เมื่อความสูญเสียเข้ามาทักทาย
ดิฉันอายุใกล้ 40 ปีแล้ว และเพิ่งสูญเสียมารดา บุคคลที่เป็นครอบครัวเพียงคนเดียวที่ดิฉันมีมาตลอดชีวิต

ไม่เคยคิดว่าตัวเองจะต้องมานั่งบรรยายเรื่องราวชีวิตให้คนอื่นฟัง จนกระทั่งความเจ็บปวดจากความสูญเสียทำให้ชีวิตและจิตใจของดิฉันเปลี่ยนแปลง การจากไปอย่างกะทันหันของแม่ ทำให้ดิฉันรู้สึกเหมือนกับว่าครึ่งหนึ่งของชีวิตได้หายไปด้วย มันเป็นความคิดถึง อาลัย และเสียดายหลายๆสิ่งที่ไม่ได้ทำหรือยังทำดีไม่พอ

วันสุดท้ายที่พบกับแม่ คือ 2 วันก่อนที่ท่านเสียชีวิต วันนั้นดิฉันนัดว่าจะไปรับแม่ออกมาทานข้าว ช่วง 3-4 เดือนก่อนหน้า ดิฉันเจอแม่น้อยกว่าปกติ เพราะการงานและเรื่องส่วนตัว วันนั้นไม่รู้ทำไม ดิฉันอยากเจอแม่เหลือเกิน แต่เพราะความสัมพันธ์ของเราสองแม่ลูกแม้จะสนิทกัน แต่ก็จะไม่บอกรัก บอกคิดถึง หรือกอดจูบ การพบเจอกันในวันนั้น จึงดูเหมือนเป็นการทานอาหารกันธรรมดา แต่ดิฉันบางอย่างในตัวบอกกับดิฉันว่าตัวเองอยากจะอ่อนโยนกับแม่ให้มากกว่าปกติ โดยที่ไม่ทราบเหตุผลว่าทำไม ไม่รู้เลยว่านั้นคือ บทสนทนาครั้งสุดท้ายระหว่างดิฉันกับแม่

บทสนทนาระหว่างมื้ออาหารและระหว่างเดินทาง เป็นไปอย่างราบรื่น ดิฉันตัดสินใจไม่ขัดคอแม่เหมือนอย่างที่ทำบ่อยๆโดยเฉพาะเวลาที่แม่วิจารณ์เกี่ยวกับญาติๆ เราคุยกันแทบทุกเรื่องจนเหมือนการสั่งเสีย แต่เราสองคนไม่ทราบว่ามันเป็นบทสนทนาสุดท้ายระหว่างเรา เพราะแม่ไม่ได้เจ็บป่วยอะไร ไม่มีลางบอกเหตุใดที่แสดงว่าแม่กำลังจะจากดิฉันไปเลย นอกจากประโยคบางอย่าง เช่น "แม่เอากระโปรงตัวนี้มาให้ แม่ซักมาให้แล้ว นี่เป็นตัวสุดท้ายที่บ้านแม่แล้วนะ ไม่มีอะไรเหลือที่แม่แล้วนะ" ไม่ได้ทำให้ดิฉันเอะใจ แม้ดิฉันจะสังเกตเห็นว่าแม่ดูอ่อนแรงกว่าก่อน คล้ายตุ๊กตาที่ถ่านอ่อน แต่หน้าตาของแม่ก็ยังดูสวยสดใสเกินกว่าคนอายุ 80 ปีหลายคนนัก 

ตั้งแต่เกิด ดิฉันมีแค่แม่ที่เลี้ยงดูมา โดยไม่ทราบแน่ชัดว่าพ่อของดิฉันเป็นใคร นอกจากชื่อใครคนหนึ่งที่แม่ระบุไว้ในทะเบียนบ้าน สมัยเด็กการไม่มีพ่อดูเป็นเรื่องที่น่าอาย แต่ดิฉันไม่เคยรู้สึกอายหรือรู้สึกขาดเพราะได้รับความรัก การตามใจจากแม่ และการประคบประหงมจากญาติๆอย่างเต็มที่ หลังจากจบอนุบาล ดิฉันก็คิดได้เองว่าไม่ควรถามแม่เรื่องพ่อเป็นใคร หรือ พ่อตายไปแล้วจริงหรือ ดิฉันรู้ได้แม้เป็นเด็กว่าการถามเช่นนั้นอาจทำให้แม่ทุกข์ใจ จึงไม่เคยถามเลยจวบจนวันที่แม่จากไป

ตอนช่วงอายุ 28 ปี ดิฉันย้ายออกจากบ้านมาอยู่คอนโด เพราะที่ทำงานไกลบ้าน และเริ่มมีแฟน การย้ายออกมาเป็นการเตรียมพร้อมที่จะแต่งงาน ใจของดิฉันตอนนั้น ไม่ได้คิดถึงใจแม่เลยว่าแม่จะเหงาหรือไม่ เพราะคิดว่าแค่ไม่ได้นอนบ้านเดียวกัน แต่ยังพบเจอกันได้เสมอ ในใจของดิฉันคิดแต่จะเดินหน้าและเติบโตไปตามทางของตัวเอง

เมื่อดิฉันแยกบ้านออกมาได้เพียง 1 ปี ดิฉันก็ได้ทุนไปศึกษาต่อที่ประเทศสหรัฐอเมริกา รวมเวลา 6 ปีที่ใช้ชีวิตอยู่อเมริกา แน่นอนว่าดิฉันกลับมาเยียมบ้านทุกปี และ พาแม่ไปเที่ยวอเมริกา 3 ครั้ง แต่ละครั้งก็ให้แม่ได้อยู่เป็นเดือน ดิฉันอยากให้แม่ได้สัมผัสคำว่า "ชีวิตนักเรียนนอก" เพราะแม่ไม่เคยได้สิ่งนี้ ถึงแม้จะทราบว่าแม่ภูมิใจกับความสำเร็จของดิฉัน แต่กระนั้น ดิฉันก็ยังอยากให้แม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตที่ตอนนั้นดิฉันคิดว่ายิ่งกว่าถูกล็อตเตอรี่รางวัลที่ 1

ชีวิตคนเราก็ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบเสมอไป จิตใจของคนเราก็ไม่ได้สวยงามล้ำค่าอยู่ตลอดเวลาเช่นกัน การจากบ้านไปอยู่ต่างบ้านต่างเมืองนานๆ ฟันฝ่าอุปสรรคและใช้ชีวิตลำพังเป็นเวลานาน เปลี่ยนแปลงให้ดิฉันเคยชินกับการอยู่คนเดียว เบื่อหน่ายและอดทนต่อเสียงบ่นของแม่ในเรื่องซ้ำเดิมได้น้อยลง ความเครียดจากการเรียนปริญญาเอก ทำให้ดิฉันไม่อดทนกับคนใกล้ชิดเช่นแม่ เพราะข้ออ้างที่ว่า สิ่งที่อยู่ตรงหน้าทั้งการเรียนและการงานก็เครียดมากพออยู่แล้ว บ่อยครั้งที่ดิฉันตัดบทเรื่องที่แม่เล่า บางครั้งดิฉันตะหวาดแม่ แม้ว่าจะไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยนัก แต่ก็เป็นสิ่งที่ดิฉันไม่ภาคภูมิใจกับมันเลย และเป็นเรื่องที่เผาหัวใจของดิฉันจวบจนทุกวันนี้

หลังจากเรียนจบกลับมา ดิฉันยังคงแยกบ้านกับแม่ แต่จะนัดเจอแม่เป็นประจำทุกวันเสาร์อย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้งไม่เคยขาด ดิฉันเคยภาคภูมิใจว่า การพาแม่ไปทานข้าวสัปดาห์ละครั้งไม่เคยขาด เป็นเรื่องสูงส่งที่ดิฉันได้กระทำ แน่นอนว่าดิฉันมีความสุขที่ได้เจอแม่ ในการพาแม่ไปทำกิจกรรมดีๆร่วมกัน ดิฉันตั้งใจที่จะดูแลแม่ในช่วงเวลาที่ดิฉันว่างและจัดสรรไว้แล้ว แต่หากไม่ใช่เวลาที่ดิฉันจัดสรรไว้ ดิฉันแทบจะไม่ให้เวลากับแม่เลย ระหว่างสัปดาห์ดิฉันตีกรอบแม่ไว้ และเคยบอกแม่ด้วยว่า "ถ้าแม่โทรมาแล้วเราไม่ได้รับสาย เราจะโทรกลับเองเมื่อว่าง" ดิฉันปฏิบัติกับแม่เหมือนเป็นลูกค้า หรือ เพื่อนร่วมงาน ดิฉันทราบมาโดยตลอดว่า การจำกัดพื้นที่และเวลาของแม่เป็นสิ่งที่ไม่ควรทำ แต่ดิฉันก็ทำ เพราะมันช่วยให้บริหารเวลากับตารางชีวิตได้สะดวกกว่า ดิฉันคิดเสมอว่า "ยังมีเวลาๆ ตอนนี้ทำงานก่อน" แต่เมื่อแม่จากไปกะทันหัน ในตอนนี้แม้อยากจะเอาเวลาทั้งหมดที่มีมาให้แม่ แต่ก็ทำไม่ได้เสียแล้ว

ระหว่างสัปดาห์แม่มักจะแวะมาที่คอนโดเพื่อเอาของมาให้ แอบมาล้างจานให้ แอบมาเอาเสื้อผ้าไปซักให้ แต่เพราะความที่ดิฉันไม่อยากเห็นแม่เหนื่อย รวมทั้งไม่อยากให้เพื่อนบ้านนินทาว่าใช้งานแม่ จึงหักดิบด้วยการห้ามให้แม่เอาผ้าไปซัก ซึ่งการหักดิบก็มีทั้งห้ามโดยตรง หรือ อ้างว่าแฟนอยู่ที่คอนโด แม่อย่าเพิ่งมาเลย ฯลฯ โดยหารู้ไม่ว่า การกระทำเช่นนั้น ทำให้แม่รู้สึกว่าประโยชน์ของแม่ที่มีต่อดิฉันยิ่งลดน้อยลงไปอีก 

ในวันที่ได้พบแม่ครั้งสุดท้ายนั้น หลายๆช่วงของบทสนทนาเป็นเหมือนการที่แม่ถามซ้ำไปซ้ำมาเพื่อให้ตัวเองแน่ใจว่าดิฉันจัดการชีวิตที่เหลืออยู่ของตัวเองได้ดีแล้ว เช่น ผ่อนรถเหลืออีกกี่งวด ประกันสุขภาพให้จ่ายอย่างไร รายได้จะเพิ่มขึ้นไหม รายจ่ายจะลดลงไหม คนเช่าห้อง (ดิฉันลงทุนคอนโดให้คนเช่าเป็นรายได้พิเศษ) จ่ายเงินตรงเวลาใช่ไหม ปีถัดไปจะเป็นผู้ช่วยศาสตราจารย์ได้ใช่ไหม ฯลฯ ทุกคำถาม ดิฉันตั้งใจตอบเพื่อไม่ให้แม่ต้องเป็นห่วงกังวล ทุกคำตอบของดิฉันยืนยันหนักแน่นว่าดิฉันจัดการชีวิตของตัวเองได้ดี และทุกอย่างในชีวิตมีแนวโน้มที่จะดีขึ้นๆ ความตั้งใจของดิฉันก็เพียงแค่ให้แม่หมดห่วง ให้แม่ปล่อยมือ ให้แม่มั่นใจ ไม่ใช่เพื่อให้แม่หมดห่วงแล้วจากไปอย่างไม่มีวันกลับแบบนี้ 

2 วันหลังจากการพบเจอและบทสนทนาครั้งสุดท้าย มีคนพบแม่นั่งหลับอยู่บนรถเมล์ ใกล้บริเวณหน้าสนามหลวง แต่แม่ไม่ได้หลับ แม่ไม่ได้เป็นลม แม่หัวใจวายเฉียบพลัน ไม่มีใครทราบสาเหตุ ไม่มีใครทราบว่าแม่ไปไหนมา เราได้แต่เดาจากข้าวของติดตัวในวันนั้นว่าแม่คงไปไหนมาบ้าง จากข้าวของเดาได้ว่า แม่คงเอาเสื้อที่ซื้อมาใหม่ไปเปลี่ยน หรือ อาจจะไปหาซื้อเสื้อใหม่มาเตรียมใส่ในวันเสาร์หน้าที่นัดกับดิฉันไว้ 

แม้ว่าหน่วยแพทย์จะยืนยันว่าแม่ไม่มีความเจ็บปวดใดๆ และจากไปอย่างสงบ แต่แม่จากไปแบบเดียวดาย ท่ามกลางคนที่ไม่รู้จักกัน การจากไปอย่างทรนงของแม่ หญิงเหล็กที่คนเข้มแข็งอย่างที่สุด ทำให้หัวใจของทุกคนรอบข้าง โดยเฉพาะดิฉันแตกสลาย มีคำพูดมากมาย รวมทั้งคำว่า "รักแม่มากที่สุด" ที่แทบไม่เคยออกจากปากในยามที่แม่ยังมีชีวิตอยู่ นอกจากเขียนในการ์ดอวยพรแล้ว ก็แทบจะนับครั้งได้ที่บอกรักแม่ นอกจากคำว่า "รัก" ก็จะมีคำว่า "ขอบคุณ" ขอบคุณแม่ที่เลี้ยงดูเรามาอย่างดี และเสียสละแทบทุกอย่างในชีวิตเพื่อเรา แต่มันก็ดูจะสายเกินไปแล้ว จะมาบอกรัก จะมาขอบคุณแม่กับอากาศทำไม มันเป็นสิ่งที่ควรบอกเขาบ่อยๆในช่วงเวลาที่ยังมีชีวิตอยู่

ทุกครั้งที่พบแม่ ดิฉันเลือกสิ่งดีๆมาให้แม่ ตั้งใจพาแม่ไปที่สวยงาม แต่แทบจะไม่มีสักครั้งเลยที่ดิฉันก้าวเข้าไปในโลกของแม่ โลกที่แม่อยู่ทุกวัน โลกใบเดิมที่ดิฉันเกิดและเติบโตมา แม้ว่าแม่จะไม่ได้ต้องการให้ดิฉันต้องมาทานสิ่งที่แม่ทานทุกวัน นอนที่ๆแม่นอนทุกวัน หรือแม้กระทั่งนั่งรถเมล์ไปกับแม่ เดินตลาดกับแม่ ฯลฯ แต่การที่ดิฉันแทบไม่เคยทำสิ่งเหล่านั้นเลย ทำให้ดิฉันคิดว่าตัวเองรู้จักแม่น้อยมาก แม่ก้าวเข้ามาในโลกของดิฉัน แต่ดิฉันไม่เคยก้าวเข้าไปในโลกของแม่เลย แม้แต่ร้านน้ำเต้าหู้ที่แม่ไปซื้อทานทุกเช้า ดิฉันยังไม่รู้เลยว่าคือร้านไหน

เมื่อความสูญเสียกระโจนพรวดพราดเข้ามาจู่โจมดิฉันเช่นนี้ การเปลี่ยนแปลงของชีวิตและจิตใจครั้งใหญ่ จึงเกิดขึ้นตามมา ดิฉันเริ่มมองเห็นคุณค่าของหลายๆสิ่งที่เคยมองข้าม ได้เรียนรู้สัจธรรมของชีวิตข้อหนึ่งว่า "ไม่มีพรุ่งนี้เสมอไป" 

(โปรดติดตามตอนต่อไป)
SHARE
Writer
onlychild
Writer, Teacher
ความสูญเสียเปลี่ยนแปลงชีวิตและจิตใจ

Comments

Bell4065
4 years ago
เขียนได้ดีมากครับ
Reply
pukalicious
4 years ago
เป็นเครื่องเตือนใจให้ตัวเราเองที่เหลือพ่อแค่คนเดียวแล้วค่ะ 

Reply
SkyneZ
4 years ago
อ่านไปร้องไห้ไป เพราะเพิ่งเสียแม่ไปได้ไม่นานเหมือนกัน ทุกวันก่อนนอน ยังคงนึกถึงท่านทุกวัน พออ่านเรื่องเล่าของคุณ เราอดน้ำตาไหลไม่ได้ ไม่ใช่อะไร แต่เป็นเพราะรู้สึกว่า เราเองก็เช่นกัน ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ เราจะใช้เวลาอยู่กับท่านให้มากกว่านี้ แต่เพราะเราย้อนเวลาไม่ได้ เลยทำให้มีแต่ความรู้สึกเสียใจ เสียดายที่ไม่ได้ทำในสิ่งที่คิดว่าดีที่สุดให้กับท่าน ;_;
Reply
Cha_Aim
4 years ago
เสียใจด้วยค่ะ

Reply
Knans
4 years ago
เสียใจด้วยนะคะ ขอบคุณที่ถ่ายทอดเรื่องราวให้เราได้ฉุกคิด เราก็เป็นเหมือนกันเลยคือสนิทกับแม่แต่เราไม่เคยแสดงออกว่ารัก ก้าวต่อไปอย่างเข้มแข็งนะคะ :)
Reply