นอกเหนือจากความรักแล้ว การเดินทางนี่แหละ ที่ทำให้ชีวิตงดงาม

คงปฏิเสธไม่ได้ว่า ชีวิต! มีเรื่องราวเป็นร้อยพันเรื่องในแต่ละวัน 
การพบเจอกัน คือสิ่งยืนยันว่า รอยยิ้ม คือคำทักทายที่ดีที่สุด 

เราตื่นนอนเพื่อไปต่อสู้กับชีวิตที่จักรวาลจัดสรรค์เวลาไว้ให้ เราแบกความหวัง ความฝัน ไว้บนหลังจนหนักอึ้ง หนักจนบางครั้งมันกดทับความสดใสร่างเริงจนแทบไม่มีพื้นที่สูดหายใจ ความเหนื่อยหน่าย ความจำเจ ความไม่ได้ดั่งใจ ฉุดขาเราให้จมลงสู่ก้นบ่อของความมืดมิดที่ไร้แรงจูงใจใดใด ไม่มีท้องฟ้า ไม่มีตะวัน ไม่มีแสงจันทร์ ไม่มีหมู่ดวงดารา คล้ายกับว่าชีวิตฉุดกระชากดวงใจที่พองโตของเราไปอย่างซึ่งๆหน้า เราเฝ้ารอเวลา เราบอกตัวเองว่าวันหนึ่ง "ฉันจะเป็นคนที่มีความสุขกว่านี้" แล้วเราก็ตั้งตารอ รอแล้ว รอเล่า รอด้วยความเหนื่อยหน่ายแบบเดิมๆ ในทุกเมื่อเชื่อวัน

การรอคอยที่ไม่รู้ว่าจะมาถึงเมื่อไหร่ นั้นแสนขมขื่น 
ขมขื่นจนบางครั้งเรารู้สึกว่า หัวใจดวงเดิมของเรามันกำลังเหี่ยวเฉา และมันกำลังถูกฝังกลบไว้ใต้สุสานน้ำแข็งโดยเงื้อมือของเราเอง เงื้อมือที่บางครั้งเราก็โทษว่า "ความรักนั่นแหละ ที่ทำให้เราต้องเป็นแบบนี้!"

"ความสุขฉันหายไปไหน?" 

ผมถามตัวเองในวันที่ชีวิตมีความเศร้าเป็นเพื่อนคลายเหงา  เรานั่งคุยกันประหนึ่งสหายที่ไม่ได้พบเจอกันมานานแสนนาน...

"ความรักพรากมันไปแล้วเพื่อนเอ๋ย" ความเศร้าตอบกลับมา 

ผมหลับตาแล้วเห็นเพียงภาพใครคนหนึ่งที่เดินจากไปเมื่อนานมาแล้ว นานจนบางโมงยามที่ความคิดถึงทำงานอย่างหนักหน่วง หนักหน่วงจนภาพในวันวานถูกฉายขึ้นมาในหัวใจอย่างชัดเจน 

ผมยิ้มให้กับความทรงจำเมื่อลืมตาตื่น และส่งยิ้มให้กับคนที่สะท้อนอยู่ในกระจกตรงเบื้องหน้า 

"ไม่, ความรักไม่ได้พรากความสุขไปหรอก" ผมบอกกับคนในนั้น "ความรักไม่ได้พรากทั้งหัวใจ ทั้งวิญญาณ ความรักแค่ฉากหลบให้กับความเศร้าที่เข้ามาแทนที่ ความรักไม่ได้โบยบินหนี เพียงแต่วินาทีที่ความชอกช้ำย่ำกลายเข้ามา คล้ายกับว่าหน้าที่ของความรู้สึกถูกสับสวิตช์ให้เสพติดกับความเสียใจซะก่อน ให้ลิ้มลองกับรสชาดบาดแผลที่กำลังสดใหม่ ให้สัมผัสกับหัวใจที่กำลังระบบรวดร้าวโดยไร้การเยียวยาใดใด ให้เราเข้าใจว่านี่คือชีวิตอีกรสชาดหนึ่งนะ เท่านี้ เท่านี้เอง..."

"แล้วความสุขนายหายไปไหนแล้วล่ะเพื่อนยาก" ความเศร้าถามขึ้นมาอีกครั้ง หลังจากแอบฟังบทสนทนาของผมกับคนในกระจกอย่างเงียบๆ

ผมเงียบสักพักก่อนตอบ...

"ไม่, มันไม่ได้หายไปไหน และมันก็ไม่ได้ทิ้งร้างทั้งสี่ห้องหัวใจให้แห้งกรัง ความสุขมันยังแฝงตัวอยู่ในนั้น อยู่ในส่วนของความทรงจำเมื่อกาลครั้งหนึ่ง และมันก็ยังอยู่ในทุกรอยยิ้ม ทุกเสียงหัวเราะ ทุกความทราบซึ้งกินใจ ทุกเรื่องตลบขบขัน เพียงแต่บางครั้งฉันเองที่มองไม่เห็น เป็นฉันเองที่เผลอมองข้ามไปโดยไม่ตั้งใจ เพราะมัวแต่คิดว่า...มันได้หายไปกับใครสักคนเสียแล้ว"

"ความสุขที่หายไปพร้อมกับใครสักคนงั้นหรือ ถ้าอย่างนั้น นายจะบอกฉันได้ไหมว่า ทำไมตอนนั้น นายถึงคิดอย่างนั้นล่ะเพื่อน" ความเศร้าถามต่อ

"เพราะฉันรู้สึกสูญเสียน่ะสิ!" ผมยิ้มตอบ

"เพราะรู้สึกสูญเสียงั้นหรือ"  ความเศร้าทวน 


ผมปล่อยให้บทสนทนาจบลงแค่นั้น ก่อนจะพาร่างตัวเองซุกลงใต้ผ้าห่มอันหนาหนุ่ม น่าแปลกที่ไม่ว่าอากาศในป่าคอนกรีตจะร้อนแค่ไหน ผมก็ยังติดผ้าห่มผืนเดิมอยู่ทุกค่ำคืน ผมกำลังจะข่มตานอนเผื่อเก็บแรงไว้สำหรับการเดินทางในวันรุ่งขึ้น ทว่า มีความคิดมากมายแล่นเข้ามาในหัว ผมเอื้อมมือไปเปิดไฟ แล้วก็หยิบไดอารี่บนหัวเตียงมาไล่เรียงความคิดมากมายเหล่านั้น 



ในส่วนของรอบปีนั้น 
คงปฏิเสธไม่ได้ว่า มีทั้งคนที่ผ่านเข้ามา และคนที่เดินจากไป

บางคน ก้าวเข้ามาในวันที่ฟ้าสดใส
บางคน ก้าวออกไปในวันที่ฟ้าหม่นหมอง
บางคนมอบ รอยยิ้ม ให้แทนคำตอบในการบอกลา
บางคนมอบ น้ำตา เพื่อบอกว่าเราจะร้องไห้ข้างๆกัน

เป็นความจริงที่ว่า เราไม่สามารถรั้งใครไว้ได้
ทั้งชีวิตและวิญญาณ ทั้งความรักและจิตใจ

ไม่เลย! 
เราไม่สามารถกังขังความรักในใจใครได้ 
แม้แต่ความรักในใจเราเองก็ตาม...
 
สามร้อยหกสิบวันผันผ่านไปตามกาลเวลา 
บางคนบอกว่า มันช่างรวดเร็วยิ่งนัก 
เมื่อความรักของเขาเปรียบประหนึ่งทุ่งดอกไม้ที่บานสะพรั่ง

หากแต่หลายคนไม่พูดบอก 
มีเพียงสีหน้าและแววตาที่ฉายออกมาถึงความเศร้า 
ความเศร้าที่ทำให้เขารู้สึกว่าเวลามันช่างเชื่องช้าเหลือเกิน 
เนิบช้าเหลือเกินที่ต้องหอบเศษใจเหลือๆ
ผ่านคืนวันที่หนาวเหน็บจนสั่นสะท้านไปทั้งใจ
 
มันอาจไม่คุ้นชิน 
กับการที่ต้องโอบกอดตัวเองด้วยวงแขนของตัวเอง
มันอาจไม่คุ้นชิน 
กับชีวิตที่เคยมีใครสักเคยร่วมแบ่งปันเรื่องราว

เห้ย วันนี้ เราไปเจอไอ้นี่มา 
เห้ย วันนี้ มีเรื่องมาเม้าท์ให้ฟัง
เห้ย วันนี้ เราอยากดูหนังเรื่องนี้ 
เห้ย วันนี้ เราอยากไปกินไอ้นั่นจัง
เห้ย บลา บลา บลา

กล่องความทรงจำ มันบันทึกทั้งเรื่องที่ดีต่อหัวใจ และเรื่องที่ร้ายต่อหัวใจ

ในวันที่บาดแผลในใจยังสดใหม่ 
เราอาจจะยังไม่พร้อมรับมือกับฤดูกาลผลัดใบของใครสักคน
เราอาจจะยังไม่เห็นหนทางข้างหน้าว่าจะเป็นเช่นไรเมื่อไร้คนบางคน
เราอาจจะบอกตัวเองว่า ปีนี้แม่งเหี้ยย ชีวิตในปีนี้แม่งบัดซบชิบหาย 
เราอาจจะขอพรและตั้งความหวังให้ปีหน้ามันดีกว่าปีนี้ 
เจอใครสักคนที่ดีต่อหัวใจเรา...กว่านี้ 
 
แต่คงไม่มีใครการันตีได้ว่าความบอบช้ำจะไม่มาย่ำเยือนอีก 
ไม่มี ไม่เลย ไม่แม้แต่ใจเราเอง!


แต่กระนั้น 
ความรักมันก็ยังงดงาม 
เพราะถ้ามันไม่งดงาม 
เราก็คงไม่ยิ้มร่าแก้มปริในยามที่ได้ใช้หัวใจรักใครสักคน


เห้ยยยแต่เดี๋ยวก่อน ไม่ใช่ทุกคนที่จะรู้สึกแบบนั้น 
อีกฝากฝั่งของดวงจันทร์มันก็ยังอับแสง 
ความรักมันไม่ได้งดงามทุกครั้งหรอก 
เพราะถ้ามันงดงามทุกครั้ง 
เหตุใดกันเล่ามนุษย์ถึงเสียน้ำตาให้มันอย่างมากมาย ? 


เราเสียน้ำตาให้การสูญเสียต่างหาก! 
เพราะเรารักไงเราถึงหลั่งน้ำตา 
เพราะเรารู้สึกไงว่าการจากลามันสร้างความเจ็บปวด 
เพราะเราสัมผัสได้ถึงหัวใจที่กำลังกรีดร้องไง
ว่ามันทุกข์ทรมานแค่ไหนเมื่อมีใครทำร้ายมันอย่างไม่ใยดี 


อย่างนี้แล้ว
มันจะไม่งดงามได้อย่างไร 
เพราะถ้าเราไม่รู้สึกถึงสิ่งที่เรียกว่าความรักหัวในใจ 
เราก็คงไม่ได้ใช้น้ำตาเพื่อปลอบโยนมัน...


จริงไหม ?  



เราต่างสือสารกันด้วยรอยยิ้ม

วันใหม่กลางเดือนธันวาคมเริ่มขึ้น ณ แดนประจิม 
ดอยม่อนคลุย จังหวัดตาก นั่นคือจุดมุ่งหมายในการเดินทางครั้งนี้

ผมไม่ได้เอาความเศร้ามาโยนทิ้ง ผมไม่ได้ออกเดินทางเพื่อตามหารัก แต่ผมมาที่นี่เพื่อมองดูโลกใบใหญ่ที่จะทำให้หัวใจผมอ่อนโยนขึ้นกว่าเดิม ผมมาเพื่อมองดูผู้คน ผู้คนที่จะเป็นสัดส่วนของความสุขที่ได้รับจากการเดินทาง ผู้คนที่จะอยู่ในความทรงจำของบันทึกการเดินทางโดยมีหัวใจเป็นผู้น้อบรับ 

สิบชีวิตในคณะ กับเส้นทางที่ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ 
สิบชีวิตกับก้าวย่างแห่งการแบ่งปัน เราต่างมีความฝัน เราต่างมีคนที่ห่วงใยคิดถึง เราต่างมีเรื่องราวที่อยากจดจำ เราต่างมีชีวิตเพื่อก้าวต่อไปในวันข้างหน้า เราต่างออกเดินทางเพื่อพิชิตอะไรสักอย่างในหัวใจ 

ผมไม่รู้ว่าอะไรทำให้คนเหล่านี้ออกเดินทางมาด้วยกัน 
แต่สิ่งที่ผมรู้คือการก้าวผ่านความลำบากไปด้วยกันนั้นมันสวยงาม 

เส้นทางขึ้นสู้ยอดดอยทูเลนั้นโหดพอสมควร เพราะเราต้องใช้เวลาในการเดินเท้าถึง เจ็ด ชั่วโมงด้วยกัน ไหนจะเป้บนหลังที่หนักอึ้ง ภูเขาสลับกับภูเขา ขึ้นทางชัน ลงทางลาดดิ่ง ไหนจะมีบางช่วง
ที่ต้องป่ายปืน บางช่วงที่ต้องก้าวอย่างระมัดระวังเพราะข้างๆและข้างหลังคือเหวลึก  
 
แม้ว่าความเหน็ดเหนื่อยจะคอยฉุดก้าวย่างแห่งความบากบั่น ความท้อถอยจะคอยกระซิบให้เรายกเลิกความตั้งใจ ความหิวโหยที่คอยกัดกร่อนท้องใส้ หรือแม้กระทั่งความไม่ได้ดั่งใจที่คอยถามไถ่เราว่า เราจะยอมแพ้หรือก้าวต่อดี 

เราเดิน เราพัก เราประครองกันและกัน แม้ว่าหยาดเหงื่อเราจะไหลออกจากรูขุมขนจนเต็มไปหมด แม้ว่าการหายใจจะค่อยๆถี่ขึ้นเรื่อยๆ แม้ว่าทางที่ชันจะทำให้ร่างกายเราเริ่มตอบสนองกลับ บ้างตะคิวกิน บ้างขาสั่น บ้างอ่อนแรง บ้างท้อใจ บ้างอยากถึงจุดหมายเร็วๆ 

หากแต่สิ่งที่พอประทังความเหนื่อยอ่อนได้เห็นจะมีเพียงน้ำเปล่า อากาศบริสุทธิ์จากธรรมชาติ รอยยิ้มที่ส่งถึงกัน คำถามแห่งความห่วงใย น้ำใจที่ส่งต่อกัน และที่สำคัญคือเพื่อนผู้คอยเป็นแรงผลักดัน เดินไปด้วยกัน กินด้วยกัน นอนด้วยกัน ใช้ชีวิตที่ลำบากไปพร้อมกัน

ผมแอบมองเพื่อนร่วมทางแต่ล่ะคนตามแต่ที่มีโอกาส สิ่งที่สะท้อนจากแววตาเมื่อความเหนื่อยหน่ายกัดกินพละกำลัง บางคนมองออกไปเบื้องหน้า มองดูท้องฟ้า มองดูต้นไม้ ผมไม่รู้หรอกว่าในใจของพวกเขาคิดอะไรอยู่ แต่สิ่งที่ผมเห็นจากแววตาเหล่านั้น คือการไม่ย้อมแพ้ แม้ว่าการยอมแพ้จะเป็นเรื่องที่ง่ายดายแค่ไหนก็ตาม 

เราถึงที่หมายก่อนพระอาทิตย์ตก 
อาารค่ำที่พอจะประทั่งชีวิตได้ก็มีแค่มาม่าและอารกระป๋อง 
กองไฟถูกก่อขึ้นเพื่อประทังความหนาวเย็น 

วินาทีที่เราเดินทางถึงจุดหมาย คล้ายกับว่าความเหนื่อยหน่ายของวันนี้สิ้นสุดลงแล้ว เราทิ้งตัวลงนั่งลงนอนอย่างสบายใจ หลายคนหยิบกล้องถ่ายรูป กล้องมือถือขึ้นมาบันทึกภาพแห่งความทรงจำ ขุนเขา ทุ่งหญ้า อาทิตย์อัสดง ม่านหมอก  หรือแม้กระทั่งภาพถ่ายบุคคลในมุมที่ต่างๆกันออกไป บ้างมีรอยยิ้ม บ้างกำลังอิงแอบกับธรรมชาติงามตา ผมแอบมองพวกเขาในมุมเงียบๆ ไม่รู้สิ แต่การแอบมองนั้นทำให้รอยยิ้มของผมพรุดพรายขึ้นมาโดยไม่ทันรู้ตัว อาจจะเป็นเพราะว่าการเห็นใครสักคนที่กำลังมีความสุข มีรอยยิ้ม มีแววตาที่เต็มไปด้วยความอภิรมณ์ใจ มันทำให้ผมได้ซึมซับความสุขนั้น ความรู้สึกนั้นมาด้วยโดยปริยาย และภาพต่างๆที่ผมบันทึกมันด้วยตาเปล่ามันก็แทรกซึมเข้ามาอยู่ในหัวใจอย่างฉันพลัน 


"นายกำลังมีความสุขนะ" ความรักบอกผมผ่านหัวใจ 

"นายไปอยู่ที่ไหนมา" ผมถามกลับผ่านความเงียบ

"ฉันอยู่กับนายเสมอ" ความรักตอบ "อยู่กับนายในหัวใจ เฝ้ารอคอยวันเวลาที่หัวใจนายจะผองโตอีกครั้ง นายรู้ไหมว่า การเดินทางครั้งนี้ของนาย มันมีความหมายกับเรามากแค่ไหน" 

"ไม่รู้สิ นายพอจะบอกเราได้ไหม" 

"นายพาเรามาเจอตัวเราเอง" ความรักบอก "นายเห็นท้องฟ้าไหม นายเห็นเมฆก้อนนั้นหรือเปล่า นายเห็นต้นไม้เล็กใหญ่พวกนี้ไหม นายเห็นทุ่งหญ่าเหล่านี้หรือเปล่า นายเห็นม่านหมอก นายเห็นแสงอาทิตย์สาดแสงส่อง นายเห็นคนเหล่านั้นไหม นายเห็นรอยยิ้ม เห็นเสียงหัวเราะ เห็นเม็ดน้ำตาคลอด้วยความปิติ เห็นสิ่งพวกนั้นไหม" 

"ใช่เราเห็น"

"ใช่ฉันก็เห็น เพราะฉันก็อยู่ในนั้น ทุกที่ ทุกเวลา ทุกหัวใจ"

"ขอบคุณนะ" ผมบอก

"ฉันต่างหากที่ต้องขอบคุณ ขอบคุณที่นายพาเรามาเห็นอะไรพวกนี้ที่เรา ไม่ได้เห็นมันมานานแนนาน" ความรักบอก ผมยิ้มรับ 



การเดินทางยังไม่สิ้นสุดลง เพราะพรุ่งนี้และวันถัดไป เราต้องพาชีวิตพวกเราไปเผชิญกับความลำบากและเส้นทางที่โหดไม่แพ้จากวันนี้กันต่อ 

เราจะเฝ้ารอหมู่ดาราและ แสงแรกแห่งตะวัน 
บางครั้งชีวิต ก็ไม่ต้องการอะไรมากมายไปกว่าความสุข และความสุขจะยิ่งน่าจดจำเมื่อผ่านการเคี่ยวเข็นจากความทุกข์ยากลำบาก 

หลายคนออกเดินทางเพื่อคนหาตัวเอง หลายคนออกเดินทางเพื่อค้นพบผู้อื่น หลายคนออกเดินทางเพื่อเปิดโลกทัศน์ หลายคนออกเดินทางเพื่อการเติบโต หลายคนออกเดินทางเพื่อการเรียนรู้ หลายคนออกเดินทางเพื่อหาแรงบรรดานใจ หลายคนออกเดินทางเพื่อเปลี่ยนแปลงอะไรในใจตัวเอง 

แต่ไม่ว่าจะแบบไหน ผมก็เชื่อสุดหัวใจว่า มันงดงามเสมอ 

เราจะคิดถึงตัวเองในอดีต เมื่อวันหนึ่งหนึ่งเรายืนอยู่ในจุดที่ข้ามผ่านเรื่องราวเลวร้ายมาได้ บางครั้งเราก็ขำให้กับตัวเราในวันวาน หลายครั้งเราก็อายตัวเองที่ทำบางอย่างในเวลาที่หัวใจถูกกระแทรกด้วยความเจ็บปวด ความทรงจำใหม่ๆอาจจะไม่สามารถแทนที่ความทรงจำเก่าๆ แต่เราก็สามารถสร้างความทรงจำดีดีให้เกิดแก่หัวใจเราได้


การเดินทางที่กำลังจบลง นั่นคือ การเดินทางที่จะเกิดครั้งใหม่
ผมไม่ชอบกล่าวคำอำลาด้วยคำว่าลาก่อน ผมเลยบอกลาด้วยรอยยิ้ม เฉกเช่นกับตอนแรกพบ 



ขอบคุณ พี่ตาร์ บูม เกด ยุ้ย เม่น เหมี่ยว ตอง ฟ้า แตงโม ที่ร่วมเดินทางและสร้างความทรงจำดีดีด้วยกัน ขอบคุณทุกคน ที่เป็นทั้งรอยยิ้ม เสียหัวเราะ เป็นเรื่องราว เป็นความคิดถึง และที่สำคัญขอบคุณที่เป็นความสุขในหัวใจดวงน้อยๆของผู้ชายธรรมดาอย่างผมที่ชอบคุยกับตัวเอง ฮ่าๆ 


                                                                                                ด้วยรัก แม็กพิช


"นายแม่งเห็นก่ตัววะ" ความรักทักขึ้น 

"นายมาว่าฉันทำไมเนี่ย" ผมสวน

"นายขอบคุณทุกคน แต่นายไม่ขอบคุณตัวเอง ที่พาตัว พาใจ พาความรัก พาความเศร้า พาความสุข มาเจอเรื่องราวพวกนี้ ฉันถามหน่อย นายรักตัวเองไหม" 

"รักสิ" ผมตอบ

"รักตัวเองกับเห็นแก่ตัวมันต่างกันมากนะ"

"ต่างกันอย่างไร"

"ถ้ารักตัวเองจริง นายต้องอยากแบ่งปันสิ่งดีๆ เรื่องราวดีๆ ความรู้สึกดีๆ....แก่ผู้อื่น"




ผมยิ้มให้กับประโยคสุดท้ายที่ความรักบอกกล่าว 
ก่อนจะเขียนเรื่องราว เรื่องนี้ :)





#ขอบคุณตัวเอง

 

   


Cr. ภาพ : บูม
Cr. ชื่อเรื่อง : อาจารย์ เล็ก 

 
SHARE
Writer
McPITCH
ธารดารา
มันอยู่ที่ว่าคุณอ่านเรื่องของผมแล้วนึกถึงใคร

Comments

khaikung
4 years ago
เดินทางกลับมาก็หล่อเลย
Reply
McPITCH
4 years ago
บร๊ะ
DreamerGlint
4 years ago
เป็นเหมือนกันเลยที่รู้สึกถามตัวเองว่า
ใครขโมยความสุขของฉันไป...
ขอบคุณนะบทความดีๆ
Reply
McPITCH
4 years ago
ขอบคุณเช่นกันที่เข้ามาอ่านครับ
baimaay
4 years ago
ไม่ได้เข้ามาตั้งนาน เห็นคุณอัพตั้งเยอะ เลือกเรื่องนี้อ่านเป็นเรื่องแรก ให้ความรู้สึกเท่ชะมัดเลยยยย 😁
Reply
McPITCH
3 years ago
ขอบคุณคราบบ
Together777
3 years ago
สมัครเป็นแฟนคลับ อิอิ
Reply
McPITCH
3 years ago
:)
NASRap
3 years ago
12ครั้งกับการอ่านวนซ้ำๆ​ ขอแชร์ครับ
Reply
NASRap
3 years ago
McPITCH
3 years ago
โอ้ววววว ขอบคุณและยินดีครับ