เสี้ยววินาทีนั้น..ผมกับน้องชอบกลเปลี่ยนแปลงอนาคต
น้องชอบกล เป็นชื่อที่ผมเรียกเจ้านิสสันคู่ใจ เพราะทะเบียน "กลXXXX" ทำให้ผมตัดสินใจตั้งชื่อประหลาดๆ แต่น่ารักแบบนี้ให้มัน ถึงแม้น้องชอบกลจะเป็นแค่รถธรรมดาคันหนึ่ง แต่ชีวิตที่เต็มไปด้วยการเดินทางของผมก็ต้องพึ่งพามันไม่น้อย การให้ความสำคัญเหมือนมันเป็นเพื่อนคนหนึ่งก็ถือเป็นความสุขเล็กๆ น้อยๆเวลาที่เราอยู่ด้วยกัน

ตอนเด็กๆ ผมเคยประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ครั้งหนึ่ง ในเหตุการณ์ครั้งนั้นมีคนเสียชีวิตด้วยจึงทำให้ผมยังจำฝังใจไม่ลืม พอโตมาผมเลยกลายเป็นคนที่ปฏิเสธการขับรถมาโดยตลอด จนกระทั่งเมื่อผมตัดสินใจเปลี่ยนงาน และในตัวงานบังคับให้ต้องขับรถด้วย ผมจึงตัดสินใจเรียนขับรถและเอาน้องชอบกลมาขับในที่สุด นี่ก็ผ่านมาสามปีแล้ว น้องชอบกลก็ยังไม่เคยแสดงอาการชอบกลเหมือนกับชื่อของมันให้ผมเป็นห่วงเลย มีแต่ผมต่างหากที่ขับมันไม่ค่อยระวังเท่าไหร่ จึงฝากรอยแผลไว้ให้กับมันทั้งใบหน้าและบั้นท้ายบ้างนิดๆ หน่อยๆ

จากคนที่ปฏิเสธการขับรถมาโดยตลอดเพราะความกลัว เมื่อได้ขับบ่อยๆเข้า จริงๆแล้ว มันก็ไม่มีอะไรน่ากลัวอย่างที่คิด "แค่เราขับรถตามกฎจราจร ก็ไม่มีอะไรต้องกังวล" ความเชื่อผิดๆแบบนี้ฝังหัวผมมาอยู่พักใหญ่ มีบางครั้งที่เหตุการณ์ตรงหน้าต้องทำให้เราเปลี่ยนความคิด "เราระวังคนเดียวก็ใช่ว่าจะปลอดภัยเสมอไป" แต่เมื่อเหตุการณ์เหล่านั้นผ่านพ้นไป เวลาก็มักจะทำให้เราหลงลืมมันไป 

แต่...เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันนี้...ผมอยากจะจดจำมันไว้ไม่ลืม
 
เรื่องราวมันเกิดขึ้นบนถนนวิทยุ

ถนนวิทยุเป็นถนนที่ร่มรื่นมากเส้นหนึ่ง มีเกาะกลางถนนผุดขึ้นมาทั้งเลนซ้ายและเลนขวาโดยปลูกต้นไม้ใหญ่ให้ร่มเงาแผ่กิ่งก้านสาขา ทุกครั้งที่ขับผ่านช่วงกลางวันจะได้ความรู้สึกเหมือนอยู่ท่ามกลางธรรมชาติ แต่ในยามค่ำคืนถนนเส้นนี้ดูโศกเศร้า แสงไฟสีส้มจากเสาไฟฟ้ากับเงาสีดำของร่มไม้ทำให้ถนนเส้นนี้ดูเปล่าเปลี่ยว ยิ่งเมื่อผ่านพ้นช่วงจราจรติดขัดหลังเลิกงานเข้าสู่ช่วงกลางคืนจนถึงดึกๆ แล้ว ถนนเส้นนี้โล่งและวังเวงชอบกล

คืนนี้ผมกับน้องชอบกลก็อยู่บนถนนวิทยุเส้นนี้...

หลังจากน้องชอบกลค่อยๆ ออกตัวจากสี่แยกไฟแดงที่เริ่มปล่อยรถด้วยสัญญาณไฟเขียว ผมสังเกตเห็นว่าถนนคืนนี้ค่อนข้างโล่ง ก็แหงล่ะนี่มันจะห้าทุ่มอยู่แล้ว

เมื่อแน่ใจว่าไม่มีอะไรน่ากังวล ผมจึงค่อยๆ เพิ่มความเร็วให้น้องชอบกล 
จาก 20 เป็น 30
จาก 30 เป็น 40
จาก 40 เป็น 50
จาก 50 เป็น 60

ทันใดนั้นเอง!
เงาของชายคนหนึ่งที่ยืนอยู่บนเกาะกลางถนนด้านซ้ายมือก็วิ่งพุ่งออกมาตัดหน้าน้องชอบกลในระยะไม่ถึงร้อยเมตร!!
.
.
.
.
.
ตึง!!!!
.
.
.
.
.
ร่างนั้นกระเด็นลอยขึ้นมาหมุนตัวอยู่บนกระจกหน้ารถก่อนที่จะกระเด็นออกไป
ภาพที่เห็นคล้ายกับฉากในภาพยนตร์แอคชั่นที่เห็นกันบ่อยๆ
.
.
.
.
เปล่า ผมไม่ได้ชนเขาหรอก แต่มันเป็นมโนภาพที่เกิดขึ้นแทบจะในทันที ณ วินาทีนั้น

ในความเป็นจริงแล้ว...เท้าขวาของผมบังคับให้น้องชอบกลหยุดกระทันหันแทบจะในทันที
น้องชอบกลส่งเสียงเอี๊ยดดังลั่น หน้าและลำตัวรถส่ายออกไปทางเลนขวาเล็กน้อย โชคดีที่เลนขวาข้างกันนั้นไม่มีรถวิ่งตามมา จึงทำให้ไม่เกิดการชนใดๆ

น้องชอบกลเคลื่อนตัวหลบชายคนนั้นได้อย่างฉิวเฉียด

ชายที่วิ่งออกมาตัดหน้าน้องชอบกลนั้นรอดพ้นจากการถูกชนแบบหวุดหวิด ถือว่าเป็นโชคดีที่เขาก็หยุดวิ่งในจังหวะเดียวกันนั้นด้วย เพราะหากเขาก้าวขาแม้แต่อีกเซนต์เดียว ผมค่อนข้างมั่นใจว่าร่างของเขาต้องไม่พ้นน้องชอบกลแน่ๆ

ผมมองกระจกหลังอีกครั้งเพื่อดูให้แน่ใจว่าเขาปลอดภัย
ผมเห็นชายคนนั้นลังเลเล็กน้อยก่อนที่จะวิ่งข้ามถนนไปอีกฝั่ง...
หัวใจของผมเต้นแรงและสั่นไม่ต่างจากปฏิกิริยาของน้องชอบกลเมื่อครู่

โชคดีที่ไม่ชน ผมพยายามปลอบใจตัวเองอย่างนั้น
แต่มโนภาพการชนนั้นมันชัดเจนมากในสมองของผม

ถ้าตอนนั้นหลบไม่ทันจะเกิดอะไรขึ้น?
ถ้าชายคนนั้นถูกชนขึ้นมาจริงๆ เขาจะเป็นอย่างไร?
ถ้าเขาตาย ผมจะกลายเป็นคนที่ฆ่าเขางั้นหรือ?
ถ้าน้องชอบกลหลบพ้นแต่เสียหลักสะบัดออกไปจนรถพลิกคว่ำล่ะ ผมจะเป็นอย่างไร?

คำถามที่เกิดขึ้นแต่ละข้อนั้น...คำตอบมันน่ากลัวมากจริงๆ

"เราระวังคนเดียวก็ใช่ว่าจะปลอดภัยเสมอไป"
ประโยคนี้มันลอยกลับมาในหัวผมอีกครั้ง
ใช่ มันคือประโยคง่ายๆ ที่ใครๆก็คิดได้ ใครๆก็เข้าใจได้ 
แต่...จะมีกี่ครั้งที่เราได้เข้าใจมันอย่างถ่องแท้จริงๆ

แค่เสี้ยววินาทีเดียว ทุกอย่างอาจเปลี่ยนไป

เสี้ยววินาทีนั้นผมกับน้องชอบกลอาจจะเปลี่ยนแปลงอนาคตที่มีทั้งหมดในชีวิตของชายคนนั้นหรือแม้แต่ของตัวผมเองก็ได้ ยังโชคดีที่วันนี้เราสองคนเลือกเปลี่ยนแปลงอนาคตให้ทุกอย่างยังเหมือนเดิม

ในตอนแรก ผมรู้สึกเคืองชายคนนั้นที่วิ่งออกมาตัดหน้าอยู่บ้าง แต่พอมาลองนึกดูดีๆแล้ว ผมคิดว่ามีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นก็ดีเหมือนกัน เพราะมันช่วยให้เราได้เห็นคุณค่าความสำคัญของการมี "สติ" อาจจะฟังดูตลก แต่ก็คงต้องขอบคุณเขาคนนั้นเหมือนกันที่ช่วยสอนบทเรียนชีวิตในครั้งนี้ให้กับผม

ผมรู้สึกขอบคุณน้องชอบกลด้วยที่ยอมเคลื่อนไหวตามคำสั่งของผม และผมก็คิดว่าน้องชอบกลคงขอบคุณผมเหมือนกันที่ช่วยทำให้มันไม่แปดเปื้อนอะไรไปมากกว่ารอยที่ใบหน้าและบั้นท้ายที่ผมเคยทำเอาไว้

สุดท้ายนี้ ผมคุยกับน้องชอบกลไว้ว่า ต่อไปนี้เราสองคนจะเดินทางไปไหนมาไหนด้วยสติที่มากขึ้น เพราะสิ่งที่อาจเกิดขึ้นหากเราไม่มีสติคงไม่คุ้มที่จะแลกแน่นอน
SHARE
Writer
pratpreecha
Writer
ชอบเขียนครับ อยากจ้างเขียนอะไร ลองติดต่อมาได้นะครับ^^ ฝากติดตามFacebook <<Better Me Free Happiness:ดีกว่าเดิม สุขกว่าเดิม>>ด้วยนะครับ https://www.facebook.com/bettermefreehappiness/

Comments