่นอน

อีกผลประโยชน์ของการเรียนเขียนโปรแกรมคือการคิดวิเคราะห์แบบเป็นขั้นเป็นตอน มีหลักการเหตุผลจากต้นจนจบว่าสิ่งหนึ่งเกิดขึ้นเพราะอีกสิ่งหนึ่ง เป็นการฝึกความคิดของเด็กให้แก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ และถึงแม้ว่าเด็กคนนั้นอาจไม่ได้มีโอกาสที่จะใช้ความสามารถทางด้านการเขียนโปรแกรมเลยในการทำงาน (ซึ่งน่าจะเป็นไปได้ยาก) พวกเขาก็ยังสามารถใช้การวิเคราะห์แบบเป็นขั้นตอนนี้ในชีวิตประจำวันและงานที่ตนเองรับผิดชอบอยู่ดี

ในฐานะที่เรียนจบมาสายโปรแกรมเมอร์ ผมเห็นด้วย 100% ต่อไปในอนาคตเด็กยุคต่อไปต้องมีโอกาสได้ใช้ทักษะเหล่านี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ คล้ายกับภาษาอังกฤษหรือภาษาจีนที่หากเรียนรู้ไว้ โตมาแล้วสามารถใช้ความรู้เหล่านั้นเป็นแต้มต่อในหน้าที่การงานและชีวิตอย่างไม่ต้องสงสัย

แต่ในฐานะพ่อ ผมต้องย้อนกลับมาคิดแบบสองชั้น

มีเพื่อนผมคนหนึ่งเป็นชาวอินเดีย เขาเติบโตมาในสังคมที่แข่งขันกันแบบบ้าคลั่งเพื่อเม็ดเงินจากอาชีพการงานที่มั่นคง การที่ลูกจบมาเป็นหมอหรือโปรแกรมเมอร์ในบริษัทยักษ์ใหญ่ถือว่าเป็นหน้าเป็นตาต่อครอบครัว และที่สำคัญมันเป็นความเชื่อที่ว่าอาชีพเหล่านี้ไม่มีทางอดตาย ในด้านหนึ่งมันก็จริงครับ แต่ในอีกด้านหนึ่งเพื่อนผมคนนี้ที่เป็นโปรแกรมเมอร์ สุดท้ายเขาก็ทนทำในสิ่งที่ตัวเองไม่รักต่อไปไม่ได้ เขาตัดสินใจกลับไปเรียนทำอาหารเพื่อเป็นเชฟแบบที่ฝันไว้มาตั้งแต่เด็ก (แม้ขัดต่อคำสั่งของพ่อแม่และทะเลาะกันบ้านแทบแตก) จนจบออกมาเปิดร้านอาหารเล็กๆที่บ้านเกิด แม้ไม่ได้ร่ำรวยมากและยังต้องมีปากเสียงกับพ่อแม่อยู่บ่อยครั้ง แต่ทุกครั้งที่มีโอกาสคุยกันแล้วผมถามว่าเป็นไงบ้าง นอกจากมีอัพเดทต่างๆนานา สิ่งที่เขาบอกเสมอคือ “เขามีความสุข”

ลูกสาวของผมอายุ 10 เดือน ผมไม่มีทางรู้หรอกว่าอนาคตของเธอจะเป็นแบบไหน จริงอยู่ว่าการเป็นพ่อแม่ยุคใหม่ต้องหูตากว้างไกลและระแวดระวังให้มากขึ้นหลายเท่าตัว แต่นั้นก็เป็นหน้าที่ของพ่อแม่อยู่แล้วไม่ใช่หรือ ไม่ว่ายุคไหนๆ ยุคมนุษย์ถ้ำพ่อแม่ต้องปกป้องลูกจากสัตว์ร้าย ยุคดิจิตอลคนเป็นพ่อแม่ก็ปรับเปลี่ยนมาปกป้องลูกจากสื่อที่เป็นอันตราย ส่วนในรุ่นหลานเหลนผมก็ไม่รู้หรอกนะว่าพวกเขาต้องป้องกันตัวจากอะไรบ้าง (อาจเป็นการโจมตีจากมนุษย์ต่างดาวเหมือนในหนังฮอลลีวู้ดก็ได้ ใครจะรู้) แต่ที่แน่ๆ หน้าที่ของพ่อแม่ไม่มีทางเปลี่ยนไปไม่ว่ายุคไหนๆ เราต้องสร้างรั้วเพื่อคุ้มกันลูกน้อยจากอันตรายและที่สำคัญกว่านั้นคือเตรียมเขาให้พร้อมสำหรับอนาคตข้างหน้า

แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องไม่ลืมว่า อนาคตที่ว่าเป็น “ของเขา” ไม่ใช่ “ของเรา” 
พ่อแม่ทำได้เพียงชี้แนะ เชื้อเชิญ อธิบาย สั่งสอน แต่ไม่ควร “บีบบังคับ” เพราะถึงแม้ว่าลูกสาวของผมโตมาเป็นโปรแกรมเมอร์ มีความรู้ท่วมหัวสามารถควบคุม AI ได้กี่แสนกี่ล้านตัว แต่ถ้าเขาขี่ม้าแล้ว “เขามีความสุข” ผมก็อยากให้เขาเลือกที่จะขี่ม้ามากกว่าจะทนนั่งเขียนโค้ดบังคับหุ่นยนต์ให้ทำงาน ในขณะที่ตัวเองก็กลายเป็นเพียงหุ่นยนต์ที่ไร้หัวใจไปด้วยเหมือนกัน

original post จาก : https://sopons.blog/2017/01/14/its-their-happiness-2/
SHARE
Writer
sopons
writer
ผมมีความสุขกับการอ่านหนังสือ ชอบเดินทางไปในที่ใหม่ๆ เรียนรู้วัฒนธรรมที่แตกต่าง พบเจอเรียนรู้ผู้คน รักการถ่ายรูปและธรรมชาติ มีความสุขทุกครั้งที่ได้นั่งมองเหม่อดูเมฆเคลื่อนตัวบนท้องฟ้า นอนบนทุ่งหญ้าแล้วดมกลิ่นดินที่ลอยคลุ้ง รักและมีความสุขกับการได้คลุกตัวอยู่กับการเขียนหนังสือ ยินดีที่ได้รู้จักทุกคนและพร้อมรับฟังความคิดเห็นเสมอครับ - โสภณ ​ศุภมั่งมี ผลงานหนังสือ : The Nerd of Microsoft, คิดสุดปลายเท้า, สวิสที่ฝัน ในวันที่ตื่น, คิวชู | ภูเขา | เงาจันทร์ | blog : aftertomorrow.co | fb/tw/ig : sopons | Columnist : The Matter, the101.world, GQ Thailand, Don't Magazine | Writer : สนพ. Salmon | Work Contact : 0891919698

Comments

iTimm
3 years ago
^^
Reply
sopons
3 years ago
^_^