ตำนานซ้ายทะลวงไส้ เขาทราย แกแล็คซี่

เมื่อพูดถึงวงการมวยสากลของไทย ชื่อแรกๆที่ถูกพูดถึงมากที่สุด ก็คงต้องเป็นชื่อของ เขาทราย แกแล็คซี่  อดีตแชมป์โลก 115 ปอนด์ของสมาคมมวยโลก (WBA) เจ้าของหมัดซ้ายอันทรงพลังที่คู่ชกหลายคนต่างได้ลิ้มรสชาติหมัดต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า หนักหน่วงรุนแรงหาใครเทียบได้

เขาคือชายผู้เป็นสัญลักษณ์ของตำนานมวยโลกของไทย ที่สามารถป้องกันแชมป์โลกได้ถึง 19 ครั้งจนเป็นสถิตที่ไร้เทียมทานของทวีปเอเชีย ได้เจอผู้ท้าชิงระดับพระกาฬมานับไม่ถ้วน แล้วอีกอย่างที่กลายเป็นที่จดจำจากแฟนมวยในอดีตว่า เขาเป็นนักชกไทยเพียงคนเดียวที่สามารถทำให้ถนนทุกสายโล่งทันที เพราะคนไทยทั้งประเทศจะรีบมาลุ้นฮีโร่ชาวไทยติดจอทีวีกันเลยทีเดียว

ชีวิตในและนอกสังเวียนของเขามีเรื่องราวมากมายที่น่าจดจำ เปี่ยมไปด้วยสีสันราวกับละคร ซึ่งได้เจอเรื่องราวมากมาย แต่นั่นทำให้ชื่อของเขายังเป็นที่พูดถึงจนทุกวันนี้

เผอิญมีเรื่องราวของเขาทรายวางไว้อยู่ เลยจะขอเขียนถึงตำนานนักชกของไทยผู้ไร้เทียมทานผู้นี้



กำเนิดแชมป์โลก

15 กรกฎาคม 2502

คือวันที่ สุระ แสนคำ ได้ลืมตาดูโลกพร้อมกับ วิโรจน์ แสนคำ (เขาค้อ แกแล็คซี่ ภายหลังกลายเป็นแชมป์รุ่น 118 ปอนด์ของ WBA) ด้วยความที่แม่ของพวกเขาชื่นชอบกีฬามวยเป็นชีวิตจิตใจ เวลามีมวยตามงานวัดก็จะต้องพาลูกชายทั้งสองคนไปดูด้วย จนเมื่อพวกเขาอายุห้าขวบ ได้รับของขวัญชิ้นแรกคือ นวมชกมวย ซึ่งเป็นพี่ชายที่จะชื่นชอบ ขณะที่ระ ต่อยบ้างไม่ต่อยบ้าง

สังเวียนในชีวิตแรกของทั้งสองคนคือการสู้กันที่ลานหน้าบ้าน โดยมีเหล่าชาวบ้านในละแวกนั้นเป็นกองเชียร์ ซึ่งทั้งสองต่างก็ใส่กันไม่ยั้งก่อนจะแยกกลับไปซ้อม แล้วดวลกันใหม่

เมื่อเวลาผ่านไป โรจน์ กลับมีแววและไปได้ดีกว่า ขณะที่ ระ ยังไม่ได้จริงจังแต่จู่ๆเมื่อผ่านไปสองปี ระ จึงขอขึ้นชกแทนพี่ชาย ซึ่งการชกทำให้เขาได้ลิ้มรสชาติความเจ็บปวดบนสังเวียน แม้จะชนะคู่ต่อสู้ไปอย่างทุลักทุเล

ตั้งแต่นั้นมา เขาจึงเอาจริงเอาจังและเข้าสู่วงการกำปั้นและใช้ชื่อพี่ชายขึ้นชก ในฐานะ เด่นจ๋า ศิษย์ ฉ.ล. และขึ้นชกจนมีชื่อเสียงระดับหนึ่ง ทำให้ ครูปราการ วรศิริ เจ้าของค่ายเมืองศรีเทพจึงชวนทั้งสองคนไปอยู่ที่ค่าย ก่อนที่ระจะใช้ชื่อใหม่ ด่าวเด่น เมืองศรีเทพ ส่วนชื่อเด่นจ๋าก็กลับมาอยู่กับพี่ชายอีกครั้ง ทั้งสอง ตระเวนชกไปทั่วจังหวัดเพชรบูรณ์และจังหวัดใกล้เคียง จนเริ่มเป็นที่รู้จัก

และชื่อเสียงตรงนี้ที่ไปเข้าตาผู้จัดการที่กลายเป็นผู้จัดการคู่บุญในเวลาต่อมานามว่า "แชแม้"
นิวัฒน์ เหล่าสุวรรณวัฒน์
ก่อนจะกลายเป็นนักชกในสังกัดในเวลาต่อมา



สวมรองเท้าสู่มวยอาชีพ

หลังจากที่ ระ ใช้ชื่อ ดาวเด่นมาหลายปี ก็เปลี่ยนชื่อมาเป็น เขาทราย วังชมพู ซึ่งชื่อเขาทรายมาจากภูเขาที่เป็นเขตกั้นระหว่าง จ.เพชรบูรณ์กับจ.พิจิตร ซึ่งสูงเด่นเป็นสง่า แชแม้จึงมอบชื่อนี้ให้กับระกลายเป็นชื่อที่อยู่คู่กับเขาในที่สุด

เมื่อชกมวยไทยมีชื่อเสียงในระดับหนึ่ง แชแม้จึงให้เขาทรายเปลี่ยนสีเสื้อใหม่เป็น เขาทรายแกแล็คซี่ ซึ่งมาจากที่ซ้อมใหม่บริเวณชั้นล่างของภัตตาคารแกแล็คซี่ ของ คุณอมร อภิธนาคุณ ซึ่งที่นี่กลายเป็นที่ฝึกซ้อมและเป็นจุดกำเนิดของยอดนักชก

แม้ว่าเขาทรายจะชกมวยไทยและสร้างชื่อในเมืองกรุงจนแชแม้เชื่อมั่นว่า เขาจะเป็นยอดมวยไทยในอนคต แต่ก็มีจุดเปลี่ยนสำคัญในชีวิตเขาทรายจนได้

เรื่องมีอยู่ว่า แชแม้ กำลังจัดศึกพลังหนุ่ม วันที่ 17 ธันวาคม 2523 โดยตารางการชกมีมวยสากลนัดอุ่นเครื่องของ พุก ศรีธรรม เจ้าของแชมป์เวทีราชดำเนินในตอนนั้น คู๋ชกเกิดป่วยกะทันหัน แล้วเผอิญเห็นเขาทรายมาดูมวยกับเพื่อน จึงเรียกเขาทรายให้ไปขึ้นชกแทนทันที โดยทีเขาทรายไม่เคยชกมวยสากลอาชีพ แต่วันนั้น พุก คือคนแรกๆที่ได้สัมผัสหมัดระดับโลก ก่อนที่เขาทรายจะชนะไปอย่างเหลือเชื่อในยกที่ห้า

และนั่นคือจุดเริ่มต้นของซ้ายทะลวงไส้ ที่เขาทรายจะใช้หมัดนี้มุ่งสู่ระดับโลก เช่นเดียวกับแชแม้ที่เห็นแววในตัวเขาทรายจึงให้เขาชกมวยสากลอาชีพตั้งแต่นั้น



เพราะ "เขาควาย" ทำให้มีวันนี้

เขาทรายจึงชกอาชีพอย่างเดียวหลังจากชกชนะมา 5 นัดติดต่อกัน จึงมีโอกาสขึ้นชิงแชมป์เวทีราชดำเนินกับ ศักดา ศักดิ์สุรี (ศักดิ์ แกแล็คซี่) ซึ่งการชกในครั้งนั้นเขาทรายสู้ความเก๋าของศักดาไม่ได้แม้จะยืนหยัดจนยกสุดท้ายแต่ก็แพ้คะแนนไป เป็นการแพ้ครั้งแรกและครั้งเดียวในชีวิต

หลังจากนั้นเขาทรายก็ขึ้นชกอีกครั้ง และคราวนี้เขามีเทรนเนอร์ค่อยปรับฟอร์มและสอนเบสิกเต็มตัวเมื่อ แชแม้ ติดต่อ "ครูเฒ่า" ชนะ ทรัพย์แก้ว ที่เคยทำให้ เวนิส บ.ข.ส กลายเป็นแชมป์โลกมาแล้ว รับหน้าที่เป็นเทรนเนอร์ให้เขาทราย

หลังจากที่เขาทรายคว้าแชมป์เวทีราชดำเนินที่ว่าง กับ ศักดิ์สมัย ช.ศริวัฒน์ แชแม้วางเป้าหมายให้เขาทรายมุ่งสู่ตำแหน่งแชมป์โลก ซึ่งทำให้เขาได้เจอคู่ชกระดับโลกมากมาย มาเป็นบททดสอบให้กับเขา ซึ่งก็สามารถเอาชนะทั้งหมด

แต่อย่างไรก็ตามแฟนมวยลังเลและยังไม่ยอมรับในฝีมือ เพราะทุกครั้งที่ชนะก็มักจะบอบช้ำ แล้วตอนนั้นเป็นมวยประเภทแบบบุกโดยไม่คิด บุกลูกเดียว ขนาดปรับความเร็ว แต่ความหนักหน่วงก็ขาดหายไป ซึ่งช่วงนั้นเป็นปัญหาของเขาทราย

บางรายถึงกับปรามาสว่า

แชแม้ไม่น่าตั้งชื่อว่าเขาทรายเลย มันต้องเขาควายถึงจะเหมาะ!

ช่วงนั้นเขาทรายมักจะถูกเรียกเขาควายอยู่ตลอดเวลา แต่ก็ทำให้เขาต้องซ้อมหนักกว่าทุกวันเพื่อจะลบคำครหานี้ออกไปให้ได้ ซึ่งเพราะคำสบประมาทในตอนนั้นเป็นพลังสำคัญที่ทำให้เขาทรายมีวันนี้ได้นั่นเอง


ผงาดสู่ความยิ่งใหญ่จ้าวกำปั้นโล

หลังจากบ่มเพาะประสบการณ์มาร่วมปี จนมีชื่อติดอันดับโลกโดยตอนแรกชื่อของเขาทรายติดอันดับของสภามวยโลก แต่เมื่อทางสภามวยโลก เลือก พเยาว์ พูลธรัตน์ ไปชิงแชมป์กับ ราฟาเอล โอโรโน่ (ภายหลังได้มาเจอกับเขาทรายในเวลาต่อมา)

แชแม้จึงเปลี่ยนเป้าหมายใหม่ไปยังสมาคมมวยโลก แล้วโชคก็มาถึงเมื่อแชมป์โลก จิโร่ วาตานาเบ้ ขัดคำสั่งของสมาคมแล้วไปชกกับพเยาว์ที่คว้าแชมป์จากโอโรโน่ ทำให้สมาคมจึงต้องปลดวาตานาเบ้ ออกจากการเป็นแชมป์

และเป็นโอกาสทองของเขาทราย ที่จะได้ชิงแชมป์โลกกับรองแชมป์โลกอันดับหนึ่งจากโดมินิกันนามว่า ยูเซบิโอ เอสปินัล ซึ่งระเบิดศึกที่เวทีราชดำเนิน เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2527 ซึ่งวันนั้น เขาทรายแบกความหวังของคนไทยทั้งประเทศและยืนหยัดสู็จนหมัดทะลวงไส้แผลงฤิทธิ์ในยกที่ 6 ทันทีที่กรรมการสับมือยุติการชกผู็ชมในสนามและคนไทยทั้งประเทศก็โห่ร้องด้วยความยินดี

เขาทรายคว้าแชมป์โลกมาครองได้สำเร็จและกลายเป็นจุดเริ่มต้นของตำนานมวยผู้ยิ่งใหญ่



ป้องกันแชมป19 ไฟต์

หลังจากได้แชมป์โลกมาคราวนี้เหล่านักชกจากทั่วโลกต่างมาท้าชนกับเขาทราย โดยคนแรกที่มาขอพิสูจน์ฝีมือ เป็นนักชกแดนกิมจินามว่า ดอง ฮุน ลี  วันที่ 6 มี.ค.2528 เวทีราชดำเนิน  ซึ่งการชกในวันนั้น เขาทรายยิงหมัดซ้ายส่งผู้ท้าชิงนอนบิดทรมานใน ยกที่ 7 แล้วเป็นครั้งแรกที่ โกฮง พงษ์ ถาวรวิวัฒน์บุตร ได้เข้ามาเป็นเทรนเนอร์เต็มตัวแทนครูเฒ่า กลายเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้เขาทรายเอาชนะคู่ต่อสู้นับไม่ถ้วน

ไฟต์ถัดมาเผชิญหน้ากับ ราฟาเอล โอโรโน่ อดีตแชมป์ WBC ที่คราวนี้ขอมาชิงเส้น WBA จากเขาทราย ซึ่งเขาทรายเอาชนะในยกที่ 5 ก่อนระฆังจะหมดเพียงวินาทีเดียว เมื่อวันที่ 21 ก.ค.2528
จากนั้นในเดือนธันวาคมปีเดียวกัน เอ็ดการ์ มอนเซรัส จากปานามา ก็ถูกส่งมาเป็นด่านทดสอบให้กับเขาทราย ซึ่งสุดท้ายจบลงที่ยกสอง

วันที่ 1 พ.ย.2529 ในการป้องกันแชมป์ครั้งที่ 4 คราวนี้ได้ไปป้องกันแชมป์นอกบ้านครั้งแรก ที่หมู่เกาะคูราเซา คราวนี้ต้องเจอ อิสราเอล คอนเทรัส อดีตแชมป์ 118 ปอนด์สมาคมเดียวกัน มาคราวนี้ขอลดรุ่นเจอกับเขาทราย ซึ่งเป็นศึกที่หนักหนาสาหัสไม่น้อย แต่ในยกที่5 เขาทรายใช้ซ้ายทะลวงไส้ยิงใส่ลำตัวผู้ท้าชิงจนลุกไม่ขึ้น ผ่านด่านทดสอบในการป้องกันแชมป์อย่างงดงาม

หลังจากนั้นในวันที่ 28 ก.พ.2530 คราวนี้ไปเยือนอินโดนิเซียท่ามกลางผู้ชมนับแสน  เพราะที่นี่คือถิ่นของแชมป์ทางฝั่งสหพันธ์มวยนานาชาติ IBF นามว่า เอลลี่ ปิกัล ที่ขอพิสูจน์ฝีมือ ซึ่งเป็นศึกหนักกว่าคราวก่อนเพราะไล่บี้ยืนหยัดจนถึงยกที่ 14 ที่ผู้ท้าชิงเริ่มออกอาการ จนเขาทรายชิงโอกาสไล่อัดก่อนที่ปิกัลทรุดลงคามุมจบการชกเขาทรายรักษาแชมป์ไว้ได้

หลังจากกลับมาจากแดนอิเหนา อีก9เดือนต่อมา ก็เอาชนะ เบียง กวาง ชุง จากเกาหลีใต้ในยกที่3 ในวันที่ 12 ต.ค.ปีเดียวกัน

ศึกป้องกันแชมป์ครั้งที่7 ในวันที่ 26 ม.ค.2531 เขาทรายเปิดศึกสายเลือดกับ ก้องธรณี พยัคฆ์อรุณ (พี่ชายของสามารถ พัยคฆ์อรุณ) ที่เวทีลุมพินี ถือเป็นศึกสายเลือดครั้งที่สองของไทยซึ่งเป็นศึกที่แฟนมวยต่างให้ความสนใจเป็นอย่างมาก

แต่พอถึงวันชก ก้องธรณีกลับวิ่งวนเวที ดักรอเขาทรายอยู่ฝ่ายเดียวจนครบ12ยก ชนะคะแนนขาดลอยท่ามกลางเสียงวิจารณ์ต่างๆนาๆที่เกิดขึ้นในแมตช์วันนั้น แล้วเป็นครั้งแรกที่เขาทรายน็อคคู่ต่อสู้ไม่ลงหลังจากที่น็อคมาตลอด

9 ต.ค.ปีเดียวกัน เดินทางไปให้ ชาง โอ ชอย ชิงเข็มขัดถึงถิ่น เอาชนะในยกที่ 7 ก่อนจะป้องกันแชมป์ครั้งที่ 9 กับ แต อิล ชาง ที่สมุทรปราการวันที่ 15 ม.ค.2532 แล้วเอาชนะไปได้ในยกที่2 ซึ่งศึกครั้งนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่มีการแจกทอง และนักการเมืองเข้ามาจัดมวยโดยครั้งนี้ได้ นาย วัฒนา อัศวเหม รับหน้าที่เป็นประธานจัดแข่งขัน

8 เม.ย.2532 เขาทรายเดินทางมายังแดนอาทิตย์อุทัยเป็นครั้งแรก เพื่อป้องกันแชมป์ครั้งที่ 10 กับยอดมวยของญี่ปุ่นนาม เคนจิ มัตสึมุระ ซึ่งเป็นอีกครั้งที่เขาทรายชนะคะแนนไปเพราะเกิดแผลแตกทำให้ต้องเปลี่ยนฟอร์มการชก แต่อย่างไรก็ตามทั้งคู่ต้องได้เจอกันอีกแน่นอน

29 ก.ค.2532 กลับมาป้องแชมป์ครั้งที่ 11 ซึ่งเป็นไฟต์บังคับกับมวยโคลอมเบีย อัลเบอร์โต้ คาสโตร แล้วเอาชนะในยกที่10 ไปอย่างทุลักทุเล ก่อนจะเดินทางไปป้องกันแชมป์ครั้งที่12 ที่ญี่ปุ่นอีกครั้ง เพื่อเจอกับ เคนจิ มัตสึมุระ อีกครั้ง คราวนี้เขาทรายไล่บี้จนเคนจิสิ้นลายในยกสุดท้าย

29 มี.ค.2533 ป้องกันแชมป์ครั้งที่ 13 เจอกับ คอบบร้า อาลีบัลงก้า ไอ้งูเห่าจากฟิลิปปินส์ ซึ่งไฟต์นี้นี้เกือบไม่รอด เพราะก่อนการชกเขาทรายเพิ่งประสบอุบัติเหตุรถคว่ำ ซึ่งยกแรกก็โดนหฟมัดผู็ท้าชิงร่วงจนโดนนับก่อนจะเอาคืนในยกที่5 ที่เขาทรายต่อยไอ้งูเห่าไปนอนจนหมดพิษสง หลังการชกเขาทรายได้รับรางวัลนักชกยอดเยี่ยมจากสมาคมมวยโลกอีกด้วย

30 มิ.ย.2533 ชุนนิชิ นากาจิม่า นักชกซามูไรหนุ่มเดินทางมายังเชียงใหม่ เพื่อจะกระชากเข็มขัดจากเอวเขาทรายในศึกป้องกันตำแหน่งครั้งที่ 14  แต่ก็เจอพลังของหมัดทางแชมป์ชาวไทยไล่บี้จนกรรมการยุติการชกในยกที่8 หลังจากนั้นในวันที่ 29ก.ย. ที่สุพรรณบุรี เอาชนะคิม ยอง กัง ในยกที่6 ป้องกันแชมป์ครั้งที่ 15 

9 ธ.ค.2533 ชนะน็อก เออร์เนสโต้ ฟอร์ด จากปานามาในยกที่ 6 นอกจากป้องกันแชมป์ครั้งที่16ได้แล้ว หลังการชกก็ได้มีจัดพิธีหมั้นระหว่างเขาทราย กับ ยูมิโกะ โอตะ แฟนสาวชาวญี่ปุ่นที่เริ่มมาเชียร์ตั้งแต่ป้องกันแชมป์ครั้งที่10 ที่เพชรบูรณ์บ้านเกิด

7 เม.ย. 2534 เอาชนะ ปาร์ค แจ ซุก ป้องกันแชมป์ครั้งที่ 17 ที่ สมุทรสงคราม ในยกที่ 5 ก่อนที่จะชนะ เดวิด กรีแมน ในการป้องกันแชมป์ครั้งที่ 18 ที่ จ.สมุทรปราการ

22 ธ.ค.2534 เป็นศึกป้องกันแชมป์ครั้งสุดท้าย ครั้งที่19 เจอกับ อาร์มันโด้ คัสโตร ที่ สนามเทพหัสดิน ซึ่งเอาชนะคะแนนและสามารถป้องกันแชมป์ได้ถึง 19ครั้งกลายเป็นสถิติที่ยังคงอยู่จนทุกวันนี้และเขาทรายก็อำลาสังเวียนไปอย่างยิ่งใหญ่

ตลอด 7ปี  19 ครั้ง 145ยก ที่เขาทรายพิชิตคู่ต่อสู้นับไม่ถ้วน กลายเป็นตำนานที่แฟนมวยยังคงพูดถึงปัจจุบันและจะพูดถึงไปอีกตราบนานเท่านาน.....

 
  ข้อมูลประกอบการเขียน
- มวยสยาม EXTRA ฉบับที่ 3 เขาทรายแกแล็คซี่
-https://th.wikipedia.org/wiki/เขาทราย_แกแล็คซี่
- คลิปรายการ แฟนพันธุ์แท้ 2013 3 พ.ค. 56 (เขาทราย)




SHARE
Written in this book
เรื่องเล่าติดปลายนวม
รวมเรื่องราวน่าสนใจบนสังเวียนผืนผ้าใบ
Writer
DreamerWriter25
Rookie Writer
นักเขียน / นักฝัน (สมัครเล่น)

Comments