ไม่เหนื่อยเลยสักนิด
ปังๆๆ! 

เขาทุบประตูรัวด้วยสองกำปั้น แถมไม่สนสักนิดว่ามันจะดังสนั่นไปถึงหูผู้คนที่อยู่ห้องใกล้เคียงหรือไม่ เพราะในวินาทีนี้เขารู้สึกร้อนรนในใจ  และมีความต้องการเพียงอย่างเดียวแค่ว่า ต้องเปิดประตูบานใหญ่ตรงหน้าออกให้ได้

เมื่อยังไม่มีการตอบรับจากผู้ที่อยู่ภายใน เขายิ่งรู้สึกร้อนรนใจหนักมากกว่าเดิม เพราะนี่ถือเป็นสัญญาณที่เลวร้ายเกินไปสำหรับความรู้สึกของเขาในตอนนี้

เขาตัดสินใจวางถุงพลาสติกที่หิ้วติดตัวลงบนพื้นหน้าประตู รวบรวมพละกำลังเท่าที่มี โถมร่างตัวเองกระแทกประตูเข้าอย่างเต็มแรง!
 
ปัง!
 
หลังจากที่ประตูถูกเปิดออกอย่างแรงจนมันกระแทกเข้ากับผนังห้องดังปัง ตัวเขาเองก็ล้มลงไปกองกับพื้นไม่เป็นท่า เขาสัมผัสได้ถึงความเงียบภายในห้องที่เผชิญหน้าเข้ามา

ใจเขาสั่นระรัวเกินกว่าจะพรรณนา เหงื่อไหลโทรมกายอย่างไร้สภาพ เขาค่อยๆลืมตามองภาพตรงหน้าอย่างที่เคยทำมาแล้วเกือบร้อยกว่าครั้ง
 
บนพื้นกลางห้องมีเก้าอี้สีฟ้าตัวใหญ่วางตั้งอยู่แน่นิ่ง เขาค่อยๆไล่สายตามองจากขาเข้าอี้ไปจนเห็นปลายเท้าขาวซีดของใครคนหนึ่งที่แน่นิ่งไม่แพ้กัน

หัวใจเขาแทบแตกสลายเมื่อได้เห็นภาพนั้น ความรู้สึกจุกที่ไม่สามารถบรรยายได้กำลังถั่งโถมเข้าร่างอย่างไม่เป็นชิ้นดี เขาไม่กล้ามองอะไรมากไปกว่าปลายเท้าขาวซีดคู่นั้น เพราะมันเกินความสามารถของเขาในตอนนี้

เขาก้มหน้าลงกับพื้น หลับตาปี๋สนิทเสียยิ่งกว่าตอนที่ต้องพยายามทำให้ตัวเองนอนให้หลับ เขาแทบไม่เข้าใจว่าการหายใจอย่างถูกวิธีนั้นควรทำอย่างไร

ตุบๆ 

เปลือกตาที่ปิดสนิทในตอนแรก เริ่มแง้มออกอย่างค่อยเป็นค่อยไปเมื่อได้ยินเสียงอะไรบางอย่าง  

เขากระพริบตาอยู่ภายใต้ความมืด และเริ่มรู้สึกใจชื้นขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก เมื่อเขาเริ่มใจชื้นขึ้น เขาจึงเริ่มรู้วิธีการหายใจอย่างถูกวิธี เข้าสูดหายใจเข้าลึกแสนลึก พลางเผยยิ้มออกมา

“ลงมาเถอะครับ...”

เขาหอบหายใจระรัว แต่ก็พยายามเอ่ยพูดด้วยน้ำเสียงแหบพร่า เขารู้สึกว่าคอตัวเองแห้งเป็นบ้า แต่ก็ค่อยๆเงยหน้าขึ้นมองภาพตรงหน้าอีกครั้ง

เขาเงยหน้ามองขึ้นสูงอีกนิด จนเห็นใบหน้าเล็กจิ้มลิ้มแต่ดูไร้อารมณ์ซึ่งกำลังจดจ้องมองลงมา ศีรษะเล็กๆที่กำลังถูกบ่วงเชือกเส้นหนารัดรอบเป็นวงอย่างรู้หน้าที่ไม่ได้ดูดีสักเท่าไหร่

เขารู้สึกเกลียดบ่วงเชือกนั้นเข้าไส้ อยากกระตุกมันลงมาให้สาแก่ใจ แต่ก็คิดไปว่า ถ้าทำแบบนั้นในตอนนี้ มันก็คงไม่ต่างจากการฆาตกรรมใครสักคนสักเท่าไหร่

“ผมซื้อบะหมี่เกี๊ยวหมูแดงมาฝาก ลงมากินด้วยกันเถอะครับ”

เขาลูบหน้าลูบตาตัวเองอย่างผู้มีสติหวนคืน พลางหยิบผ้าเช็ดหน้าออกมาจากกระเป๋าเสื้อ  ค่อยๆเช็ดเหงื่อตรงต้นคออีกครั้งอย่างแผ่วเบา พลันค่อยๆลุกขึ้นยืนทั้งที่ยังรู้สึกขาสั่นไม่หาย

เขาเดินกลับไปที่ประตูหน้าห้องอีกครั้ง ก้มหยิบถุงพลาสติกที่มีห่อบะหมี่เกี๊ยวอยู่ในนั้นขึ้นมา เขาแตะฝ่ามือลงบนผิวถุงอย่างระวัง น้ำซุปยังร้อนอยู่ พอๆกับอุณหภูมิในร่างกายที่ยังครุกรุ่นเพราะเพิ่งผ่านพ้นวินาทีเฉียดเป็นเฉียดตายมาหมาดๆ  
 
“นี่” น้ำเสียงเล็กไร้อารมณ์เอ่ยเรียกในขณะที่เขาเดินกลับเข้ามาในห้องอีกครั้ง  

“ครับ” เขาตอบรับพร้อมยิ้มบางพลางปิดประตูห้อง
 
“คุณรู้มั้ยว่าฉันเหนื่อยแค่ไหนกว่าจะจัดการทุกอย่างได้เรียบร้อยขนาดนี้”

“ครับ... คุณคงเหนื่อยน่าดู ถ้าอย่างนั้นคุณลงมาก่อนเถอะนะ”

เธอมองเขาอย่างเบื่อหน่ายพลางทอดถอนลมหายใจ แต่ก็ยอมถอนศีรษะออกจากบ่วงเชือกอย่างว่าง่าย พลางเคลื่อนมือขึ้นกระตุกเชือกสองสามครั้งเหมือนต้องการทดสอบอะไรบางอย่าง ทว่าสายเชือกที่ถูกขึงสูงขึ้นไปยังตัวพัดลมเพดานห้องกลับเหนียวแน่นเกินกว่าที่จะหลุดร่วงลงมาได้ง่ายๆ

“ฉันได้ยินเสียงตึงตังมาแต่ไกล  เป็นนักวิ่งรึไง” เธอเหลือบมองเขานิ่ง พลางเอ่ยถาม

“สมัยเรียนผมเป็นนักวิ่งตัวแทนของโรงเรียน ผมทำเวลาได้ดีในรายการแข่งขันวิ่งระยะสั้นครับ”

“แล้วเป็นนักวิ่งเนี่ย เขาสอนให้พังประตูห้องด้วยรึไง”

“ผมมีประสบการณ์เรื่องพังประตูห้องเพราะคุณคนเดียวเลยครับ”

เธอเผยยิ้มให้เขา แต่กลับเป็นรอยยิ้มที่ดูหมดอะไรตายอยากจนน่าขัน เธอก้าวลงจากเก้าอี้พลันนั่งลงบนเก้าอี้ตัวนั้นด้วยท่าทีเหน็ดเหนื่อย

เธอจดจ้องเขาที่เอาแต่ยืนยิ้มกริ่มอย่างพึงพอใจ เธอคิดไม่ออกว่าจะต้องรู้สึกอย่างไรเมื่อได้เห็นภาพตรงหน้า

เขาชูถุงบะหมี่เกี๊ยวให้เธอดูพร้อมรอยยิ้มพลางชี้นิ้วไปที่เคาท์เตอร์ครัว เธอพยักหน้ารับอย่างรู้กัน และรอเขาจัดการเรื่องอาหารการกินด้วยการนั่งอยู่ที่เก้าอี้ตัวเดิม

เธอเงยหน้าขึ้นมองบ่วงเชือกที่ห้อยต่องแต่งอยู่ด้านบนอยู่อย่างนั้น...  เธอหลับตาลง...
 
“ผมขอโทษนะครับที่ต้องพังประตูเข้ามา” เขากลับมาพร้อมถาดอาหารและชามบะหมี่

“เอาไว้ตอนที่ฉันตาย คุณค่อยขอโทษทีเดียวเลยก็ได้ ฉันฟังคุณขอโทษเรื่องนี้มาเป็นสิบๆรอบแล้ว มันน่าเบื่อนะ”

เขายิ้มแหยๆ พลางส่งชามบะหมี่ให้เธอด้วยท่าทีกระตือรือร้น

“ครั้งนี้เหนื่อยมากหรือครับ”

“ฮืม...” เธอตอบแต่เพียงสั้นๆ

“แล้วก็หิวด้วยใช่มั้ยครับ”

“ก่อนหน้านี้ก็ไม่ แต่ตอนนี้ชักจะหิวแล้วละ”

“ถ้าอย่างนั้นก็กินเลยครับ คราวนี้ผมแบ่งหมูแดงให้คุณหมดเลย”

เขาคีบหมูแดงชิ้นโตใส่ลงในชามของเธอ ส่วนในชามของเขาจึงมีเพียงแค่เส้นหมี่เหลือง ผักกวางตุ้งสีเขียวสด และน้ำซุปแต่เพียงเท่านั้น

“นี่คุณให้ฉันเองนะ” เธอมองหมูแดงในชามตัวเอง พลางเหลือบมองเขา

“ผมใจดีครับ” เขายิ้มกริ่มกระตือรือร้นดูพอใจตัวเอง

ชายหนุ่มและหญิงสาว นั่งกินบะหมี่ด้วยกันอย่างเงียบๆ แต่ถ้าจะพูดให้ถูก เขากำลังนั่งกินบะหมี่อยู่บนพื้น ตรงข้ามกับเธอซึ่งกำลังนั่งกินบะหมี่อยู่บนเก้าอี้ตัวเดิม ทั้งสองกินบะหมี่ไปเรื่อยๆอย่างเงียบๆ ไม่มีแม้แต่บทสนทนาใดๆถูกส่งถึงกัน ยกเว้นเสียงซู้ดซาดจากแรงดูดเส้นบะหมี่ของคนทั้งสองที่ดังเสียยิ่งกว่าเสียงครางหึ่งของพัดลมเพดานห้อง

"ชีวิตของฉันวนเวียนอยู่กับความรู้สึกต้องการที่อยากจะจบชีวิตลงแทบทุกวัน”

หลังจากที่หมูแดงชิ้นสุดท้ายลงไปกองอยู่ในท้องของเธอ จู่ๆเธอก็พูดขึ้น

“ผมได้ยินคุณพูดประโยคนี้มามากกว่าร้อยครั้งแล้วครับ” เขาดูดเส้นบะหมี่พลางมองเธอตาไม่กระพริบ

“ไม่ใช่ว่าฉันเป็นคนซึมเศร้าหรือเบื่อโลกอะไรทำนองนั้นหรอกนะ แต่เป็นเพราะฉันรู้สึกว่า ตัวเองอยากจะพักผ่อนไปตลอดกาลแค่เพียงเท่านั้น”

“ผมเข้าใจครับ คุณเป็นคนที่ดูเหนื่อยมากกว่าคนอื่นๆหลายร้อยเท่า” เขาส่งกระดาษทิชชู่ให้เธอ เธอรับมาพลันเช็ดหน้าผากของตัวเองด้วยท่าทีเลื่อนลอย

“และในขณะที่ฉันยังไม่ได้ตัดสินใจทำในสิ่งที่ว่านั้นสักที ...ไม่ซิ ฉันไม่เคยทำมันได้สำเร็จต่างหาก” เธอจ้องเขานิ่ง ส่วนเขาก็ได้แต่หลบตาเธออย่างรู้สึกผิด

“ฉันจึงต้องเลือก และเริ่มลงมือทำในสิ่งที่อยากทำให้ได้ในแต่ละวัน” เธอลุกออกจากเก้าอี้ เดินไปที่ตู้ปลาตรงมุมห้อง พลันหยิบเอากระปุกอาหารปลาขึ้นมา เธอค่อยๆหยอดอาหารเม็ดเล็กๆให้แก่เจ้าปลาทองที่ดำผุดดำว่ายอยู่ในตู้อย่างผู้ไม่มีทุกข์ร้อนใดๆ

“นั่นเป็นความคิดที่ยอดเยี่ยมมากครับ” เขามองดูปลาทองในตู้ สลับกับมองดูเธอด้วยความชื่นชม

“ที่ฉันต้องทำ ก็เพราะว่าตัวฉันคงไม่มีทางรู้ และไม่สามารถแน่ใจอะไรได้เลยว่า วันไหนที่ตัวเองจะเลือกจบชีวิตลงเพื่อตอบสนองความต้องการข้างต้นที่ว่านั้น วันไหนที่ฉันจะไม่มีชีวิตอยู่อีกต่อไปกลับเป็นเรื่องที่คาดการณ์ล่วงหน้าไม่ได้ และถ้าหากเสี้ยววินาทีนั้นมาถึงจริงๆ มันก็คงเป็นเรื่องยากที่ฉันจะรู้ตัวว่าตัวเองได้ทำอะไรลงไป"

"แล้วคุณแน่ใจหรือเปล่าว่า การที่คุณกำลังบอกเล่าให้ผมฟังต่อเรื่องที่ว่านี้ คุณยังรู้ตัวเองดีอยู่"

เขาเอ่ยถามอย่างใสซื่อ พอๆกับหน้าตาและรอยยิ้มแสนซื่อนั้น ส่วนเธอก็ได้แต่มองเขานิ่ง และเริ่มขมวดคิ้วบ่งบอกอารมณ์ให้เขาได้สัมผัส เธอกลับมานั่งลงบนเก้าอี้ตรงหน้าเขาอีกครั้ง

"ฉันรู้ตัวดี แล้วก็มั่นใจด้วยว่า ตัวเองไม่ได้พูดอะไรผิดไปเลยสักนิด" เธอตอบอย่างมั่นใจ

"ถ้าอย่างนั้น...” เขาทอดเสียงยานคาง

“อะไร” เธอซัก
 
“ถ้าอย่างนั้น ผมก็คงต้องขอเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตคุณเสียหน่อยแล้วละครับ" เขาพูดอย่างจริงจัง

"ทำไม ? เพื่อ ? " เธอขมวดคิ้วสงสัยอย่างหนัก

"ก็เพื่อที่ว่า คุณอาจจะอยากลองทำอะไรสักอย่างเพื่อใครสักคน... เรื่อยๆไปในทุกๆวันยังไงละครับ"

เขาตอบเธอด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน จดจ้องดวงตาไร้อารมณ์ของเธออย่างจริงจัง จนสัมผัสได้ถึงประกายสั่นไหวภายในที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน และแม้นแต่ตัวเธอเองก็ไม่มีทางรู้ตัวต่อเรื่องที่กำลังเกิดขึ้นนี้

"คุณรู้ตัวหรือเปล่าว่ากำลังพูดอะไรออกมา" เธอโน้มใบหน้าลงไปใกล้ใบหน้าเขา กระซิบถามราวกับต้องการดึงสติเขา

"ผมรู้ตัวดี แล้วก็มั่นใจด้วยว่า ตัวเองไม่ได้พูดอะไรผิดไปเลยสักนิด" เขามั่นใจ

“ถ้าเป็นแบบนั้น  ฉันจะไม่รู้สึกเหนื่อยมากขึ้นไปกว่าเดิมเหรอ”

เธอถามเขาด้วยน้ำเสียงสงสัยแต่ก็ยังดูไร้อารมณ์  ส่วนเขาก็เอาแต่ยิ้ม  พลันเคลื่อนมือขึ้นมาประคองใบหน้าเธอเอาไว้ด้วยความรู้สึก...รักใคร่

 
“ถ้าคุณได้ลองทำอะไรสักอย่างเพื่อใครสักคนเหมือนอย่างที่ผมทำเพื่อคุณอยู่เสมอ คุณจะรู้สึกได้ถึงพลังบางอย่างแถมไม่เหนื่อยเหมือนผมเลยสักนิดครับ”
 
SHARE
Writer
Chomsuk
N .POLARIS
เธอผู้ซึ่งเขียนความรู้สึกเป็นตัวอักษร

Comments

eventuallyalone
13 days ago
ชอบมาก มาก :)
Reply
Chomsuk
12 days ago
ขอบคุณจ้าา ขอบคุณที่แวะมาอ่านกันนะคะ :)
Hok45
12 days ago
เป็นบทความดำดิ่งมาก 55 ชอบคับ
Reply
Chomsuk
9 days ago
5555 ขอบคุณที่ชอบนะคะ :)