รำลึก "The Fabulous Four"  สี่ทหารเสือยุคทองแห่งวงการมวยโลก

สวัสดีปีใหม่ย้อนหลังทุกคนครับ

ก็ขอให้ทุกคนมีความสุขกายและใจตลอดปีนี้นะครับ และขอบคุณที่เข้ามาติดตามมาตลอด

ประเดิมปีใหม่ ผมเริ่มหลงใหลในกีฬากำปั้นอีกครั้งหลังจากที่ห่างหายไปหลายปี ผมจะขอหยิบเรื่องราวหนึ่งซึ่งได้ชื่อว่า มันเป็นยุคทองของวงการมวยโลกและเป็นยุคที่น่าจดจำยิ่งกว่ายุคไหนๆเลยก็ว่าได้ แม้ผมจะไม่ได้อยู่ในช่วงเวลานั้น (ยังไม่เกิดเลย ฮ่าๆ) แต่จากที่ได้ฟังเรื่องราวอันยิ่งใหญ่ก่อนจะลองไปหาคลิปจาก YouTube รวมถึงบทความจากนิตยสารหมัดมวยของไทยและเทศและตามเว็บไซต์

เมื่อลองเอามาประกอบรวมกัน มันทำให้ผมได้เห็นและรู้สึกว่า

เฮ้ย! มันส์มากว่ะ ฮ่า

ยุคที่ผมจะเล่าคือ "ยุคสี่ทหารเสือ" หรือที่ฝรั่งเรียกว่า "The Fabulous Four" มันเป็นยุคที่แฟนมวยต่างยกย่องให้เป็นยุคที่ดีที่สุดเท่าที่วงการมวยเคยมีมา ยุคที่มวยรุ่นกลาง (รุ่น147-168ปอนด์) มีสีสันจากฝีมือของสี่ยอดนักชก ที่ได้ชื่อว่าเก่งที่สุดในยุคนั้น ที่ว่ากันว่าหากได้เจอกันเมื่อไร รับประกันได้เลยว่า สนุกจนแทบไม่อยากจะลุกเก้าอี้ เพราะทั้งสองต่างสาดกำปั้นชนิดไม่มีใครยอมกันจนกว่าจะหมดยกสุดท้าย

เป็นอีกตำนานที่ยังอยู่ในความทรงจำของเหล่าผู้คลั่งไคล้กำปั้นจนถึงปัจจุบัน



 ก่อนจะเล่าเรื่องราวต่อจากนี้ มาทำความรู้จักกับนักชกทั้งสี่คน ใครเป็นใครกันบ้าง

ชูการ์ เรย์ เลียวนาร์ด (Sugar Ray Leonard) นักชกที่ฉายแววตั้งแต่วงการมวยเสื้อกล้ามในฐานะเจ้าเหรียญทองโอลิมปิค ปี1976 ที่ มอนทรีอัล แคนาดา ก่อนจะชกอาชีพในปี1977 เขาเป็นนักมวยมากพรสวรรค์ ว่องไว หมัดทุกหมัดที่ปล่อยเฉียบคมและคาดเดายาก เขาสามารถพลิกเกมแทบทกครั้งจากที่ตกเป็นรองจะกลับมาคุมเกมอยู่บ่อยครั้ง มีหมัดโปโล (ที่จะควงหมัดใส่เป็นเอกลักษณ์) เป็นอาวุธ  แม้จะเป็นมวยประเภท Boxer แต่เขาก็สามารถคุมเชิงได้ไม่ว่าจะลุยหรือตั้งรับก็ตาม

โรเบร์โต ดูรัน (Roberto Duran) ไอ้หมัดหินจากปานามา ยอดมวยทรหด ที่สร้างชื่อจากการคว้าแชมป์โลกรุ่น 135 ปอนด์สมาคม WBA ก่อนจะสร้างสถิติป้องกันแชมป์ได้ 12ครั้ง ซึ่งหลังจากล้มแชมป์กับ เอสเตบัน เด เฮซุส แชมป์ทางฝั่ง WBC จึงเลื่อนมาชกในรุ่น 147 ปอนด์

จุดเด่น ของดูรันคือ ทรหดอดทน และใจนักสู้เต็มพิกัด ที่พร้อมจะเดินลุยตะบั้นหน้าแบบไม่กลัวตาย ซึ่งสมญานามว่าหมัดหินนั้นมาจากหมัดของเขาที่หนักหน่วงรุนแรงนั่นเอง

โธมัส เฮิร์นส์ (Thomas Hearns) ยอดมวยจากดีทรอยต์ เจ้าของสมญานามว่า "The Hitman" เป็นนักชกสูงยาวเข่าดี ผู้มีช่วงชกที่ยาว ว่องไว ซึ่งทำให้เขามีอาวุธอันทรงพลังนั่นคือ ฟลิกเกอร์แย็ป (Flicker Jab) ที่รวดเร็วราวกับแส้ เป็นยอดมวยประจำค่าย Kronk Gym อันลือชื่อของ เอ็มมานูเอล สจ๊วต เทรนเนอร์ระดับโลกที่ปลุกปั้นมากับมือ

มาร์วิน แฮ็กเลอร์ (Marvin Hagler)  แม้เขาจะเป็นมวยขวาโดยธรรมชาติแต่เมื่อได้รับการขัดเกลาให้เป็นมวยซ้าย จึงกลายเป็นมวยที่ชกได้หนักหน่วงทั้งสองหมัด แถมเป็นมวยลุยแบบสุขุม มีธาตุทรหดอดทนไม่แพ้สามคนที่กล่าวมา

ทั้งสี่คนคือสุดยอดนักชกรุ่นกลาง ที่แฟนมวยต่างคาราวะและเป็นที่สุด ซึ่งทั้งสี่คนเมื่อพบกันต่างก็พร้อมงัดวิชาเต็มพิกัดและไม่ทำให้แฟนมวยผิดหวังเมื่อได้พบกัน



ปฐมบทตำนานยุคสี่ทหารเสือ ได้เริ่มต้นขึ้น เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 1980 ที่มอนทรีอัล แคนาดา ซึ่งเป็นการพบกันระหว่าง เลียวนาร์ด พบกับ ดูรัน ที่หาญกล้ามาเจอกัน โดยมีเข็มขัดแชมป์โลกของ WBC รุ่น 147ปอนด์ เป็นเดิมพัน ซึ่งตลอดการชก ต่างฝ่ายต่างประเคนหมัดกันเอาเป็นเอาตาย ซึ่งครบ15ยก (กติกาในเวลานั้น) เป็นไอ้หมัดหินที่ทำให้ เลียวนาร์ดลิ้มรสชาติคำว่าพ่ายแพ้เป็นครั้งแรก ซึ่งศึกในครั้งนี้ต่างขนานนามให้ว่า "The Brawl in Montreal"

หลังจากนั้นอีก5-6เดือนต่อมาในวันที่ 25 พฤศจิกายนปีเดียวกัน ทั้งคู่จึงกลับมาพบกันอีกครั้ง หากคราวนี้ ดูรันเกิดยอมแพ้เอาดื้อๆ "No Mas...No Mas" ขอยอมแพ้ในยกที่8 ทำให้เลียวนาร์ดชนะไป ซึ่งการยอมแพ้ของไอ้มนุษย์หินกลายเป็นที่น่าจดจำและงุนงงจนทุกวันนี้

เข้าสู่ปี 1981 วันที่ 16 กันยายน ศึกล้มแชมป์สองสถาบันในรุ่น 147 ปอนด์ ระหว่าง เลียวนาร์ด แชมป์ WBC ที่คราวนี้ขอพิสูจน์ฝีมือกับแชมป์ WBA นามว่า โธมัส เฮิร์น บนสังเวียนในลาสเวกัส รัฐ เนวาด้า สหรัฐฯ

ศึกคราวนี้ถ้าดูภาพรวม ดูเหมือนเฮิร์น จะได้เปรียบทุกประตูและมีแนวโน้มว่าจบยกเขาจะต้องชนะ แต่ในยกที่14 เลียวนาร์ดกลับคุมเกมเฮิร์นเสีนเองไล่ชกไปเรื่อยๆ จนกรรมการยุติการชก ทำให้เลียวนาร์ดกลายเป็นเจ้ามวยโลกคนใหม่ในเวลานั้นที่ได้แชมป์ถึงสองสถาบันได้สำเร็จ

10 พฤศจิกายนในปี1983 คราวนี้ถึงคิวดูรันที่จะต้องเจอกับที่สุดของรุ่น 160 ปอนด์อย่าง มาร์วิน แฮ็กเลอร์ ซึ่งมีเข็มขัดแชมป์สามสถาบัน WBC, WBA, IBF และเป็นอีกครั้งที่คนดูไม่ผิดหวังเพราะทั้งคู่งัดกลเม็ดออกมาใช้ให้หมด แล้วเข้าแลกหมัดชนิดว่าต้องมีใครซักคนล้มไปกอง ซึ่งเป็นแฮ็กเลอร์ที่เอาชนะไปได้แบบหวุดหวิด

15 มิถุนายน 1984 ดูรันได้พิสูจน์ฝีมือกับเฮิร์นในศึกชิงแชมป์ของ WBC ในพิกัด 154 ปอนด์ ซึ่งการชกในวันนั้น ดูรันเจอหมัดขวาของเฮิร์นถึงกับล้ม ก่อนจะลุกนับ8มาได้ แต่ก็เจอเฮิร์นบุกไม่ยั้งก่อนจะส่งดูรันลงไปนับอีกครั้ง

พอเข้ายกที่สองดูรันและเฮิร์นแลกหมัดกันแบบลืมตาย แต่ท้ายสุดเฮิร์นยิงขวาที่เก่าเวลาเดิมทำเอามนุษย์หินลอยกลางอากาศแล้วล้มลงในที่สุด ชัยชนะจึงตกเป็นของเฮิร์นไปโดยปริยาย

15 เมษายนในปี 1985 เฮิร์นต้องเจอกับแฮ็กเลอร์ ชิงแชมป์ 160 ปอนด์ของ WBC ซึ่งศึกนี้คือศึกที่แฟนมวยพูดถึงมากที่สุดเมื่อเอ่ยถึงยุคสี่ทหารเสือ เพราะทันทีที่ระฆังดังขึ้นทั้งคู่ไม่ลีลาเข้าหาแล้วแลกหมัดกันทันทีชนิดว่าแค้นกันมาก่อน ยกนี้กลายเป็นยกที่ติดตาเพราะทั้งคู่ไม่ยอมแพ้ ซึ่งแลกหมัดจนผู็ชมลุกขึ้นมาดูกันเลยทีเดียว เมื่อมาถึงยก3 แฮ็กเลอร์ ยิงขวาใส่จนเฮิร์นเสียสูญก่อนจะโดนแฮ็กเลอร์ซ้ำจนร่วงในยกนี้ทำให้ โล้นซ่ากลายเป็นยอดมวยในรุ่น 160 ปอนด์ไร้เทียมทาน

หลังการชกเฮิร์นถึงกับให้ทีมงานอุ้มกลับห้องพักเลยทีเดียว

6 เมษายน 1987 คราวนี้แฮ็กเลอร์ ได้เจอคู่ต่อกรสมน้ำสมเนื้อ ซึ่งไม่ใช่ใครอื่นนอกจาก ชูการ์
เรย์ เลียวนาร์ด หลังจากที่เลิกมวยไปสองครั้ง ทนกลิ่นสาบนวมไม่ไหวจึงหวนคืนสู่สังเวียนอีกครั้ง คราวนี้มีแชมป์ 160 ปอนด์ของ WBC เป็นรางวัลให้กับผู้ชนะ

การชกในวันนั้นเลียวนาร์ดที่ห่างหายจากเวทีไปนาน ยังคงโชว์ฝีมือได้อย่างยอดเยี่ยม ขณะที่แฮ็กเลอร์ก็ไล่ตะบี้ตะบั้น แต่พอครบ12ยก กลับเป็นเลียวนาร์ดที่ชนะคะแนนไม่เป็นเอกฉันท์ ก่อนจะคว้าแชมป์ได้สำเร็จ ส่วนแฮ็กเลอร์ก็เลิกมวยไปในที่สุดหลังชกกับเลียวนาร์ดเสร็จ

เข้าสู่ปี 1989 ซึ่งเป็นช่วงปลายยุคทองของพวกเขา ตอนนี้เลียวนาร์ด ได้มีโอกาสคิดบัญชีกับสองอริเก่า โดยเริ่มจากวันที่ 12 มิถุนายน 1989 ขอเจอกับ โธมัส เฮิร์น ภาคสอง ซึ่งคราวนี้มีแชมป์ WBC รุ่น 168 ปอนด์ ซึ่งเฮิร์นที่คราวนี้ทำการบ้านมาดี แต่จบลงที่เสมอกัน ก่อนที่ เฮิร์นจะเลื่อนไปชกในรุ่น 175 ปอนด์ต่อไป

7 ธันวาคม 1989 คราวนี้เลียวนาร์ดให้ ดูรันแก้มือเป็นครั้งที่สาม ขณะดูรันหวังจะล้างอายในไฟท์สองที่ขอยอมแพ้ไป ซึ่งคราวนี้เป็นแมตช์ชิงแชมป์รุ่น 168 ปอนด์ของ WBC ซึ่งเลียวนาร์ดเป็นเจ้าของตำแหน่ง ซึ่งทั้งสองฝ่ายต่างทำการบ้านมาดีเช่นเคย แต่เมื่อครบยกเป็นเลียวนาร์ดที่ชนะคะแนนเอกฉันท์และป้องกันแชมป์ได้สำเร็จ แล้วยังเป็นศึกครั้งสุดท้ายของยุคสี่ทหารเสือ เหลือเพียงแต่ความทรงจำมาจนทุกวันนี้



หลังจากนั้นทั้งสี่คนต่างก็ไปตามเส้นทางของตัวเอง

เลียวนาร แพ้ในการป้องกันตำแหน่งกับมวยรุ่นน้องอย่าง เทอร์รี่ นอริส ในวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 1991 ก่อนจะเลิกมวยไปอีกครั้ง (เลิกบ่อยเหลือเกิน) ก่อนที่ในปี 1997 กลับมาชกครั้งสุดท้ายจริงๆ กับ เฮคเตอร์ คามาโช ในการชกชิงแชมป์ IBC รุ่น 160 ปอนด์ ซึ่งสภาพร่างกายร่วงโรยตามกาลเวลา ทำให้ถูกคามาโชน็อคในยกที่5 จึงเลิกมวยไปอย่างถาวร

ปัจจุบันเขายังวนเวียนอยู่ในวงการในฐานะ โปรโมเตอร์, ผู้บรรยายและเคยเป็นพิธีกรรายการเรียลลิตี้เฟ้นหายอดมวยอย่าง The Contender

ดูรัน ยังคงชกมวยต่อไปในยุค90  แพ้ชนะสลับกันไป โดยหนึ่งในการชกคือการชกกับ วินนี่ ปาร์เซียนซ่า ชิงแชมป์ IBC ทั้งสองครั้ง ก่อนที่ในปี1998 จะได้ชิงแชมป์โลกในวัย 47 ปี กับ วิลเลี่ยม จ็อปปี้ เจ้าของเข็มขัดแชมป์WBAวัย 28 ปี ก่อนจะแพ้ในยกที่ 3

ไฟท์สุดท้ายคือการเจอกับ เฮคเตอร์ คามาโช ในปี2001 (ก่อนหน้านี้เจอกันในปี1996) ก็แพ้อีกตามเคยจนทำให้ไอ้หมัดหินจึงแขวนนวมในที่สุด

เฮิร์น ชกมวยจนแขวนนวมในปี2000 ก่อนจะเลิกจริงๆในปี2006 หลังจากเลิกมวยเขาจึงมาปั้นลูกชายตามรอยเส้นทางสายกำปั้นเหมือนกับเขา

แฮ็กเลอร์ ผันมาเป็นผู้บรรยาย และยังวนเวียนอยู่ในวงการจนถึงปัจจุบัน



นี่คือเรื่องราวของยอดมวยแห่งยุคสี่ทหารเสือ ที่ถือว่ากลายเป็นตำนานหน้าหนึ่งของประวัติศาสตร์มวยโลก ที่ครั้งหนึ่งวงการมวยกลับสนุกสนานตื่นเต้นนเร้าใจที่ทั้งสี่ได้ประหมัดด้วยกัน ซึ่งภาพแบบนี้ไม่มีโอกาสได้เห็นอีกแล้วในวันนี้ แม้ว่าจะมีนักชกหน้าใหม่เกิดขึ้นและมีลีลากการชกที่ประทับใจ

แต่แฟนมวยคงไม่มีทาง ที่จะลืมสี่ยอดมวยแห่งยุค 80 อย่างแน่นอน.....



ข้อมูลประกอบการเขียน

http://topicstock.pantip.com/supachalasai/topicstock/2012/03/S11864933/S11864933.html

http://topicstock.pantip.com/supachalasai/topicstock/2011/07/S10775083/S10775083.html

สารคดี The Fabulous Four Boxing Greatest Rivalry












 
SHARE
Written in this book
เรื่องเล่าติดปลายนวม
รวมเรื่องราวน่าสนใจบนสังเวียนผืนผ้าใบ
Writer
DreamerWriter25
Rookie Writer
นักเขียน / นักฝัน (สมัครเล่น)

Comments

10Recorder47
3 years ago
Sugar Ray นี่เป็นขวัญใจวัยเด็กเลยครับ
Reply
DreamerWriter25
3 years ago
รุ่นผมคงเป็น De la Hoya  ถ้าสี่ทหารเสือ Ray กับ Duran คือไอดอลเลยครับ