กระดาษเปล่า ; ความเป็นมนุษย์
คนมักจะคิดว่าการเริ่มต้นเรื่องราวของบันทึก หนังสือ จดหมายเหตุ พงศาวดาร
หรืออื่นๆ ห่าเหวมักจะเริ่มต้นด้วยประโยคแรกที่มีแรงดึงดูด  
จริงๆ แล้วมันเริ่มจากความว่างเปล่าต่างหาก 

ผนังหินเปล่าๆ แท่นศิลาเปล่าๆ แผ่นหนัง กระดองเต่า ผ้า หรือกระดาษ แล้วแต่พัฒนาการในการใช้งานวัสดุรองรับตัวอักษรของมนุษย์ในขณะนั้น เกิดจากการพยายามเติมเต็มช่องว่างด้วยการจารึกเรื่องราวบางอย่างลงไป

นั่นคงเป็นส่วนที่ทำให้มนุษย์เองมีความเป็นมนุษย์ เมื่อเราเกิดขึ้นภายในครรถ์ เรายังไม่มีความเป็นมนุษย์ แต่เมื่อเราออกมาสู่โลกภายนอกและได้เรียนรู้ประสบการณ์ เราจึงเป็นมนุษย์ หรือ "มีความเป็นคน"

คิดได้อีกแง่ว่าสมองของเรากับหน้ากระดาษของหนังสือหรืออื่นๆ ก็คงคล้ายกัน มันถูกเติมเต็มด้วยเรื่องราวต่างๆ ไปเรื่อยๆ จนกว่าจะถึงจุดสิ้นสุด 

ใครอ่านมาถึงตรงนี้ก็คงจะคิดว่า "อีบ้า หนังสือกับสมองจะเหมือนกันได้ยังไง" ใช่ ไม่เหมือนไง เพราะว่าเราได้ใช้คำว่า "คล้าย" เพราะสถานะของมันแตกต่างกัน สมองของมนุษย์คือพื้นที่ส่วนตัวที่มีระบบ Security รักษาความ Privacy ของเราไว้อย่างแน่นหนาเอามากๆ แต่แน่นอน...ไม่มีระบบใดสมบูรณ์แบบ เรื่องราวในหัวของเราจึงอาจจะ "หลุด" ออกมาให้คนอื่นรับรู้ผ่านทางการแสดงอารมณ์ด้วยอวัยวะต่างๆ แม้เพียงเล็กน้อยก็ตาม

หนังสือ เรื่องราว หรือเรียกถ้วนๆ ว่างานเขียนก็เช่นกัน ไม่ว่าเราจะพยายามซ่อนมันไว้แค่ไหน แต่ในเมื่อมันถูกสร้างขึ้นมาแล้ว ย่อมตกอยู่ภายใต้เงื่อนไขที่พร้อมจะถูกนำไปส่งต่อได้เสมอ ตราบใดที่มันยังมีสถานะคงอยู่

เหมือนที่เรากำลังพิมพ์อยู่นี้ เราได้ปลดปล่อยเรื่องราวในสมองของเรา โดยเลือกผ่านเว็บบล็อกซึ่งคือวัสดุรองรับในรูปแบบหนึ่ง ซึ่งในกรณีนี้...ความเป็นส่วนตัวได้หายไปแล้ว แม้ว่าเราจะไม่รู้จักชื่อ ไม่มีประสบการณ์ร่วม ไม่สามารถระลึกได้ว่าเราเคยเจอกันไหม (หรือหากมีคนรู้จักผ่านมา ค่าของมันก็ไม่ได้ต่างกันเท่าไร) 

เราได้ก้าวผ่านจากหน้ากระดาษว่างเปล่า...มาสู่การบรรจุเรื่องราว และนำไปยัง "การสื่อสาร" แล้ว และเราหวังว่าบางคนที่เข้ามาอ่านเจอเรื่องราวแปลกๆ ตรงนี้จะเลิกเข้าใจว่าบนเครือข่ายต่างๆ ที่คุณกำลังปลดปล่อยตัวตนนี้มีความเป็นส่วนตัวอีกต่อไป

แค่คุณเริ่มส่งต่อข้อมูลบางอย่างตั้งแต่ล็อกอิน คุณได้ทำลายความบริสุทธิ์ของกระดาษเปล่า และปลดปล่อยความเป็นมนุษย์ในแบบของคุณออกมาสู่บางพื้นที่แล้ว ทั้งนี้ต่อให้เราไม่เคยเจอกัน ไม่รู้จัก ไม่มีประสบการณ์ร่วม แต่เราได้ปลดปล่อยตัวตนออกมาวิ่งเล่นในสนามหญ้ากันกว้างขวางไร้จุดจบตรงนี้ด้วยกันแล้ว ก็ขอให้การวิ่งมาเจอเราตรงนี้ ทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนอะไรบางอย่างขึ้นมาบ้างก็แล้วกัน

หรือหากมันจะสร้างความบันเทิงให้กับใครสักคนล่ะก็...ชั้นก็จะบอกว่าด้วยความยินดี เพราะชั้นชอบที่จะทำลายหน้ากระดาษเปล่า แล้วส่งต่อเรื่องราวอะไรให้คนอื่นอยู่แล้ว ความเป็นมนุษย์ก็คงแบบนี้ มีการสร้าง รับ และส่งต่อข้อมูลต่อกันเสมอ...

และชั้นกำลังเรียนรู้วิธีการเป็นมนุษย์อยู่




TUE 03/01/2017
Cover Picture : Autumn Rhythm by Jackson Pollock,1950
SHARE
Written in this book
Odds and Ends
One Shot Stories หรือไอเดียเพ้อเจ้อไปเรื่อยจัดหมวดหมู่ไม่ถูก
Writer
LILITU
Vampire
Prof. of Being Dead insides. A Girl who obsessed with Death, Crime, Cat and Night Creatures. Nothing more...nothing less.

Comments

chaw_oldman
7 months ago
ผมนึกถึงอุดมคติ'วันตกทำนองนับ1 ก้าวขาสตาร์ทแรง
ขณะ'วันออกบอกศูนย์ไม่ไร้ค่าทว่าเปี่ยมความน่าเป็น
ครับ, ผมคลั่งเลข0
แต่กังขาหนังสือhow toเลียนฝรั่งมา'ไมขายดีวะ เห้ยหรือคนยุคนี้ชอบเลข1 จั่วหัวขายหวังครั้งใหม่! สาบาน! ผมขนลุกเมื่อรู้คนใกล้สิ้นหวัง
Reply