ออกจากComfort Zoneครั้งแรก(2)
เคยเชื่อเรื่องที่ฟังมาเวลาไปดูดวงกันหรือป่าว?.......

ออกตัวก่อนเลยว่าเป็นเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง ขี้โกงในแบบที่เชื่อแต่เรื่องดีๆ เรื่องร้ายๆก็ฟังๆไว้ แต่ชอบดูนะสนุกดี ไปเก็บมาหลายเจ้าอยู่ แต่ละเจ้ามักจะบอกตรงกันอย่างหนึ่ง ที่ไม่ว่าจะไปดูเจ้าไหนๆก็จะบอกเหมือนกันในเรื่อง ประโยคจะประมาณว่า "ไม่ต้องห่วงหรอก ไปไหนก็จะมีคนเอ็นดู คอยช่วยเหลือเสมอๆ" ใจนึงก็ดีใจเมื่อแต่ละเจ้าบอกเหมือนกัน ใจนึงก็สงสัยและไม่ค่อยจะเชื่อเพราะยังไม่เคยเจอจังๆกับตัวเองเลย...........

จนกระทั่งวันนี้ ที่ไม่รู้อะไรดลใจให้บอกทางพ่อไปเรื่อย ไปดูโรงแรมนั่นนี่ แต่บอกให้ลองแวะทำโรมแรมนี้ดูมันใกล้โรงแรม เดินไปทำงานได้ เขาอาจจะคิดรายเดือนให้ แล้วมันก็ได้จริงๆ ลุงกับป้าเจ้าของโรงแรมเขาเห็นใจเพราะลูกแกก็ฝึกงานอยู่เหมือนกัน ตอนแรกที่เข้าห้องมาค่อนข้างกลัวนั่นกลัวนี่ไปหมด เพราะโรงแรมของแกดูค่นข้างจะเก่ามาก บรรยากาศบุพผาราตรีมากๆ แต่ก็ไม่ได้น่ากลัวขนาดนั้น ยังมีความดูดีอยู่ มันน่ากลัวจนท้อแล้วเกิดเป็นสเตตัสก่อนหน้า........

แต่สิ่งที่เหนือความคาดหมายและทำให้วันนี้มันกลับมาสนุกสนานและมีความสุขขึ้นได้จน ต้องอย่ารับว่าเห็นกับตาจนนึกถึงคำของหมอดูก็วันนี้ล่ะ วันที่ลุงกับป้าเจ้าโรงแรมให้ยืมจักรยานไปปั่นเล่นได้.........

แล้วเราก็ยืนคุยกันอยู่อีกนาน จนไปถึงเรื่องที่เราสงสัย ว่าทำไมตุชึกมันดูกว่าจัง ทั้งยังมีนกบินส่งเสียงร้องทั้งวัน มองไปก็เป็นตึกร้างๆข้างบนห้องของเรา.......

แล้วก็ต้องร้อง อ้อ และสบายใจขึ้นทันที เมื่อคุณป้าบอกว่า "ป้าเลี้ยงนกนางเอน เก็บรังมันเอาไว้ทำกินเอง แล้วก็ขาย โลละหมื่นนะ" เห้ยยยย นี่มันโรงแรมหรูแล้วเห้ยยยย มันไม่มีหรอกที่จะได้นอนกับนกนางเอนอะ ..........

คุณป้าคุณก็หยิบรังนกที่แกสองคนทำเองแช่เย็นไว้มาให้กินถ้วยนึง ไม่หวดเข้าไป เติมลมยาง(เพราะอ้วน) ก็คิดขึ้นในใจเลย "ถนนคนเดิน" ดิ.........

มันมีความสุขขึ้นมาทันที แรงใจมันมาจากไหนไม่รู้ ในหัวคิดถึงแต่เรื่องที่หมอดูบอก คิดถึงในหลวง ร.9 คิดถึงพระกษัตริย์ พระบรมวงศานุวงศ์ และขุนนางสำคัญๆ ต่างๆที่เราศึกษาประวัติศาสตร์มา และนับถือในตัวพวกท่าเหล่านั้น........

ไม่รู้หรอกนะว่า พระองค์ท่านพระองค์ไหน ขุนนางท่านไหน ที่เฝ้ามองดูเราอยู่และคอยช่วยเหลือเมตตาเรา ดลจิตดลใจให้มาเจอคุณลุงคุณป้าใจดีขนาดนี้ หรือจริงๆอาจเป็นเพียงเพราะคุณลุงคุณป้านี่ล่ะที่ท่านใจดีอยู่ของท่าอนอยู่แล้วก็ตามแต่......

การเดินถนนคนเดินครั้งนี้จะเป็นครั้งนึงที่จดจำเลย มันรู้สึกได้ถึงความสุขที่มันกลับมา ความอยากผจภัยที่กลับมา และกำลังใจที่เพิ่มขึ้นมา มองอะไรแม่งก็ดูดีดูสวย เพลงอะไรแม่งก็เพราะก็เจ๋งไปหมด เดินไปยิ้มไป.......

เสียงเป็นจังหวะจากกลองสแนร์ที่มีเยาวชนเล่นโชว์บนเวที ซึ่งฟังก็ไม่ค่อยจะรู้เรื่องว่าเพลงอะไร แต่จังหวะของกลองชุดมันก็ยังดูเข้ากับจังหวะการเดินของเรา เห้ย "ความสุข" แม่งง่ายกว่าที่คิดเยอะว่ะ.........

ไม่ได้ซื้อไม่ได้ชิมอะไรเลย แค่เดิน แค่เดินจริงๆ สั้นมากด้วย แต่มันก็มีความสุขมากๆแล้วจริงๆ.......

และเมื่อกำลังจะปั้นกลับที่พัก ก็พบว่าเขาทำเป็นวันเวย์ต้องไปอ้อม และเชื่อไหม ในโชคร้ายมันก็มีโชคดี เราได้ออกไปทางวันเวย์ ซึ่งโชคชะตานั้นก็พาการเรียนรู้ ความโชคดี และอีกหลายๆอย่างมาให้เราอีกเช่นเคย.......

มาถึงตรงนี้ก็อยากจะเอ่ยถึงอะไรต่างๆ ที่คอยเฝ้าดูเรา และช่วยเหลือเราอยู่เสมอๆ และบอกกับคนอื่นๆ ที่อาจจะเข้ามาอ่านโพสนี้ หรือแม้กระทั่งกับตัวเองที่อาจจะต้องกลับมาอ่านโพสนี้ในอนาคต......

กับคำว่า "นอบน้อม" "ยิ้มง่าย" "มือไม้อ่อน" มันสร้างเรื่องดีๆให้ตัวเองเสมอจริงๆอย่างผู้ใหญ่ว่าไว้จริงๆครับ ผมเชื่อแล้ว มันเหมือนเป็นอะไรที่เราทำไปแล้วมันจะสะท้อนกลับมาสู่ตัวเราในเรื่องดีๆเสมอ เหมือนที่ครูบาอาจารย์ เกจิอาจารย์ ผู้หลักผู้ใหญ่มักเรียกว่าการสร้าง "บารมี" ให้แก่ตนเอง สักวันมันจะส่งผลดี ทำดีไว้เถอะ วันนี้โดนกับตัวจังๆจริงๆครับ.......

ขอบคุณครับ ขอบคุณทุกสิ่งทุกอย่างเลย ไม่รู้ว่าใครหรืออะไรบ้างที่ให้มา และตอนนี้ผมรู้จักคำว่า "ชี วิ ต" มากขึ้นแล้วครับ เมื่อก่อนผมอาจจะเป็นคนหยิ่งผยองมากไป ที่อาจจะทำดูเท่บอกใครต่อใครว่า ผมเองนั้นสะกดคำว่า "ชีวิต" มาอย่างโชกโชน แต่ตอนนี้ก็ต้องคิดใหม่อีกครั้ง ว่านั่นมาแค่นิดเดียวจริงๆ.........

และตอนนี้ก็ต้องเริ่มตั้งหน้าตั้งตา "เรียนรู้" คำว่า "ชี วิ ต" ต่อไปเรื่อยๆอีกไม่รู้จบ......
SHARE

Comments