คาบเรียนปรัชญา(แหวก)เที่ยงคืน: บทที่ 1 จุดร่วมของความรักและปรัชญา
คุณเคยสงสัยมั้ยว่า ม้าสี่ตัวลักษณะไม่เหมือนกัน แต่ทำไมเรารับรู้ว่าทั้งหมดนั้นคือม้า?
    คำถามตามหลักปรัชญาของเพลโตสะท้อนก้องอยู่ในความคิดของผมกลางดึก คำตอบที่ถูกต้องคือ "แบบ" ของม้าที่จะสนองความรู้สึกและเติมเต็มชุดความรู้ของเราเกี่ยวกับ "ม้า" หากกล่าวตามเพลโตแล้ว บนโลกนี้ไม่มีม้าตัวไหนสมบูรณ์ที่สุดหรือพูดง่ายๆว่า "ม้าที่เป็นม้าที่สุด" ล้วนแล้วเป็นคอนเซปต์ของหลักการ "รูปแบบของสิ่งต่างๆ" ซึ่งหากหาคำตอบที่ลึกลงไปกว่านั้น ม้าที่เป็นม้าที่สุด คือม้าบนโลกของแบบ 

    ฟังแล้วไม่ใช่เรื่องง่ายเท่าไหร่ที่จะเข้าใจในหลักปรัชญา ๆ หนึ่งในระยะเวลาเพียงสองสามนาที 
เกอเธอร์ นักปรัชญาชาวนอเวย์กล่าวไว้ในหนังสือ "โลกของโซฟี" นิยายยอดเยี่ยมของเขาว่า "มันเป็นการยากที่จะสอนให้ผู้คนให้เป็นนักปรัชญา แต่คงง่ายกว่าถ้าจะสอนให้ผู้คนรู้วิธีคิดแบบนักปรัชญา" ซึ่งเขาค่อนข้างพูดถูกในเรื่องนี้

    ดังนั้นปรัชญากับความรักมี "แบบ" ที่ใช้ร่วมกันอยู่อย่าง

คำถามและคำตอบ
    แน่นอนมนุษย์เกิดมาพร้อมกับความกังขาและตั้งคำถามกับทุกๆสิ่งตั้งแต่แรกเกิด ความรักจึงเกิดขึ้นจากคำถามเช่นกัน ทำไมเราถึงรู้สึกอยากดูแลคนๆหนึ่งตลอดไป? เมื่อเราไม่สมหวัง อะไรคือบ่อเกิดของความเศร้า? และพร้อมด้วยอีกร้อยแปดข้อกังขาในความสัมพันธ์ เมื่อมนุษย์รู้สึกเคว้งคว้าง เป็นธรรมดาที่ต้องการสักอย่างมายึดเหนี่ยวจิตใจเหมือนอย่างที่เราต้องการสักคนมากอดให้อุ่นข้ามคืน

    หากเปรียบแล้ว มนุษย์มักจะมองเห็นสองขั้วใหญ่ๆในการยึดเหนี่ยวกล่าวคือ
1. ศาสนา2. วิทยาศาสตร์
    สองขั้วนี้รบราทางความคิดมาร่วมหลายหลากศรรตวรรษ ด้านนึงคือความรู้สึกในขณะที่อีกด้านคือข้อเท็จจริง ว่าแล้วจึงเกิด

1.5 ปรัชญา

    บางครั้งที่คนเรามักจะมองหาจุดร่วมมากกว่าคำตอบที่ถูกต้องที่สุด ความก่ำกึ่งของสองขั้วความคิดจึงให้หลักปรัชญาเกิดขึ้นมา มันอยู่มาก่อนและจะตายทีหลังทั้งศาสนาและวิทยาศาสตร์เนื่องจากความกังขาในตัวมนุษย์ไม่มีวันหมดสิ้นเหมือนมวนบุหรี่ในมือของผู้เขียนเมื่อเดือนธันวาคม 

    ด้วยความที่ความรักก็มีลักษณะคล้ายกับปรัชญา จุดร่วมของมันคือการหาคำตอบเช่นเดียวกันว่าสุดท้ายแล้วชีวิตรักจะจบลงแบบใด มีมนุษย์หลายจำพวกหมกมุ่นกับข้อเท็จจริงมาก..จนเกินไปทำให้ลืมความสนุกของชีวิต การที่เราไม่รู้ทุกเรื่องเป็นพรที่สมบูรณ์ของพระเจ้าก็ว่าได้ เช่นเดียวกับความรัก หากเรารู้ทุกอย่าง คาดหวังได้ทุกๆอย่าง ความรักยังคงหวือหวาน่าค้นหาอยู่อีกหรือไม่? 

    คนส่วนมากที่เชื่อมั่นในความสมบูรณ์แบบ พยายามค่อนชีวิตเพื่อดำเนินชีวิตรักของเขาไปตามแผน เพราะพวกเขารักและพึงใจในความมั่นคง แต่หากกล่าวถึงผู้คนอย่างผู้เขียนแล้ว ความมั่นคงมันดูน่าเบื่อและไม่มีศิลป์ในตัวเอาเสียเลย (หัวเราะ) 

    คิดดูเอาหากเรารู้ว่าพรุ่งนี้เราจะเลิกกับแฟนสุดที่รักของเรา คืนนี้ทั้งคืนคงไม่ได้หลับปกติ อาจนอนจมกองความผิดหวังและความกลัวรวมทั้งเพื่อนสนิทคนเก่า "น้ำตา" ทั้งคืนเอา โสกราตีส นักปรัชญาผู้โด่งดังของกรีกให้คำคมไว้ให้ผู้คนอีกสองพันกว่าปีหลังขบคิดว่า "ผู้ที่ฉลาดที่สุด คือผู้ที่ไม่รู้อะไรเลย" มนุษย์หลายจำนวนพยายามพิสูจน์ว่าตนคือผู้อยู่เหนือ รู้แจ้งทุกอย่าง แต่แท้จริงแล้วเราไม่สามารถรู้ทุกอย่างได้ในจักรวาลหรือแม้แต่ตัวตนของเขาเอง โสกราตีสคงหัวเราะเยาะมนุษย์หลายจำนวนที่พยายามทำนายอนาคต ทำนายดวงชะตาความรัก ซึ่งก็เป็นเช่นนั้นจริงๆเพราะหากเขายังมีชีวิตอยู่คุณคงไม่ชอบเขาเท่าไหร่(รวมทั้งผู้เขียนด้วยไม่ต้องห่วง) 

    บ้างก็ว่าความรักเป็นเรื่องละเอียดอ่อน เป็นเรื่องสวยงาม แต่สำหรับนักประพันธ์ชาวฝรั่งเศษอย่างซาร์ต "Jean Paul Sartre" ผู้ซึ่งนิยมในลัทธิ Existentialism ของเขากลับกล่าวไว้ว่า
ความรักเป็นชุดความรู้ที่ปัญญาอ่อนที่สุด
   เนื่องจากมันไร้ซึ่งเหตุและผลที่สุด ซาร์ตบ่งไว้ว่าความรักมันเป็นตัวปิดกั้นเสรีภาพและธรรมชาติของมนุษย์ เนื่องด้วยแก่น(Essence) ของมันแย้งซึ่งเหตุและผลต่างๆตามหลักการของนักปรัชญา
การเกิดขึ้นของมันคลุมเครือและไม่แน่ชัดรวมทั้งการดับสูญของมันอีกด้วย พ่อหนุ่มชาวฝรั่งเศษนักเสียดสีตัวพ่อคนนี้ดูจะชังและหมั่นไส้ความรักสุดๆก็ว่าได้เนื่องจากมันอยู่นอกเหนือที่หลักการของเขาจะหาคำตอบได้ อย่างไรก็ตามอีกหลากหลายคนก็ไม่เห็นด้วยกับซาร์ตเท่าไหร่เพราะนักขัดแย้งสังคมคนนี้มีนิสัยไม่น่าอภิรมย์เท่าไรนัก

แล้วหากความรักมีจุดเริ่มเดียวกับปรัชญาแล้ว...มันมีจุดสิ้นสุดหรือไม่และเหมือนกับปรัชญามั้ย?
    คำตอบคือ"ไม่"และ"ใช่" ความรักไม่มีจุดสิ้นสุดในช่วงขณะชีวิตคน เกิดจากคำถามเช่นเดียวกับปรัชญาและไม่มีจุดสิ้นสุดเหมือนปรัชญา พวกเหล่านักปรัชญาและนักรักเริ่มหลักการของเขาได้แต่ไม่สามารถจบหลักการของเขาได้อย่างชัดเจนจริงๆได้สักครั้ง เราไม่รู้หรอกว่าตัวตนของเราจะหยุดรักที่อายุเท่าไหร่ จนเมื่อตายไปเราก็ยังคงหาคำตอบไม่ได้ว่าหยุดได้จริงๆหรือไม่ เนื่องจากช่วงชีวิตมนุษย์หยุดอยู่ที่ความตายและชีวิต(หรืออาจเรียกว่า อชีวิต)หลังจากนั้นก็ไม่มีใครลุกขึ้นมาตอบได้ คำตอบก็ยังคงคลุมเครือเหมือนกับเมฆนิมบัสที่ลอยลิ่วอยู่เหนือน่านฟ้ากรุงเทพในเดือนสิงหาคม

    ดังนั้นหากจะใช้ชีวิตให้สนุกแล้วบางที่เราก็ไม่จำเป็นต้องหาคำตอบทึกเรื่องที่เราคิดไม่ถึงก็ได้ ใช้ชีวิตนั้นๆอย่างการหาคำตอบของนักปรัชญาเพราะผู้เขียนเชื่อว่ามันน่าสนุกกว่าในแบบของวิทยาศาสตร์แน่นอน 

ขอให้สนุกกับความรักครับ :)
จบบทที่หนึ่ง

SHARE
Writer
Nocturnal
Sincered human being
I​ don't​ fear a​ curtain death, death​ is​ curtain.

Comments

Pumkinz
4 years ago
มันก็เป็นแบบนี้แหละน้าความรัก
อ่านจบแลเวสบายใจขึ้นมาหน่อยนึง
ขอบคุณนะคะ
Reply
Nocturnal
4 years ago
ดีใจครับที่ช่วยให้สบายใจขึ้นมาหน่อยนึง ความรักมันเป็นตัวเจ้าปัญหาหลักๆในชีวิตมนุษย์เลยล่ะครับ แต่เราก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าไม่ต้องการมัน ยังไงก็ขอบคุณที่เข้ามาอ่านนะครับ 
Nocturnal
4 years ago
ดีใจครับที่ช่วยให้สบายใจขึ้นมาหน่อยนึง ความรักมันเป็นตัวเจ้าปัญหาหลักๆในชีวิตมนุษย์เลยล่ะครับ แต่เราก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าไม่ต้องการมัน ยังไงก็ขอบคุณที่เข้ามาอ่านนะครับ 
Pumkinz
4 years ago
รอติดตามตอนต่อไปนะคะ
ชอบอ่านบทความแบบนี้ เพราะทำให้เราได้ใช้ความคิดและได้จัดระเบียบความคิดของตัวเองด้วย

ติดตามนะฮะ
HERRE
4 years ago
เราหยุดรักไม่ได้ แต่เราปิดกั้นตัวเองได้นะ
ซึางมันก็ดี และไม่ดีไปพร้อมๆกัน
Reply
Nocturnal
4 years ago
การปิดกั้นตัวเองในแง่นึงมันก็ดีและไม่ดีจริงๆแหล่ะครับ แต่ถ้าเป็นในทางของผู้เขียนแล้วคงไม่เคยปิดกั้นตัวเองกับความรักหรอกครับ ยิ่งเราคิดว่าเราปิดกั้นมากเท่าไหร่ เรายิ่งอ่อนแอมากขึ้นก็ได้(ในอีกแง่หนึ่ง) 

homunchus
4 years ago
ชอบโสกราทีส มาก

Reply
homunchus
4 years ago
ชอบโสกราทีส มาก

Reply
babybear_
3 years ago
ชอบแนวเขียนแบบนี้จัง ขอบคุณบทความดีดีนะคะ :)
Reply